ผู้หญิง…กับมิตรภาพอันซับซ้อน

 


  

หลายคนคงจะมีช่วงหนึ่งในชีวิต ที่เมื่อทำอะไรบางอย่าง - - โดยที่ไม่รู้ว่าคืออะไรด้วยซ้ำ แล้วทำให้เพื่อนคนใดคนหนึ่งไม่พูดกับเราอีกเลย

 

เราไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในวัยเด็กของผู้ชายรึเปล่า แต่มองกลับไปในสังคมหญิงล้วนที่เราเติบโตขึ้นมา เรารู้สึกว่า...มิตรภาพระหว่างผู้หญิง ดูเป็นมิตรภาพที่อ่อนไหวและซับซ้อน ก้าวพลาดนิดเดียวจากเพื่อนก็กลายเป็นศัตรู จากที่สนิทกันก็กลายเป็นไม่รู้จักไปในทันที

 

ตอนเป็นเด็กอาจจะเริ่มจากการทำเป็นไม่พูดด้วย และซุบซิบให้เห็นซึ่งหน้า โตขึ้นมาหน่อยอาจจะเริ่ม ‘แบน’ โดยการตั้งกลุ่มรังเกียจเพื่อนคนหนึ่ง โดยที่เค้าอาจจะแค่ไม่เหมือนคนอื่น อาจจะฉลาดมาก หรือสุขภาพไม่ดี หรือแค่ทำพลาดอะไรแบบที่ตอนเด็กๆ พวกเราก็พลาดกัน หรือแค่...อะไรก็แล้วแต่ แต่ด้วยเหตุผลอันลึกลับบางอย่าง มันทำให้เรื่องเปิ่นๆ เด๋อๆ หรืออะไรพวกนั้นกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะยอมรับได้

 

ตอนนั้นเรากังวลมากว่าเราจะหา ‘เอ็กซ์แฟกเตอร์’ อันนั้นเจอได้ยังไง เราจะรู้ได้ยังไงว่าทำอันไหนแล้วเพื่อนจะชอบ ทำอันไหนแล้วเพื่อนจะ ‘แบน’

 

เป็นเพราะอะไรกันนะ?

 

มันคือความอ่อนไหวต่อความแตกต่างของเพื่อนรึเปล่า? บางทีพวกเราก็คาดหวังให้เพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องทำอะไรตามกัน ถ้าทำตัวแตกต่างก็ถือว่าไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน? มันจะเหมือน 'กระทบต่อความมั่นคง' ?

 

มันเป็นกลไกป้องกันตัวอัตโนมัติของกลุ่มผู้หญิงรึเปล่านะ ไม่รู้ทำไม แต่เรานึกถึงดอกไม้ที่รีบหุบทันทีเมื่อต้องละอองฝน ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่แคร์หรอกว่าจะเป็นฝนใสๆ หรือเป็นแมลงที่มาทักทาย หรือเป็นนิ้วอันมุ่งร้ายของใครซักคน กูรู้แต่ว่ากูบอบบาง กูต้องรีบหุบไว้ก่อน?

 

เราอาจจะตอบไม่ได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่เรารู้เพียงว่า...มันเป็นการปิดกั้นการทางเลือก และการเติบโตของเพื่อนบางคนโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว

 

เราเติบโตขึ้น และเลิกกังวลกับเรื่องพวกนี้ไปนานแล้ว แต่บางทีเงาของมันก็ยังคงอยู่ และเมื่อคุยกับเพื่อนผู้หญิงบางคน เราก็รู้สึกได้เลยว่าเค้ามีความกลัวนี้ติดตัวจนเป็นผู้ใหญ่ เราเข้าใจว่าพวกเค้าคงรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดเมื่อโดนรังแกจากเพื่อนกลุ่ม ‘สาวๆ แรงๆ’ - - โดนรังแกแบบที่ไม่มีความรุนแรงทางกายเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

แต่หลายคน, รวมทั้งเราด้วย ก็คงรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดในทางตรงกันข้ามด้วยเช่นกัน เมื่อต้องแกล้งทำเป็น ‘แบน’ เพื่อนคนใดคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็ไม่ได้รู้จักกันเลย และบางทีก็ไม่มีเหตุผลใดๆ เลย เพียงแค่เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในสังคมผู้หญิงก็เท่านั้น บางทีทุกวันนี้ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้าตอนนั้นไม่ได้ขี้ขลาด ถ้าเรายืนหยัดแบบเท่ๆ เพื่อเพื่อนซักคนที่แทบจะไม่รู้จักกันสักครั้งหนึ่ง เราจะยังคงเป็นเราในทุกวันนี้ไหม

 

หรือนี่เป็นเรื่องเจ็บปวดที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเรา - - ของพวกเราจริงๆ ?

 

พี่เจ้อกับวรรณ #4 โปรเจคไฟแรงของนายมิกกี้

 

 

มิกกี้ พนักงานหนุ่มจบใหม่ เลเวล 0 อายุ 22 ปี, ขาว, ตี๋, และกระตือรือร้น ถึงเขาจะเพิ่งเริ่มงานใหม่ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่เขาก็มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่ง ว่าแผนงานที่เขาคิดขึ้นมานี้มันเจ๋งที่สุด และจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กรอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนเลย

               

เอาละเว้ย... มิกกี้คิด ...ฉันจะแจ้งเกิดที่นี่แหละ

               

ในขณะเดียวกัน พี่เจ้อ หรือนายโรเจอร์ เลเวล 4 หัวหน้าแผนกเล็กๆ น่ารักแผนกนั้นก็กำลัง แ ส ร้ ง ทำท่าครุ่นคิดเรื่องแผนงานของเจ้าหนุ่มมิกกี้ วันนี้พี่เจ้อแต่งตัวต่างจากทุกวัน เสื้อเชิ้ต เนคไท กางเกง สีดำสนิท ไม่มีเลื่อมสีทองแพรวพราว แต่อย่าคิดว่าพี่เจ้อจะลืมสีทองของโปรดของตัวเองไปได้ง่ายๆ, ไม่มีทางอยู่แล้ว - - เขาแค่เปลี่ยนจาก “ตัว” ไปเป็น “หัว” เท่านั้นเอง วันนี้พี่เจ้อโปรยกากเพชรสีทองลงบนจะงอยผมโมฮอค และสวมแว่นกันแดดใหม่เอี่ยมที่เลนส์เคลือบสีทองวาวๆ เหมือนแมลงอวกาศ มิกกี้ไม่กล้าสบตาพี่เจ้อเลย ทั้งๆ ที่ปกติเขาพูดกับใครต้องสบตาทุกครั้ง - - ไม่ใช่เพราะกลัวอะไรหรอก แต่เพราะมันเวียนหัวต่างหาก

               

พระเจ้าเถอะ... หนุ่มมิกกี้สบถอยู่ในใจ ...ช่วยถอดไอ้แว่นบ้าๆ นี่ซะทีด้ายม้ายย จะอ้วกอยู่แล้ววว...

               

“อืมม...” พี่เจ้อจับคาง ทำท่าครุ่นคิด ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเลย ไอ้แผน-ใหม่-ไฟ-แรง แบบนี้น่ะไม่มีทางหลุดรอดไปได้อยู่แล้ว

               

“ว่าไงครับ” มิกกี้ถาม มองเขาอย่างคาดหวังเต็มที่

               

“ไม่ผ่าน!” พี่เจ้อประกาศ

               

“อ้าว!” มิกกี้ร้อง “ทำไมล่ะครับ”

               

“พี่บอกให้เราคิดแผนสำหรับแผนกของเรา ไม่ใช่แผนที่จะให้ ทุ ก แ ผ น ก ช่วยกันทำ”

               

“แต่มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนะครับ!”

               

“นี่ เลิกคิดเรื่องความเปลี่ยนแปลงทีเถอะ”

               

มิกกี้จ้องมองพี่เจ้อ พี่เจ้ออดรู้สึกไม่ได้ว่าดวงตาของหนุ่มมิกกี้เหมือนมีเปลวไฟลุกโชน อืมม...ชักสนุกละสิ

               

“แต่ว่าผมนั่งศึกษาโครงสร้างองค์กรมาทั้งคืนเลยนะครับ! อย่างน้อยพี่เจ้อก็น่าจะช่วยคุยกับหัวหน้าแผนกคนอื่นๆ อย่างคุณวรรณ หรือคุณสุ...” มิกกี้ชะงักเมื่อพี่เจ้อเริ่มหัวเราะก๊ากๆ ดังลั่น

               

“คุยกับ...คุณสุ...เนี่ยนะ...ฮ่าๆๆ เรารู้จักคุณสุรึเปล่า ไอ้หนู ฮ่าๆๆๆ”

               

มิกกี้ไม่พอใจมากเมื่อหัวหน้าหัวเราะเยาะถึงเพียงนั้น “ขอความร่วมมือกันก็ไม่เสียหายนี่ครับ”

               

“ใช่ๆ ไม่เสียหาย” พี่เจ้อควานหาแก้วน้ำ “แต่ฉันไม่คุยให้หรอกนะ”

               

“งั้นผมคุยเองครับ!” มิกกี้ประกาศ ทุบกำปั้นลงบนตัก พี่เจ้อนึกอุปาทานเห็นไฟลุกขึ้นมาจากกำปั้นนั้น ลามไปทั่วร่างของมิกกี้เหมือนเขากลายเป็นซุปเปอร์ไซย่า ฮ่าๆ...แกล้งเด็กสนุกจริงๆ...

               

พี่เจ้อจิบน้ำช้าๆ จับตามองเด็กใหม่ของเขา “ผมไม่สนหรอกว่าพวกพี่จะตั้งแง่อะไรกัน” มิกกี้พูดเสียงดัง “เราอยู่องค์กรเดียวกันก็ต้องมีเป้าหมายร่วมกันไม่ใช่เหรอครับ และถ้าวิธีเดิมๆ - - วิธีที่พวกเราแยกกันทำงานมันไม่มีประสิทธิภาพ...”

               

“นี่...ขอถามอะไรหน่อยนะ...” พี่เจ้อขัด ชูแก้วน้ำให้มิกกี้ดู “เคยสงสัยบ้างมั้ยว่าทำไมบนโต๊ะหัวหน้าต้องมีแก้วน้ำ?”

               

มิกกี้ชะงักกึก ตามไม่ทันว่าพี่เจ้อหมายถึงอะไร และวินาทีถัดมา พี่เจ้อก็สาดน้ำโครมใส่หัวตั้งๆ ของนายมิกกี้ - - - ด้วยความโหดเหี้ยมเท่าที่แว่นตาแมลงอวกาศสีทองจะอำนวย

               

“โอ๊ย!”

               

เปลวไฟในอุปาทานของพี่เจ้อดับมอดลงพร้อมเสียงซ่าๆ

               

“อะไรครับเนี่ย”

               

“เค้าให้หัวหน้าทุกคนมีแก้วน้ำอยู่บนโต๊ะ เอาไว้จัดการกับเด็กใหม่ไฟแรงยังไงล่ะ” พี่เจ้อกล่าวอย่างเคร่งขรึม ทั้งที่ในใจทั้งขำและสะท้อนใจในขณะเดียวกัน โอเค...ไอ้เจ้อ...อย่าไปสงสารมัน...แกก็เคยโดนมาก่อน...

               

มิกกี้เช็ดน้ำออกจากตา กล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง “แต่ผมมั่นใจว่าผมทำได้”

               

“โวะ” พี่เจ้อวางแก้วน้ำลง “ยังไม่เลิกอีกนะ”

               

“ก็พี่เจ้อบอกเองนี่ครับ!”

               

“บอกอะไร?”

               

“พี่เจ้อบอกว่า แผนกของคุณสุใช้งบประมาณมากที่สุด รองลงมาก็คือของคุณวรรณ แล้วก็ของเรา ผมก็เลยคิดแผนนี้ขึ้นไง เราสามแผนกร่วมมือกันพัฒนาโปรดักต์ที่ดีที่สุดแค่ ชิ้ น เ ดี ย ว  ถ้าเรา ยุ บ โปรดักต์ของคุณวรรณกับคุณสุ แล้วเอาคนมารวมกัน มันจะทำให้...”

               

พี่เจ้อมองมิกกี้ตาค้าง ...ไม่นะ เด็กคนนี้...

               

ทำไมมันถึงคิดอย่างที่ฉันเคยคิดเมื่อหลายปีที่แล้ววะเนี่ย?

 

/////

 

สิบนาทีต่อมา เด็กใหม่ของวรรณก็รับโทรศัพท์ แล้วก็หันมาบอกนาย “คุณวรรณคะ คุณโรเจอร์ขอคุยด้วยค่ะ”

               

วรรณยื่นมือ รอรับโทรศัพท์ ทั้งๆ ที่สายตายังจดจ่ออยู่กับคอม

               

“เอ่อ คุณโรเจอร์บอกว่าให้คุณวรรณไปหาที่ห้องน่ะค่ะ”

               

วรรณถอนหายใจ เซฟดราฟท์อีเมลอย่างเสียมิได้

               

...โอ๊ย พี่เจ้อ!

 

/////

 

วรรณเดินเข้าไปในห้องพี่เจ้อที่เปิดประตูค้างไว้ “ว่าไงคะ”

               

พี่เจ้อกับมิกกี้เงยหน้าขึ้นจากการสนทนาอันร้อนแรง หันมามองสาวผมสั้น ตาสวย หน้าตาย และสวมเสื้อสีฟ้าเรียบร้อยตลอดกาล แววตาของพี่เจ้อแสดงความตื่นเต้นเป็นอันมาก จนวรรณนึกอุปาทานเห็นเปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ในดวงตาตี่ๆ คู่นั้น (พี่เจ้อถอดแว่นแมลงอวกาศแล้ว)

               

“วรรณ” พี่เจ้อเริ่ม ผายมือไปทางมิกกี้ “เด็กใหม่ของพี่มีโปรเจคใหม่น่ะ อยากจะขอยืมคนของเธอสักหน่อย”

               

วรรณพยักหน้า มองเด็กหนุ่มที่ท่าทางไฟแรงไม่แพ้กัน “ไม่เกินสิบนาทีได้มั้ยคะ?”

               

พี่เจ้อหัวเราะพรืด “งานด่วนขนาดนั้นเชียว”

               

“ค่ะ” วรรณตอบ ดูนาฬิกา

               

“ไม่ถามเหรอว่ากี่คน” พี่เจ้อถามกลับ

               

คราวนี้วรรณที่หน้านิ่งมาตลอดเริ่มมีท่าทางประหลาดใจ “กี่คน? จะเอามากกว่าหนึ่งคนเหรอ”

               

“มิกกี้ อธิบายให้คุณวรรณฟังซิ”

               

วรรณยืนนิ่งฟังมิกกี้แจกแจงแผนงานรวมโปรเจคของเขา โดยมีพี่เจ้อคอยสนับสนุน เธอแปลกใจที่มันคล้ายกับไอเดียบางอย่างที่เธอกับพี่เจ้อเคยคุยกันเมื่อนานมาแล้ว - - ยุบผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่มารวมกัน แล้วมุ่งมั่นทำชิ้นเดียวชิ้นนั้นให้ดีที่สุด - - แต่เธอก็ผลักความคิดนั้นกลับเข้าไปในส่วนลึกที่สุดของสมอง ...มันไม่มีประโยชน์หรอก เธอบอกตัวเอง ถึงแม้ว่าฉันจะ... ไม่ๆ มันไร้สาระ ให้ตายเถอะพี่เจ้อ...เรียกฉันมาฟังอะไรเนี่ย…เรายังไม่อยากโดนไล่ออกกันใช่มั้ย?

               

“ซื้อมั้ยวรรณ” พี่เจ้อถามอย่างกระตือรือร้น

               

“เอาเลยครับคุณวรรณ” มิกกี้สนับสนุน “ถ้าไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำตอนไหนล่ะครับ”

               

“ใช่” พี่เจ้อว่า “แล้วพี่ก็รู้ว่าเธอทำได้ ถ้าเธอโอเคเมื่อไหร่ เราก็ค่อยไปปราบคุณสุ เธอจัดการได้อยู่แล้วนี่”

               

“พี่เจ้อบอกผมว่าคุณวรรณก็มี วิ สั ย ทั ศ น์ แบบนั้น”

               

“เอาเลยวรรณ” พี่เจ้อว่า “เดี๋ยวพี่กับมิกกี้จะลองปรับแผนให้เหมาะกับเราสองคนก่อน แล้วเรื่องคุณสุค่อยว่ากันที่หลัง...”

               

วรรณคว้าโทรศัพท์โต๊ะพี่เจ้อ กดเลขสามสี่ตัว ขณะที่พี่เจ้อกับเด็กมิกกี้ช่วยกันคิดรายละเอียดอย่างอื่นเพิ่มเติม  “ฮัลโหล นี่พี่เอง ช่วยเอาไอ้นั่นมาให้หน่อย จ้ะ นั่นแหละ”

               

แล้วเด็กใหม่ของวรรณก็เอาสิ่งนั้นเข้ามาให้ แล้วก็จากไปอย่างเงียบกริบ โดยที่พี่เจ้อกับมิกกี้ไม่ทันสังเกตเห็น

               

“อ๋อ รู้แล้ว! ถ้าตัดตรงนี้ออกไปหน่อยหนึ่ง...” พี่เจ้อตวัดปากกาขีดฆ่า แล้วเติมแผนผังใหม่อย่างรวดเร็ว

               

“โอ้! จริงด้วยครับ! พี่เจ้อนี่สุดยอดจริงๆ อ้อ! ผมว่าถ้าเติมตรงนี้อีกหน่อย...”

               

“นั่นแหละๆ ใช่เลย เก่งเหมือนกันนี่หว่า!”

               

“ก็ผมบอกแล้ว!”

               

“วรรณ นี่ไง มาดูนี่สิ” พี่เจ้อกวักมือเรียก ทั้งๆ ที่สายตายังจดจ่อกับแผนผัง “เธอว่าไง” มีเสียงฝีเท้าของวรรณเดินเข้ามาใกล้ แล้วในที่สุดพี่เจ้อก็เงยหน้าขึ้นมอง - - -

               

ฟู่ววว!!!

               

โฟมสีขาวพุ่งเข้าใส่หน้าพี่เจ้อเต็มรัก เด็กมิกกี้เงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ จึงถูกโจมตีด้วยโฟมสีขาวเข้าไปอีกคนหนึ่ง เปลวไฟซุปเปอร์ไซย่าที่พวยพุ่งอยู่รอบตัวทั้งสองในอุปาทานของวรรณดับมอดลงในทันที

               

“โอ๊ย วรรณ!” พี่เจ้อละล่ำละลัก ปัดปุยฟองออกจากตา “นี่มันอะไรของเธอเนี่ย!”

               

“อ้าว” วรรณทำหน้าตาย ชูวัตถุสีแดงในมือ “พี่เจ้อไม่สงสัยเหรอคะ ว่าทำไมเราต้องมีถังดับเพลิงอยู่ทุกมุมตึก?”

               

“ห่ะ...” พี่เจ้อพูดไม่ออก

               

วรรณยิ้มสะใจ จากนั้นก็หันหลังให้สิ่งมีชีวิตทั้งสองที่กำลังจมอยู่ในฟองสีขาวฟูฟ่อง เธอเดินมาได้ครึ่งทางแล้วก็หยุด ภาพของเธอกับพี่เจ้อที่กำลังถกเถียง “แผนการยุบคุณสุ” เมื่อหลายปีก่อนวนกลับเข้ามาในความทรงจำ

               

วรรณหลับตาลง

ถังสีแดงยังหนักอึ้งอยู่ในมือ...

 

 

 

Wrote: SEP 2013 

 

เด็กชายฟ้าร้อง

posted on 20 Aug 2013 09:44 by ccchhhuuunnn directory Fiction
เด็กชายฟ้าร้อง
 
 
เมื่อจ้าวแห่งความมืด(สุดโหด) กับจ้าวแห่งแสงสว่าง(สุดหล่อ) ต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงตัวผม! แหม เขินจังเลยครับ เอ่อ...ว่าแต่...ทำไมอยู่ดีๆ ผู้ยิ่งใหญ่ทั้งสองถึงอยากได้เจ้าตัว 'ฟ้าร้อง' อย่างผมด้วยล่ะเนี่ย? 
 
...........
 

ตอนที่ 1 ของเหลวใสสามหยด

 

ฟ้าร้องชื่อ ”ฟ้าร้อง”

 

เขาไม่มีชื่ออื่นใดอีก และไม่มีความสามารถอื่นใดอีก นอกจากเรียกเสียงฟ้าร้อง

 

ตลอดชีวิตอันแสนอาภัพของเขา เขาได้ทำให้คนแก่ที่น่าเวทนาเป็นจำนวนมากต้องหัวใจวายเฉียบพลัน ทำให้เด็กน้อยไร้เดียงสาจำนวนมากพอๆ กันต้องแผดเสียงร้องไห้ และอาจจะเคยทำให้ผู้มีแก้วหูบอบบางมีอันต้องได้รับความกระทบกระเทือนไม่มากก็น้อย

 

แต่เขาไม่ได้ตั้งใจนะ และเขาก็พยามคิดว่าไม่ใช่ความผิดของตัวเอง เป็นความผิดของ “ฟ้า” ต่างหาก

 

ทำไมฟ้าต้องร้องคำรามเวลาเขาโกรธ? ทำไมฟ้าต้องร้องเวลาเขาตกใจ? และที่ไร้สาระไปกว่านั้น...ทำไมฟ้าต้องร้องเวลาเขากำลังสนุกสนานตื่นเต้น? นี่มันหาเรื่องกันนี่หว่า ไอ้ท้องฟ้าเอ๊ย อยากมีส่วนร่วมกับชีวิตของเขานัก ก็เสด็จลงมาขอเป็นเพื่อนกันดีๆ ก็ได้นี่ แหม่...

 

แต่ตอนนี้ฟ้าร้องโตแล้ว อายุสิบเจ็ดปี และเลิกพูดคุยกับท้องฟ้าไปนานมากแล้ว เขาก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตเงียบๆ และพยายามไม่โกรธ ไม่ตกใจ และไม่ปล่อยให้ตัวเองรู้สึกสนุกสนานกับอะไรมากเกินไป แต่แล้วก็เหมือนชะตาของเขาจะถึงฆาต เมื่อเขาดันยื่นใบสมัครฝึกงานกับบริษัทใหญ่ยักษ์บริษัทหนึ่ง แล้วเห็นในใบสมัครมีช่องว่างให้กรอก “ความสามารถพิเศษอื่นๆ”

 

ในเมื่อเขากรอก “ว่ายน้ำ” ลงไปในช่อง “ความสามารถพิเศษ” แล้ว

แล้วเขาจะกรอกอะไรลงไปในช่อง “ความสามารถพิเศษ อื่ น ๆ” ล่ะนี่??

 

ปล่อยโล่งไปดีไหม?

 

ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด ในหนังสือคู่มือการสมัครฝึกงานบอกว่าห้ามเว้นอะไรโล่งไว้ ตัวเองมีความสามารถอะไรให้ใส่ไปให้หมด มันอาจจะมีประโยชน์ในอนาคต

 

 เอาวะ

 

เขียนก็เขียน

 

ในที่สุดฟ้าร้องก็กลั้นใจกรอกตัวอักษรโยกโย้ลงไปในช่องนั้น

 

“ความสามารถพิเศษอื่นๆ :..........เรียกเสียงฟ้าร้องได้..........”

 

//////////

 

ความมืดชื่อ “คืนแรม”

 

แต่ความจริงแล้วเขามีนามอื่นอีกมากหลาย และมีความสามารถอีกมากเท่ากับนามทั้งหลายของเขา แต่เขาไม่ได้สนใจเท่าไหร่นัก เขาใช้พลังที่มีจนครบทุกพลังรึเปล่าก็ยังไม่รู้เลย

 

แต่ที่แน่ๆ ก็คือ เขาไม่สามารถเรียกเสียงฟ้าร้องได้

 

และเขาก็ต้องการให้เกิดฟ้าร้องขึ้นมาเป็นอย่างยิ่ง

 

คืนแรมสูบบุหรี่ที่ปล่อยควันสีดำสนิทเป็นเกลียวเบาบาง พลางเพ่งพินิจหนุ่มน้อยผู้มาใหม่ หมอนี่ท่าทางธรรมดามากเสียจนเขาคิดว่าถ้าเขาหลับตาลง ณ ตอนนี้ เขาคงจะจำรายละเอียดเกี่ยวกับหนุ่มคนนี้ไม่ได้เลย รู้แต่เพียงว่าตัวเล็กไปหน่อยเท่านั้น ทำผมยังไง ใส่เสื้อสีอะไร หูตาจมูกปากคลับคล้ายคลับคลาเหมือนใครหรือไม่ เขาก็คงจำไม่ได้

 

ไม่สมกับเป็น “ฟ้าร้อง” เลย

 

ถ้าบอกว่าเรียก “สายลม” ได้ ก็ว่าไปอย่าง....

 

เลือกผิดคนรึเปล่านี่?

 

คืนแรมนึกถึงวันที่เจ้าเด็กฟ้าร้องมาสัมภาษณ์ฝึกงาน เวลานัดคือบ่ายโมงสามสิบนาที แต่เขาต้องรีบไปที่ศูนย์ฯ ใหญ่ตั้งแต่ยังไม่เที่ยง เมื่อเลขารายงานว่าไอ้แสงสว่าง --- ไอ้ “แสงแรก” มันจะไปนั่งฟังสัมภาษณ์ด้วย

 

“เผื่อนายไม่เอาฉันจะได้เอา” มันว่าไว้อย่างนั้น

 

ไอ้พวกฉวยโอกาส ไม่มีทางซะหรอก คนมีพลังแบบนี้หาได้ง่ายๆ ซะที่ไหน

 

เขาจอดรถส่งๆ ไว้หน้าศูนย์ฯ ใหญ่ ก่อนจะเดินเข้าไปทางประตูหน้าอย่างไม่เกรงกลัว พนักงานนับร้อยที่กำลังจะไปพักกลางวันต่างก็หน้าซีดถอยกรูด แหวกทางให้ราวกับเขาเป็นราชา

 

ใช่สิ ทุกคนรู้ดีว่าเขาเป็นราชา และรู้ดีว่าเขามาทำอะไรที่นี่

 

ราชาสองคน อยู่ในบริษัทเดียวกันไม่ได้หรอก

 

////////

 

"เอาหละ ฟังนะ” คืนแรมขยี้บุหรี่กับจานแก้ว เอนหลังพิงพนัก “ฉันมีภารกิจแรกให้นายทำ”

 

“อะ...ครับ”

 

“วันนี้ฉันจะไปเดินเล่นกับดาวเหนือ --- แฟนฉัน”

 

“เอ้อ...คะ...ครับ”

 

“ฉันจะให้นายจับตาดูอยู่ห่างๆ”

 

ความเข้าใจฉายวูบในดวงตาของฟ้าร้อง เขาดูจะภาคภูมิใจอยู่นิดๆ “แบบเป็นการ์ดใช่มั้ยครับ”

 

“ไม่...”

 

“อ้าว”

 

คืนแรมหยิบอะไรบางอย่างออกมาจากลิ้นชัก แล้วโยนโด่งสูงสุดปลายแขน แต่ฟ้าร้องก็รับไว้ได้อย่างฉิวเฉียด เมื่อดูดีๆ ถึงรู้ว่ามันคือกล้องส่องทางไกล

 

“ไม่ใช่แบบการ์ด แต่เป็นแบบแบบเป็นสตอล์กเกอร์”

 

“หา?”

 

“นายคอยดูฉัน ...แล้วพอนายเห็นดาวเหนือกับฉันกำลังเข้าด้ายเข้าเข็มเมื่อไหร่ ให้นายนับหนึ่งถึงสิบ แล้วค่อยปล่อยเสียงฟ้าร้อง เข้าใจมั้ย ...ไหนทวนซิ"


"ห่ะ? ผมต้องทำอะไรนะ?" หนุ่มฟ้าร้องถามเสียงดังเหมือนเด็กๆ 

"ไหน ทวน ซิ" คืนแรมพูดดังขึ้น เข้มขึ้น ฟ้าร้องแอบตั้งชื่อน้ำเสียงนี้ว่า ‘เอสเปรสโซ่ดับเบิ้ลชอต’ เขารู้ทันทีว่าเขาต้องยอมคนคนนี้

"พอ คุณ กับ คุณดาวเหนือ กำลังเข้าได้เข้าเข็ม ให้ผมปล่อยเสียงฟ้าร้อง" หนุ่มฟ้าร้องเอ่ยทวนอย่างเสียมิได้

"นับหนึ่งถึงสิบด้วย, เอาใหม่"

อะไรของมันนี่? ฟ้าร้องแอบสบถในใจ "พอ คุณ กับ คุณดาวเหนือกำลังเข้าได้เข้าเข็ม ให้ผมนับ-หนึ่ง-ถึง-สิบ-ก่อน แล้วก็ปล่อยเสียงฟ้าร้อง"

"ดีมาก ทีนี้พอนายปล่อยเสียงฟ้าร้อง เธอก็จะตกใจ แล้วก็จะผวามากอดฉัน" เขาไม่ได้ยิ้ม แต่นัยน์ตามีแววระริกระรี้ "ไหนทวนซิ"

หนุ่มฟ้าร้องอดหมั่นไส้ไม่ได้ เขาล้อเลียนอย่างหน้าตาย "ดีมาก ทีนี้พอนายปล่อยเสียงฟ้าร้อง..."

ผลก็คือ เขาถูกคืนแรมจ้องมองด้วยสายตาเอสเปรสโซ่ ท ริ ป เ ปิ ล ชอต ฟ้าร้องถึงกลับคอแห้งผาก ...ซวยแล้วกรู แต่คนที่รู้สึกประหลาดใจกลับเป็นคืนแรม เขาเพิ่งเห็นบุคลิกภาพแง่มุมเล็กๆ ของว่าที่เด็กฝึกงานคนใหม่เปิดเผยตัวออกมา อืมม...ท่าทางจะเป็นพวกปากกล้าทะเล้นทะลึ่งสินะ น่าสนุกดีเหมือนกัน


"ฮะๆ โอเคครับๆ” หนุ่มฟ้าร้องเกาหัวแก้เก้อ “พอผมปล่อยเสียงฟ้าร้อง แล้วคุณดาวเหนือก็จะตกใจ แล้วก็จะ เอ่อ จะ...ก...กอดคุณ"

 

“อะไร” คืนแรมพยายามกลั้นขำกับท่าทีของฟ้าร้อง “เขาจะกอดฉัน ไม่ได้กอดนายซักหน่อย เขินทำไมวะ”

 

//////////

 

ฟ้าร้องกำลังเหงื่อตก

 

บรรยากาศช่างไม่เป็นใจอะไรเช่นนี้

 

ในยามเย็นหลังเลิกงานกลางฤดูร้อน แสงแดดยังแผดจ้าสว่างสดใส อยู่ดีๆ จะมีฟ้าร้องขึ้นมาได้ไงล่ะ?

 

แล้วเขายังกำลังตกเป็นเป้าสายตาของคนงานก่อสร้างหลายชีวิตในที่นี้ด้วย เนื่องจากเจ้าตึกที่กำลังก่อสร้างนี้เป็นเพียงจุดเดียวที่จะมองเหตุการณ์ทั้งหลายในสวนสาธารณะได้ถนัดถนี่ แต่ด้วยความที่เขาคล้องบัตรที่มีโลโก้บริษัทติดอยู่ จึงไม่มีใครว่าอะไร ก็ไซต์ก่อสร้างนี้มันก็ของบริษัทนี่นา

 

ให้ตายเถอะ เสื้อเชิ้ตกับเนคไทและสแล็คใหม่เอี่ยมของเขามีอันต้องเลอะเทอะเนื่องจากเขาต้องนอนพังพาบกับพื้นเพราะกลัวว่าจะมีใครมองขึ้นมาเห็น... เจ้านายใหม่นี่ตั้งใจจะแกล้งรึเปล่า?

 

ฟ้าร้องกวาดตามองไปทั่วสวนสาธารณะ ผ่านร้านขายของจุกจิกและบึงน้ำปลอมๆ พยายามมองหาร่างดำๆ ของเจ้านายที่โปรดปรานทุกสิ่งที่เป็นสีดำ เพียงแค่วันแรกเขาก็สังเกตเห็นแล้ว เชิ้ตดำ เนคไทดำ สูททำ แว่นกรอบดำ บุหรี่แปลกประหลาดที่มีควันสีดำ แล้วยังรถสีดำที่ขับพาเขามาที่นี่(ก่อนจะวนออกไปรับคุณแฟน) แม้แต่ใบหน้าของเขาก็ยังมีสัดส่วนของสีดำอยู่เกินปกติไปเล็กน้อย เนื่องมาจากรอยหนวดบางๆ ทีริมฝีปาก คางและข้างแก้ม มันทำให้เขาดูเหมือนอายุสามสิบปี ทั้งๆ ที่ความจริงอาจจะน้อยกว่านั้น ถ้าฟ้าร้องบวกลบปีพ.ศ.ในหน้าโปรไฟล์ของเขาไม่ผิดน่ะนะ

 

ในที่สุด หลังจากเสียเหงื่อไปสองลิตรและถอนหายใจไปสิบสามลูกโป่ง เขาก็พบเห็นบุคคลลักษณะใกล้เคียง เขารีบซูมกล้องเข้าไปใกล้ โอ๊ะ...กล้องดีจริงๆ แทบจะเห็นทุกรูขุมขนเลยทีเดียว และแสงกำลังดีเสียด้วย เขารอนานจนพระอาทิตย์ใกล้จะตกแล้ว อย่างนี้มีฟ้าร้องอาจจะค่อนข้างสะเทือนขวัญได้เหมือนกัน เขาดีใจที่ภารกิจมีแนวโน้มว่าจะลุล่วง

 

แต่หลังจากสังเกตการณ์ไปซักพัก เขาก็เริ่มสงสัย พฤติกรรมของเจ้านายคนนี้ดูห่างไกลจากคำว่าเดทมากนัก เขานั่งอยู่ในร้านกาแฟตรงเก้าอี้ด้านนอกร้านใต้ร่มคันงาม แต่ยังคงสวมชุดเต็มยศทั้งสูททั้งเนคไท พอๆ กันกับคุณดาวเหนือ --- ที่เขาอ้างว่าเป็นผู้หญิงของเขา เธอเป็นผู้หญิงตัวเล็ก ผมหยิกๆ สั้นๆ สวมชุดกระโปรงคล้ายสูทเหมือนกัน แต่ดูลำลองกว่าเล็กน้อย ทั้งสองพูดคุยกัน แล้วก็จิบกาแฟ แล้วก็พูดคุยกัน แล้วก็จิบกาแฟ...

 

นี่มันอะไรกันวะเนี่ย? ฟ้าร้องเริ่มหงุดหงิด นี่มันไม่ใช่เดทนี่หว่า นี่มันคุยธุรกิจชัดๆ แล้วนี่เขาจะต้องทำยังไงล่ะเนี่ย เขาจะปล่อยเสียงฟ้าร้องขึ้นมาตอนไหน มันจะมีไอ้สถานการณ์ “เข้าด้ายเข้าเข็ม” ที่ว่ารึเปล่า?

 

ฟ้าร้องเกาหัวแกรกๆ เขาพยายามมองโลกในแง่ดี เขากำลังโดนเจ้านายใหม่ “ทดสอบ” ไหวพริบอยู่แน่ๆ!

 

หลังจากผ่านไปนานสองนาน...บทสนทนาก็เหมือนจะเข้มข้นขึ้น ทั้งสองชะโงกหน้าเข้ามาใกล้กันมากขึ้น และเริ่มออกท่าทางราวกับโต้เถียงกัน แต่ฟ้าร้องรู้สึกอึดอัดมาก เขา ไ ม่ ไ ด้ ยิ น ว่ากำลังพูดอะไรกัน และจากมุมที่เขาแอบมองอยู่ เขาก็เห็นเพียงใบหน้าด้านข้างของทั้งสอง ไม่สามารถสังเกตสีหน้าอะไรได้ชัดเจนนัก และแล้วในที่สุด ช่วงเวลาที่ฟ้าร้องรอคอยก็ใกล้เข้ามา เมื่อทั้งสองแสดงกิริยาที่ใกล้เคียงเลิฟซีนที่สุดแล้ว(เท่าที่สถานการณ์จะอำนวย)

 

คุณดาวเหนือกุมมือของคืนแรมไว้ด้วยมือทั้งสองข้างของเธอ การโต้เถียงใดๆ ทั้งหมดทั้งสิ้นเหมือนจะหยุดชะงัก จนฟ้าร้องรู้สึกว่าแม้แต่เสียงสว่านเจาะดังแสบหูก็เหมือนจะเงียบหายไป ในที่สุดคืนแรมก็ค่อยๆ ดึงมือออกจากดาวเหนือที่ยังคงนั่งก้มหน้า จากนั้นเขาก็เอามืออีกข้างลูบหัวเธออย่างปลอบโยน แต่ฟ้าร้องก็ต้องแปลกใจในความตาไวของตัวเอง เมื่อเขาสังเกตเห็นมืออีกข้างของคืนแรมกำลังเคลื่อนเข้าหาแก้วกาแฟของเธออย่างช้าๆ

 

แล้วในพริบตานั้นเอง ขวดแก้วเล็กบางใสแจ๋วก็สะท้อนวูบวาบกับแสงอาทิตย์อัสดง

 

ฟ้าร้องรู้สึกเหมือนหัวใจหยุดเต้น

 

เฮ้ย อย่าบอกนะว่า เจ้านายใหม่ของเขากำลัง --- วางยา ---ผู้หญิง!!

 

แน่เสียยิ่งกว่าแน่

 

กล้องส่องทางไกลคมชัดของเขาจับภาพของเหลวได้ถึงสามหยด ไม่รู้ทำไม...แต่เขาจินตนาการว่ามันคงมีเสียงประกอบ

 

ติ๊ง…

 

ติ๊ง...

 

ติ๊ง…

 

แล้วขวดแก้วก็หายวับไปอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกับตอนที่มันโผล่มา

 

จากนั้นทั้งสองก็สนทนาอะไรกันต่อไป คราวนี้มีการจับไม้จับมือมากกว่าเมื่อครู่ และมีหลายครั้งที่คุณดาวเหนือขยับมือไปทางแก้วกาแฟ แต่ก็ดึงกลับมาเพราะกำลังพูดคุยติดพัน ฟ้าร้องแทบอยากจะส่งโทรจิตไปบอกเธอว่าอย่ากินๆๆ แต่ก็นั่นแหละ เขาจะทำอะไรได้ล่ะ ในที่สุดมือเล็กๆ ของเธอก็แตะหูแก้ว แล้วยกขึ้นมาสัมผัสริมฝีปาก

 

“เชี่ยยยยย!” ฟ้าร้องเผลอร้องออกมา เรียกสายตาจากคนงานแถวนั้นได้สามสี่คน แต่เขาไม่ได้สนใจแล้ว เพราะแทบจะในทันที...คุณดาวเหนือก็ล้มพับ คืนแรมรีบลุกขึ้นมาจับตัวเธอไว้ไม่ให้ตกเก้าอี้ แล้วจากนั้นเขาก็หันหน้ามาทางไซต์ก่อสร้างที่ฟ้าร้องซ่อนตัวอยู่ ฟ้าร้องถึงกับสะดุ้งเมื่อสายตานั้นส่งตรงมาทางเขา เขาแทบจะอ่านมันออกเป็นคำพูดได้เลย คืนแรมคงกำลังพูดว่า “เจ้าบื้อ นี่ไง เข้าด้ายเข้าเข็มแล้วไง เร็วๆ หน่อยสิวะ” เป็นแน่แท้

 

หนุ่มฟ้าร้องหลับตา กลั้นใจนับหนึ่งถึงสิบ จากนั้นคนทั้งเมืองก็เป็นพยานสดับฟังเสียงฟ้าร้องคำรามกึกก้องราวกับจะถล่มลงมา พื้นดินและอาคารสถานที่ทุกแห่งล้วนโยกคลอนและทรุดลงมาหนึ่งมิลลิเมตร(ถ้ามีคนสังเกตน่ะนะ) นี่เป็นหนึ่งในเสียงฟ้าร้องที่ใช้พลังมากที่สุดที่เขาเคยทำ ไม่ใช่เขาตั้งใจจะประจบเจ้านายใหม่หรอก แต่เพราะความรู้สึกโกรธที่พลุ่งพล่านขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้

 

นี่เขาโดนหลอกนี่หว่า บริษัทก็ออกจะมีเชื่อเสียง อุตส่าห์ฝันหวานว่าจะได้งานดีมีอนาคตกับเขาบ้าง แต่นี่กลับต้องมาทำงานรับใช้คนเลวๆ? แล้วนั่นมันยาอะไร ขอให้เป็นแค่ยานอนหลับเถอะ อย่าเป็นอะไรน่ากลัวอย่างอื่นเลย

 

หลังจากเสียงอันน่าสะพรึงที่เขาสร้างขึ้นเองได้เงียบหายลงไปแล้ว ฟ้าร้องก็ ลืมตาขึ้น คนงานรอบตัวต่างส่งเสียงอุทานกันเซ็งแซ่ว่าเมื่อกี้มันเกิดอะไรขึ้น บางคนยังไม่เอามือออกจากหูเลยด้วยซ้ำ ฟ้าร้องรู้สึกเหนื่อยเหมือนจะขาดใจเสียให้ได้ แต่เขาก็ยกกล้องส่องทางใกล้ขึ้นมามอง ...เป็นไปตามคาด คืนแรมอาศัยจังหวะที่ทุกคนกำลังตกอกตกใจ อุ้มคุณดาวเหนือหายไปจากจุดเกิดเหตุเรียบร้อยแล้ว

 

ฟ้าร้องโมโหจนแทบจะเขวี้ยงกล้องส่องทางไกลลงพื้น แต่ก็นึกขึ้นได้ว่าเขาอาจจะได้ใช้ประโยชน์จากมันอีกในอนาคต เขาจึงปล่อยให้มันห้อยคอไว้อย่างนั้น น้ำหนักที่ถ่วงคออยู่แทบจะทำให้เขาหน้าคะมำ ไม่ได้เรียกฟ้าร้องมานานแค่ไหนแล้วนะ?

 

อะไรบางอย่างสั่นอยู่ในกระเป๋ากางเกง เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาดู เป็นหมายเลขของคืนแรม เมื่อเช้านี้คืนแรมสั่งให้เขาบันทึกหมายเลขโทรศัพท์ไว้แปดเบอร์ และหมายเลขที่โทรมาตอนนี้คือ “k’keunraem 3” ...เป็นชื่อที่ถอดเสียงภาษาอังกฤษได้ยากเย็นจริงๆ

 

“ครับ” เขารับด้วยน้ำเสียงที่ปั้นแต่งให้ดูสดชื่น แต่เสียงที่พูดอยู่ในสายกลับทำให้เขาประหลาดใจ

 

“เดี๋ยว...อีกห้านาที ออกมารอที่...ประตูหลัง” เสียงนั้นเป็นเสียงคืนแรมแน่ๆ แต่มันดูขาดเป็นห้วงๆ ชอบกล ราวกับเขากำลังหอบหายใจ “ฉันจะมารับ...เร็วๆ...”

 

จากนั้นสายก็ตัดไป

 

ฟ้าร้องนิ่งอึ้ง...คืนแรมเป็นอะไรไป

 

เสียงยังกะ....ถูกวางยาเสียเองอย่างนั้นแหละ?

 

 

 

 

 

ตอนที่ 2 การหลบหนีอย่างทุลักทุเล

 

รถสีดำคันเล็กเข้ามาจอดเทียบอย่างไร้สุ้มเสียง เงียบกริบราวกับความมืดที่โรยตัวลงมา แต่ฟ้าร้องแน่ใจว่าเป็นรถของคืนแรม เนื่องจากเขาแอบท่องเลขทะเบียนไว้ตั้งแต่ตอนขึ้นรถครั้งแรก เขาจับประตูเปิด ขึ้นรถอย่างว่องไวเงียบกริบ จากนั้นรถก็กระชากและพุ่งฉิวออกไปอย่างแรงจนเขาหน้าหงาย

 

“เหววอออ นี่คุณ...”

 

แต่ถ้อยคำทั้งหมดถูกกลืนหายไปในลำคอ แม้ว่าข้างนอกพระอาทิตย์จะตกแล้ว แต่แสงไฟจากเมืองทั้งเมืองยังคงส่องสว่าง และมันก็ทำให้เขาเห็นหน้าคืนแรมชัดๆ เขาดูซีดผิดปกติจริงๆ ด้วย และเห็นได้ชัดว่ากำลังอ้าปากหอบหายใจ มือที่ไม่ได้จับพวงมาลัยก็กำเสื้อด้านหน้าของตัวเองไว้ราวกับปกป้องบาดแผลสำคัญ

 

มีเสียงบีบแตรมาจากด้านหลัง

 

คืนแรมปล่อยมือจากอกเสื้อ โยกรถหลบ และลัดเลาะไปตามซอกซอยต่างๆ อย่างคล่องแคล่ว พลางเหลือบมองกระจกส่องหลังเป็นระยะ แต่แล้วเขาก็รู้สึกถึงสายตาที่จ้องมองมา เขาจึงหันมามองเจ้าเด็กฝึกงานคนใหม่ เตรียมจะออกคำสั่งให้ไปช่วยดู "เหยื่อ" ที่หลังรถ แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ในลำคอ เมื่อเขาเห็นสารรูปของฟ้าร้อง ...ราวกับเพิ่งออกมาจากสนามบอล 

 

"นี่ นาย เป็นอะไรรึเปล่า" เขาถาม ซึ่งเป็นวินาทีเดียวกับที่ฟ้าร้องละล่ำละลักออกมาว่า "คุณคืนแรม...เป็นอะไรรึเปล่าครับ"

 

"ฉันถามก่อนนะ" คืนแรมใช้น้ำเสียงเอสเปรสโซทริปเปิลชอต จนฟ้าร้องจำเป็นต้องตอบ 

 

"เอ่อ...ไม่เป็นไรครับ แค่วิ่งมา..."

 

ทันใดนั้นก็มีแสงสีแดงวาบเข้ามาในรถ ผ่านทางกระจกหลัง ทั้งสองก้มตัวหลบโดยสัญชาตญาณ จากนั้นคืนแรมก็เหมือนจะตัดสินใจอะไรได้ เขาตีรถออกนอกนอกเมือง มุ่งหน้าไปทางบางนา

 

"งั้นเหรอ" คืนแรมไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่นัก แต่ตอนนี้คงต้องผ่านไปก่อน เขาพยายามหายใจให้เป็นปกติ ก่อนจะอธิบายสั้นๆ ว่าแสงสีแดงเมื่อกี้นี้เป็นสัญญาณของตำรวจ

 

ตำรวจ!?

 

ฟ้าร้องรู้สึกวิงเวียน อะไรกันอีกเนี่ย วางยาผู้หญิงแล้วยังต้องมาซิ่งรถหนีตำรวจอีก และไม่ทันขาดคำก็มีแสงสีแดงพุ่งเข้ามาอีกรอบ คราวนี้มาจากหลายทิศทางจนต้องหมอบหลบแทบจะติดพื้น

 

"ดาวเหนือเป็นตำรวจ" คืนแรมอธิบายสั้นๆ ก่อนจะพุ่งปาดรถสปอร์ตคันงามที่ส่งเสียงบีบแตรอาฆาตไปจนถึงชาติหน้า พระเจ้า...ฟ้าร้องอยากจะกุมหัวร้องคร่ำครวญ เจ้านายใหม่ของเขาบ้าคลั่งถึงขนาดลักพาตัวตำรวจ...

 

"เอานี่" คืนแรมยัดอะไรบางอย่างใส่มือฟ้าร้อง มันดูคล้ายหน้ากากที่มีท่อต่อกับอะไรสักอย่างที่อยู่ใต้เบาะ "ปีนไปเบาะหลังให้หน่อย เอานี่ครอบจมูกเธอ เร็วๆ เข้า" คืนแรมออกคำสั่ง 

 

"มันคือ?" ฟ้าร้องกลัวว่าจะเป็นยาพิษอีกขนาน แต่คืนแรมจับน้ำเสียงเขาได้ทันที เจ้าเด็กบ้าเอ๊ย นึกว่าเป็นอะไรล่ะ

 

"ออกซิเจน" 

 

ฟ้าร้องรู้สึกเหมือนคำคำนั้นปลดล็อคความรู้สึกผิดในตัวเขา "โอเคครับ" เขาปีนไปเบาะหลังอย่างรวดเร็ว และจับผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นให้ยืดตัวขึ้นจากท่าคุดคู้ แต่การที่รถมันกระเด้งกระดอนหักซ้ายหักขวาไม่หยุดก็ทำเอาเขาเวียนหัว และหน้ากากมันก็เป็นหน้ากากประหลาดๆ กลับหัวกลับหางไปหมด

 

"อุ้มขึ้นมาแล้วเอาหนุนตัก" เสียงออกคำสั่งมาจากเบาะหน้า

 

"หะ...หา?"

 

"อุ้มขึ้นมาแล้วเอาหนุนตัก" คืนแรมย้ำ ฟ้าร้องทำตามอย่างเก้ๆ กังๆ และในที่สุดเขาก็สามารถครอบหน้ากากให้เธอได้สำเร็จ มีเสียงไอพ่นเบาๆ ไล่มาตามท่อ และสีหน้าของเธอก็เหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย แม้ว่าจะยังไม่ได้สติก็ตาม พอทุกอย่างเริ่มโอเค เขาก็เพิ่งสังเกตว่าเขากำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมแค่ไหน ...ล่อแหลมต่อการถูกคนข้างหน้าประทุษร้ายเอาได้ง่ายๆ เลยทีเดียว ...เขานั่งท่าปกติของผู้โดยสารเบาะหลัง โดยมีร่างของผู้หญิงของเจ้านายของเขาอยู่บนตัก ...เขากำลัง ก อ ด ผู้หญิงที่ควรจะเป็นคนกอดเจ้านายของเขาเมื่อเกิดฟ้าร้อง! แต่จะให้ทำไงได้ ถ้าปล่อยมือก็มีหวังหัวโขกซ้ายโขกขวาน่ะสิ

 

เมื่อคืนแรมหันมามองแต่ไม่ได้ว่าอะไร ฟ้าร้องก็เดาเอาว่าเขาคงได้รับอนุญาต เขาค่อยๆ ผ่อนลมหายใจและเอนหลังพิงเบาะ จัดท่าจัดทางเธอให้ดูสบายขึ้น วิวสองข้างทางเริ่มเป็นรอยต่อระหว่างเมืองกับชานเมือง และรถก็เหมือนจะวิ่งฉิวไปเรื่อยๆ โดยไม่หักเลี้ยวหลบอะไรมากนัก

 

ทำให้เขามีเวลาสังเกตผู้หญิงในอ้อมแขนของเขา

 

คุณดาวเหนือคนนี้เป็นคนตัวเล็ก ผิวสีกลางๆ รูปหน้าออกจะคมๆ และมีผมหยิกๆ สั้นๆ ที่ดูเหมือนจะหยิกโดยธรรมชาติ...ถ้ามีตัวเลือกมาให้...ก็เป็นไปได้อยู่เหมือนกันที่เขาจะเดาได้ว่าเธอเป็นตำรวจ หรือไม่ก็สายลับอะไรสักอย่าง อาจจะเป็นเพราะการแต่งตัวของเธออย่างหนึ่ง และอีกอย่างก็อาจจะเป็นเพราะว่า ในสภาวะอิงแอบแนบชิดเช่นนี้ เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะไม่สัมผัสถูกตัวเธอ ผู้หญิงคนนี้รูปร่างเล็กก็จริง แต่ก็ดูท่าทางจะเล็กพริกขี้หนูทีเดียว แทบจะไม่มีไขมันนิ่มๆ เลยซักนิด และก็เหมือนจะแอบมีกล้ามเล็กๆ ด้วย ถ้าไม่เป็นตำรวจทหาร...ก็อาจจะเป็นครูสอนคาราเต้ล่ะมั้ง

 

 แล้วยังน้ำหอมกลิ่นนั้น... กลิ่นที่ทำให้เขานึกถึงข้าวบางชนิด

 

แปลกมากเลย

 

ฟ้าร้องกำลังนั่งเหม่อ และเหมือนจะยอมพ่ายแพ้ให้แก่ความง่วงไปเสียแล้ว ถ้าอยู่ดีๆ ไม่มีเสียงปืนดังลั่นมาจากที่ไกลๆ

 

ปัง!

 

ฟ้าร้องสะดุ้งเฮือก

 

รถกระตุกวูบเมื่อคืนแรมหักเลี้ยว เกือบจะชนโครมเข้ากับเสาไฟ แต่แล้วเสียงกระสุนนัดต่อมาก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง ฟ้าร้องหัวหมุนไปหมด แต่ก็พอสังเกตได้ว่าพวกที่ไล่มาด้านหลังนั่นยกโขยงกันมาเลยทีเดียว เขาพยายามก้มตัวให้ต่ำที่สุด โดยลากเอาดาวเหนือมุดลงไปกับเขาด้วย เสียงหายใจของคืนแรมเริ่มติดขัด แต่เขาก็ยังฝืนเหยียบคันเร่งจนมิด

 

และในที่สุดเขาก็พลาด

 

กระจกหูช้างฝั่งผู้โดยสารถูกกระสุนเจาะจนแตกละเอียด ตามมาด้วยบานประตูฝั่งเดียวกัน ถ้าฟ้าร้องยังคงนั่งอยู่ตรงนั้นเขาต้องได้รับบาดเจ็บเป็นแน่ ...จริงสินะ คืนแรมมีรถหลายคัน แถมยังโมดิฟายด์ซะไม่เหลือเค้าเดิม เจ้าพวกตำรวจคงเดาไม่ถูกว่ารถคันนี้พวงมาลัยอยู่ซ้ายหรือขวา

 

พอรู้ว่าไม่ใช่ซ้ายแน่ คงจะแน่ใจว่าเป็นขวาสินะ

 

ไม่มีทางเลือกแล้ว

 

“ฟ้าร้อง” คืนแรมเรียก แต่เมื่อเห็นไม่ตอบ เขาก็เริ่มไม่แน่ใจ จึงเรียกซ้ำอีกครั้ง “ฟ้าร้อง โดนยิงรึเปล่า?”

 

“ปะ เปล่าครับ”

 

เสียงกระสุนเลเซอร์ถล่มตามมาอีกรอบ เป็นแสงแดงๆ วาบๆ อื้ออึงไปหมด

 

“ฟังนะ” คืนแรมพยามแบ่งสมาธิระหว่างการขับรถ การพูด กับอะไรอีก “การ” หนึ่ง ที่เขากำลังจะทำ “ฟังนะ...นายคาดเข็มขัดซะ แล้วกอดดาวเหนือไว้ให้แน่นๆ ...ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น....ก็ห้ามปล่อยมือ...เด็ดขาด เข้าใจไหม”

 

“ข...เข้าใจครับ”

 

คืนแรมพยักหน้ารับรู้ ใช้ข้อศอกกระแทกปุ่มกระจกให้มันเลื่อนลงมา จากนั้นเขาก็ยื่นมืออกไปนอกรถ หันฝ่ามือไปทางพวกตำรวจปืนเลเซอร์ อะไรบางอย่างที่เหมือนควันสีดำก่อตัวหมุนวนอยู่ที่ฝ่ามือของเขา สีดำที่ดำสนิทยิ่งกว่าความมืดรอบๆ ตัว แล้วมันก็ขยายใหญ่ ใหญ่ขึ้น ใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว...

 

ฟึ่บ!

 

มอเตอร์ไซค์ตำรวจคันหนึ่งถูกดูดหายเข้าไปในหลุมดำจากฝ่ามือของคืนแรม ตามมาด้วยคันที่สอง สาม และสี่ จากนั้นคืนแรมก็หักเลี้ยวรถขวางถนน แล้วก็ตั้งสติใหม่อีกรอบ

 

ฟ้าวว...

 

โครมมมม!!!

 

มอเตอร์ไซค์คันที่ถูกดูดไป กลับถูกเหวี่ยงกลับออกมาคืนใส่พรรคพวก ตามมาด้วยคันที่สอง สาม และสี่ ฟ้าร้องแอบโผล่หัวขึ้นมาดู แล้วเขาก็ต้องอ้าปากค้างกับหายนะที่เกิดขึ้น นอกจากมอเตอร์ไซค์พวกนั้นจะชนกันเละแล้ว ยังมีคันไหนซักคันไม่รู้ที่เกิดระเบิดขึ้นมา จนตำรวจทั้งหมดต้องหันมารุมช่วยเหลือพวกเดียวกัน

 

เจ้านายของเขา...โหดเป็นบ้า

 

คืนแรมหมุนรถหนี

 

และแล้วรถสีดำก็พุ่งออกไปในความมืดของรัตติกาล

 

ฟ้าร้องมีคำถามมากมายอยากจะถาม แต่พอหมดเรื่องตื่นเต้นแล้ว ความง่วงที่พยายามฝืนไว้ตั้งแต่ตอนเย็นก็เข้าจู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว มือที่กอด ‘ผู้หญิงของเจ้านาย’ เอาไว้ก็เริ่มจะเลื่อนหลุด เขาพยายามจะฝืนลืมตา แต่ในที่สุดก็พ่ายแพ้ จมหายไปในภาพพร่าเลือนขณะที่รถพุ่งทะยานไปข้างหน้า

 

//////////

 

“เฮ่ย เฮ่ย ฟ้าร้อง ฟ้าร้องงงงง ช่วยกันก่อน” เสียงที่เหมือนเสียงคืนแรมกึ่งตะคอกกึ่งกระซิบอยู่ใกล้ๆ “เฮ่ย ตื่นก่อนนน”

 

เขางัวเงียตื่นขึ้นมาจนได้ “นี่...ที่ไหนเนี่ย”

 

“ลำลูกกา” เจ้านายของเขาตอบ โดยไม่ได้อธิบายว่ารถคันนี้เดินทางจากบางนามาลำลูกกาโดยผ่าน ส มุ ท ร ป ร า ก า ร และ อ ยุ ธ ย า

 

“นายลงรถไปเลย” คืนแรมเหนื่อยและหงุดหงิดจนแทบจะทนไม่ไหว เขาพยายามดึงดาวเหนือออกจากอ้อมกอดของฟ้าร้อง

 

“คะ...ครับบๆๆ” ฟ้าร้องโซซัดโซเซลงมาจากรถ หลังจากที่คืนแรมอุ้มดาวเหนือไปจากเขา อากาศยามค่ำคืนทำให้รู้สึกหนาวแปลกๆ ทั้งสอง(สาม)คนมาโผล่ที่บ้านจัดสรรหลังหนึ่งแถบชานเมือง ตัวบ้านไม่ได้เปิดไฟไว้เลยแม้แต่ดวงเดียว และสายตาของฟ้าร้องก็พร่ามัวเกินกว่าจะแยกแยะออกว่าอะไรเป็นอะไร

 

“เอ้า” คืนแรมยัดอะไรเย็นๆ ใส่มือฟ้าร้อง อ่อ...กุญแจบ้านนั่นเอง เขาหันมามองคืนแรมที่อุ้มดาวเหนือไว้ในท่านอน และพยายามจะจับหัวของดาวเหนือให้ซบบ่า แต่มันก็ทำให้ตัวเขาเองต้องสะดุดเกือบหัวคะมำ

 

“เร็วๆ สิวะ”

 

ฟ้าร้องก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตัวเองไปจนถึงประตูบ้านได้ยังไง แต่เขาก็ไขมันเปิดได้สำเร็จ และขยับให้คืนแรมอุ้มหญิงสาวของเขาเข้ามา แต่ปรากฏว่าเจ้านายของเขาเกิดเข่าอ่อนขึ้นมากะทันหัน เกือบจะทรุดอยู่ที่หน้าประตูถ้าฟ้าร้องไม่ดึงเขาเอาไว้ ในที่สุดทั้งสามก็เข้ามาในบ้านได้อย่างทุลักทุเล

 

“ชั้นบน” คืนแรมเค้นเสียงลอดไรฟัน

 

“หา? ข...ข้างล่างไม่ได้เหรอ”

 

แต่ไม่มีประโยชน์ที่จะต่อรอง เมื่อคืนแรมมุ่งหน้าไปที่บันไดแล้ว ทำให้ฟ้าร้องต้องรีบตามไปเพราะกลัวเจ้านายจะตกบันได ผลก็คือ...คืนแรมตกบันไดจริงๆ

 

ถึงจะแค่สามขั้นแรกก็เถอะ แต่ลงมานั่งก้นจ้ำเบ้าแบบนี้ เห็นก็รู้ว่าคงเจ็บไม่เบา

 

“ชิบหาย...ตาลายหมดแล้ว” คืนแรมสบถ เขาพยายามลุกขึ้นยืนอีกครั้งโดยมีฟ้าร้องช่วยพยุง ในที่สุดหลังจากการไต่บันไดที่น่าสมเพชที่สุดเท่าที่โจรลักพาตัวในโลกนี้จะเคยกระทำ พวกเขาก็ขึ้นมาถึงชั้นบน และโชคดีเป็นอย่างยิ่งที่ประตูห้องที่ต้องการอยู่เหนือบันไดพอดี

 

“ไข” คืนแรมเอนตัวพิงประตู ออกคำสั่ง

 

ฟ้าร้องมือไม้สั่นและไขกุญแจผิดดอก

 

“อัน...กลมๆ ...เว้ยย” คืนแรมหายใจพะงาบๆ  

 

ในที่สุดประตูก็เปิดออก เป็นผลให้คืนแรมหน้าคะมำเข้าไปในห้อง ดีที่เขาทรงตัวได้ทัน มันเป็นห้องยังไงก็ไม่รู้ฟ้าร้องไม่ทันสังเกต รู้แต่ว่ามีเตียงอยู่อันหนึ่ง แล้วคืนแรมก็วางร่างของคุณดาวเหนือลงบนเตียงนั้น ฟ้าร้องรู้สึกได้ว่าความอดทนของเขาใกล้จะถึงขีดสุดเต็มที นี่มันวันบ้าอะไรของเขาวะเนี่ย เขาหมุนตัวเล็กน้อย กะว่าถ้าน็อคไปเมื่อไหร่จะได้ล้มลงบนเตียง…

 

แล้วทุกอย่างก็ดับวูบ...

 

คืนแรมยันตัวไว้กับตู้ลิ้นชักข้างเตียง มองคนรักของเขาหลับใหลไม่ได้สติ และมองไอ้เด็กบ้าคนหนึ่งที่ดันล้มตัวลงนอนข้างๆ เธอ เขาถอนหายใจ และพยายามผลักเจ้าหนุ่มฟ้าร้องให้ออกไปสุดขอบเตียง ตอนแรกกะจะผลักตกเตียงเลยด้วยซ้ำ...แต่ก็...นะ อุตส่าห์แย่งตัวมาทั้งที

 

คืนแรมคิดว่าเขากำลังจะถอดแว่นสายตา คลายปมเนคไท และถอดเข็มขัด จากนั้นก็จะกอดผู้หญิงตัวเล็กคนนี้สักครั้งเป็นการขออภัย แต่อยู่ดีๆ อาการเจ็บแปลบที่ซี่โครงก็กำเริบขึ้นมาอีก เขานึกสบถด่าไอ้คนผมยาวที่คิดว่าตัวเองเป็นแสงสว่างแห่งจักรวาลคนนั้น แต่ราวกับพระเจ้าแอบฟังคำหยาบคายของเขา อยู่ดีๆ เขาก็รู้สึกเหมือนถูกจู่โจมด้วยมีดแหลมๆ  รู้ตัวอีกทีเขาก็ลงไปนั่งคุกเข่า แล้วจากนั้น...

 

เขาก็ไม่รับรู้อะไรอีกเลย

 

 

 

 

 

 

 

 

(เขียนไม่จบครัฟ ไม่ได้วางแผนไว้ก่อน เลยไปต่อไม่ได้ 555+ ไว้ค่อยเอาเด็กชายฟ้าร้องคนนี้ไปฝากไว้ในเรื่องอื่นๆ ละกัน แหะๆ)
 

 


[BOOKS] เด็กชายแสนเศร้า

posted on 16 Aug 2013 10:56 by ccchhhuuunnn directory Fiction, Entertainment
เด็กชายแสนเศร้า

 
รีวิวหนังสือ:
 
"ยูนิเวอร์เศร้า" - - - VS - - - "เจ้าชายน้อย"
 

 
 

1

พูดถึงความเศร้าแล้วนึกถึงอะไรกันบ้าง

มีคนนึกถึงเด็กผู้ชาย หรือนึกถึงดวงดาวบ้างไหม?

 

เราเพิ่งอ่านหนังสือน่ารักๆ เล่มนึงชื่อ “ยูนิเวอร์เศร้า” เมื่อซักเดือนสองเดือนที่แล้ว พออ่านจบก็นึกถึง “เจ้าชายน้อย” ทันที ทำไมนะ ทำไมเรื่องเศร้าๆ ต้องมีตัวละครเป็นเด็กชายตัวน้อย และทำไมต้องเป็นดวงดาว เด็กชายแสนเศร้าและดาวดวงเล็กดวงน้อยมีความหมายอะไรเหรอ

 

แล้วทำไมไม่เป็นเด็กผู้หญิงบ้างนะ

 

เออ...คำถามสุดท้ายอาจจะตอบง่าย ก็พี่คนเขียนสองคนนั้นเขาเป็นผู้ชายนี่นา 5555

 

 

2

“ยูนิเวอร์เศร้า”  - - เรื่องและภาพโดย ทีปกร วุฒิพิทยามงคล สำนักพิมพ์ใยไหม YM Creative พิมพ์ปี 2556 ไม่อยากจะบอกเลยว่า ตอนซื้อมาไม่คิดเลยว่าเป็นหนังสือของพี่แชมป์ เว็บมาสเตอร์ Exteen และพอไปกูเกิ้ลพี่เค้า ก็ปรากฏว่า เฮ้ย ทำ “วัฒนธรรมชุบแป้งทอด” และเฮ้ย เป็นพี่ “หมีเขี่ย” ด้วย!

 

เขินอ้ะ ไม่เคยรู้เลย 5555

 

“ยูนิเวอร์เศร้า” ขึ้นคำโปรยไว้ว่า “เรื่องราวของเด็กชายที่เรียนรู้ว่า... เราไม่ได้เศร้าคนเดียวในจักรวาล” อ่า...ฟังดูน่าสนใจ และผู้เขียนก็ออกตัวไว้ในคำนำ ว่าเขาเขียนในช่วงเวลาที่ชีวิตกำลังเศร้าเช่นกัน

 

หนังสือเล่มนี้เป็นเรื่องของเด็กชายตัวน้อยนัยน์ตาว่างเปล่า ที่บอกว่าตัวเอง “ไม่มีความรู้สึก” พ่อแม่ของ “เด็กชาย” คนนี้พยามหาของเล่นเจ๋งๆ มาให้ ทำขนมอร่อยๆ ให้กิน แต่เขาก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย แล้วยังเกลียดสีสันทุกสีถึงขนาดทาห้องให้เป็นสีเทา ทำให้ท่านพ่อแม่กลุ้มมาก และในที่สุดก็ต้องเสี่ยงดวงเอากับแพ็คเกจ “สถานีอวกาศบำบัดความเศร้า” ที่จะส่งเด็กชายขึ้นไปผจญภัย (?) บนดาวดวงต่างๆ ในอวกาศนั่นเอง

 

เรื่องที่เจอคนแบบต่างๆ บนดวงดาวแบบต่างๆ นี่แหละที่ทำให้เรานึกถึง “เจ้าชายน้อย” ตอนแรกเรานึกว่าพล็อตซ้ำแหงๆ แต่พออ่านจบทั้งสองเล่มแล้วถึงได้รู้ว่า มันต่างกันคนละขั้วเลย

 

“เจ้าชายน้อย (Le Petit Prince)” - - เขียนและวาดภาพประกอบโดย อองตวน เดอ แซงเต็กซูเปรี (Antoine de Saint-exupery) นักเขียน/นักบินชาวฝรั่งเศสในช่วงสงครามโลก เหมือนจะเป็นหนังสือในตำนานที่เด็กศิลป์-ฝรั่งเศสจะต้องอ่าน เราเคยอ่านครั้งแรกตอนเด็กๆ ในห้องสมุด ที่บ้านไม่มี เพื่อนเราเลยส่งลิ้งค์ที่เป็น pdf มาให้ แต่มันเป็นภาษาอังกฤษ พออ่านจบก็ยังไปยืมห้องสมุดมหาลัยมาอีก ซึ่งเป็นฉบับภาษาไทยที่แปลจากฝรั่งเศส 555 จริงจังมาก (เล่มนี้แปลโดย อริยา ไพฑูรย์, หนังสือยามเช้า, 2546)

 

“เจ้าชายน้อย” เริ่มต้นด้วยเรื่องราวของ “ผม” ซึ่งเป็นนักบินคนหนึ่ง เขาเล่าว่าตอนเด็กเขาเคยวาดรูป “งูเหลือมที่กลืนช้างเข้าไปทั้งตัว” ตามที่อ่านเจอในหนังสือสารคดี แล้วพอเอาไปให้ผู้ใหญ่ดูแล้วถามว่ากลัวไหม ผู้ใหญ่กลับถามว่า แล้วฉันจะกลัว “หมวก” ไปทำไม - - คือรูปที่เขาวาดมันดูเหมือนหมวกมาก - - จากนั้นก็โดนไล่ให้ไปเรียนหนังสือ เขาเหมือนจะเจ็บปวดกับความไม่เข้าใจนี้มาก เลยคิดว่าคงไม่มีผู้ใหญ่คนไหนในโลกเข้าใจเขา และมักจะใช้รูปนี้เป็นเกณฑ์ตัดสินส่วนตัวว่าคนไหนเป็น “ผู้ใหญ่” คนไหนเป็น “เด็ก”

 

วันหนึ่ง - - เมื่อเขาเติบโตเป็น “ผู้ใหญ่” และได้เป็นนักบิน - - เขาก็เกิดอุบัติเหตุเครื่องบินตกกลางทะเลทราย ระหว่างที่เขาพยายามซ่อมเครื่องนั่นเองที่เขาได้พบกับ “เจ้าชายน้อย”

 

 

3

หนังสือทั้งสองเล่มนี้เหมือนกันตรงที่ว่า มีเด็กชายเดินทางไปตามดาวดวงต่างๆ แล้วก็เจอผู้ใหญ่แบบต่างๆ ที่ดูแปลกประหลาดในสายตาของ “เด็ก” แต่ว่าบทสรุปที่ได้จากดาวแต่ละดวงของ “ยูนิเวอร์เศร้า” และของ “เจ้าชายน้อย” นั้นไม่เหมือนกันเลย

 

“เด็กชาย” จากเรื่อง “ยูนิเวอร์เศร้า” ไปพบเจอกับหญิงสาวนักปลูกดอกไม้ที่ปลูกดอกไม้เท่าไหร่ก็ไม่มีความสุข เจอนักบินอวกาศที่ไม่กล้าถอดชุดใหญ่โตเทอะทะของตัวเองเพราะกลัวอันตราย ทั้งๆ ที่ไม่รู้ว่าอันตรายจริงรึเปล่า เจอสโนว์แมนกับสโนว์วูแมนที่ไม่ยอมคุยกัน ฯลฯ ซึ่งบนดาวแต่ละดวง “เด็กชาย” ก็จะรู้สึกหงุดหงิดกับผู้ใหญ่ “แปลกๆ” พวกนั้นมาก และพอหมดความอดทนก็จะลงมือ “ช่วย” คนพวกนั้นโดยไม่ได้ตั้งใจ เช่น ตอนไปเจอวิศวกรที่พยามสร้างทางออกจากอะไรซักอย่างจนมันวนไปวนมาเป็นสปาเก็ตตี้ เด็กชายก็เอาไดนาไมท์มาระเบิดแมร่งเลย พอมองทะลุรูโหว่ออกไปเห็นท้องฟ้า(อวกาศ?)แล้ว วิศวกรถึงได้คิดว่า เออเนอะ ทางออกของเขาบางทีมันก็ “ง่ายๆ แค่นี้เอง”

 

การที่เด็กชายคนนี้ได้ไปเยือนดาวดวงต่างๆ เขาได้ช่วยให้ “ผู้ใหญ่” บนดาวแต่ละดวงตระหนักถึงความไม่เข้าท่าของตน  ซึ่งปัญหาเหล่านี้ก็เป็นปัญหาแบบ “ผู้ใหญ่ๆ” เช่น การปล่อยวาง การตามหาเป้าหมายในชีวิต การไม่จมอยู่กับความทุกข์เมื่อผิดหวังเรื่องความรัก หรือการเปิดใจยอมรับการเปลี่ยนแปลง ...มันดูเป็นปัญหาที่มี “ทางออก” ซึ่งเด็กชายได้ชี้ให้เห็นด้วยการกระทำที่ซื่อตรง ผสมความหงุดหงิดน่ารักๆ ของเขานั่นเอง

 

ตรงกันข้ามกับ “เจ้าชายน้อย” จากเรื่อง “เจ้าชายน้อย” ดาวที่เจ้าชายน้อยไปเยือน มีแต่ผู้ใหญ่ที่ไม่รับฟังอะไรทั้งสิ้น  เจอพระราชา ที่พอเจ้าชายน้อยเหนื่อยและหาว พระราชาก็สั่งว่าห้ามหาว มันผิดมารยาท แต่พอคุยไปคุยมาก็เกิดสนใจเรื่องหาวขึ้นมา ก็เลย “สั่งให้หาว” ซึ่งแน่นอนว่าการหาวนั้นสั่งให้เริ่มหรือหยุดไม่ได้ เจอนักธุรกิจที่เอาแต่นับดาวและคิดว่าตัวเองเป็นเจ้าของดาวทุกดวง เจอนักสำรวจที่เอาแต่นับภูเขา นับแม่น้ำ อะไรอย่างนั้น ซึ่งแต่ละคนก็มัวแต่หมกมุ่นอยู่ในโลกของตัวเอง ถ้าไม่บ้าอำนาจ หรือหน้าเงิน ก็เป็นพวกทำตามคำสั่งเป็นหุ่นยนต์ และไม่มีใครสนใจฟังเจ้าชายน้อยเลยแม้แต่คนเดียว

 

 

4

เรื่อง “ยูนิเวอร์เศร้า” มีจุดเด่นตรงที่ความช่างคิด แม้กระทั่งชื่อเรื่อง (Universal-ยูนิเวอร์เศร้า) - - เนื้อเรื่องเข้ากันดีกับรูปประกอบ หรืออาจจะพูดได้ว่า รูปเข้ากันดีกับเนื้อเรื่อง... อะไรมาก่อนเนี่ย งงละ 5555 เอาเป็นว่า เราชอบงานสไตล์นี้มาก ตัวเอกเป็นเด็กผู้ชายน่ารักขนาดกำลังดี ดูเหงาๆ และมีตาเป็นจุดกลมๆ ( : บางคนอาจจะหมั่นไส้นะ แต่เราชอบลุคนี้ ให้สีสวย รูปน่ารัก มีรายละเอียดเยอะ ดูหลายรอบก็ไม่เบื่อ

 

ตอนที่เราชอบที่สุดใน “ยูนิเวอร์เศร้า” คือตอนก่อนจะถึงดาวดวงสุดท้าย มันเป็นตอนที่เด็กชายได้เรียนรู้ว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้เป็นคนไม่มีความรู้สึกนะ เขาก็เศร้าเป็นเหมือนกัน และความเศร้าทำให้เขาเรียนรู้ถึงสิ่งสำคัญที่เขาสูญเสียไป และเราก็ชอบดาวดวงสุดท้ายมาก ตอนที่นักวิทยาศาสตร์กดปุ่มนี่แบบ... 

 

แต่มันก็มีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้เราสะดุดนิดหน่อย ตอนกำลังอินๆ มีประโยคนึงที่เหมือนจะทำให้เรา “หลุด” ออกมาจากเรื่อง ก็คือตอนที่เด็กชายร้องไห้ แล้วก็ด่าตัวเองว่า “จะดราม่าอะไรนักหนา” ซึ่งเรารู้สึกทันทีว่าใบหน้าของเด็กชายหายวับไป ถูกแทนที่ด้วยเสียงของผู้ใหญ่คนหนึ่ง - - ซึ่งอาจจะเป็นพี่คนเขียน คือมันไม่ใช่ภาษาเด็กน่ะ อย่างน้อยก็ไม่ใช่ภาษาที่เด็กชายใช้มาตลอดเรื่อง เหมือนพี่เค้าเผลอเขียนภาษาของตัวเองลงไปซะอย่างงั้น

 

อีกอย่างหนึ่ง ไม่รู้เกี่ยวรึเปล่า แต่พอพลิกไปด้านหลังแล้วตรงบาร์โค้ดมันเขียนว่า เป็นหมวด “จิตวิทยาพัฒนาตนเอง” ถึงว่าสินะ... อ่านแล้วยังรู้สึกว่าเป็นส่วนผสมบางๆ ระหว่าง “วรรณกรรม/การ์ตูน” กับหนังสือ “ฮาวทู” จะทำยังไงเมื่อผิดหวัง อะไรประมาณนั้น

 

ส่วน “เจ้าชายน้อย” นี่มีความเป็นวรรณกรรมจ๋าเลย แม้แต่รูปประกอบเจ้าตัวยังบอกซ้ำแล้วซ้ำอีกว่าผมวาดได้แค่นี้เอง ไม่แน่ใจว่าจะเหมือนรึเปล่า ฯลฯ (แต่ก็มีหลายคนที่ชื่นชมว่าเป็นรูปวาดที่ดูบริสุทธิ์งดงาม) และเล่มที่ยืมมาจากห้องสมุดมหาลัยก็ดัน ไม่มีรูปประกอบ! โดยอ้างคำคมประจำเล่มที่ว่า “สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา” เก๋ไปป่ะ ถามจริง

 

แม้ว่าเราจะรำคาญมาตลอดที่เรื่องนี้ชอบโทษผู้ใหญ่อย่างนั้นอย่างนี้ แต่ตอนที่เราชอบก็มีเหมือนกัน เราชอบ “งู” มาก มันดูฉลาด คือในเรื่องนี้ผู้ใหญ่ทุกคนโง่หมด แต่สิ่งที่ฉลาดคือหมาจิ้งจอกกับงู แม้แต่คำคม “สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา” ยังเป็นคำพูดของจิ้งจอกเลย แล้วมันก็ทำให้เราลุ้นมาก บางคนอาจจะสงสัยว่าแกจะลุ้นอะไรกับเจ้าชายน้อยวะ แต่เรารู้สึกแบบ เห้ย... แย่แล้ว... อย่าบอกนะว่า... แล้วมันก็เป็นอย่างที่เราคิดจริงๆ ด้วย แง...T^T

 

เหมือน “ยูนิเวอร์เศร้า” จะออกไปในทางคิดบวก positive thinking คือแนะวิธีคิดให้หลุดออกมาจากความเศร้า แต่ “เจ้าชายน้อย” มันดูเป็นความเศร้าที่ลึกซึ้งกว่า และไม่ค่อยมีทางออกเท่าไหร่นัก มันดูเป็น tragedy นะ...หรือไม่ก็ bittersweet ที่แม้จะหมดหวังแต่ก็มีความงดงามอยู่ในนั้น มีตอนนึงที่ “ผม” กับ “เจ้าชายน้อย” เดินอยู่ในทะเลทรายทั้งคืนเพื่อตามหาบ่อน้ำ แล้วพอได้ดื่มน้ำ เขาก็รู้สึกว่าน้ำมันหวานกว่าน้ำทั่วๆไป ซึ่งเขาให้เหตุผลว่า “Its sweetness was born of the walk under the star” เห็นแมะ สวยงามอ้ะ…

 

 

5

อีกเรื่องนึงที่ไม่รู้ว่าเกี่ยวรึเปล่า คือเรื่อง “ความเป็นเด็ก” และ “ความเป็นผู้ใหญ่”

  

ทั้งสองเล่มชัดเจนมากว่าผู้ใหญ่ทุกคนมองโลกแค่ในวงสายตาของตัวเองเท่านั้น ดาวทุกดวงมีคนอยู่แค่คนเดียว เหมือนเป็น “โลก” ของคนแต่ละคนที่เขาจะไม่ยอมออกมาง่ายๆ ...ถ้าไม่มีเด็กซักคนหนึ่งบังเอิญหลงเข้าไป

 

อืมม.. ทำไมเราต้องคิดว่าผู้ใหญ่เป็นแบบนั้นด้วยนะ?

 

เหมือนพี่อองตวนเค้าจะเกลียดผู้ใหญ่แฮะ ก็เข้าใจแหละว่าเป็นการเสียดสี และบางครั้งก็เจ็บแสบและตรงกับความจริงอย่างโหดร้ายทีเดียว แต่ในฐานะผู้ใหญ่คนหนึ่ง (?) เราก็ยังคงรู้สึกว่า ไม่ใช่ผู้ใหญ่ทุกคนที่เป็นแบบนั้น เขาแทนค่าความเป็นผู้ใหญ่ด้วย “ตัวเลข” และแทนเด็กด้วย “ศิลปะ”

 

มีตอนนึงบอกไว้ว่า - - - “...ถ้าคุณเล่าให้ผู้ใหญ่ฟังว่า ฉันเห็นบ้านหลังหนึ่ง ก่อด้วยอิฐสีแดง มีดอกเจอราเนียมอยู่ตรงหน้าต่าง และมีนกพิราบเกาะอยู่บนหลังคา พวกเขาจะไม่สามารถจินตนาการถึงบ้านหลังนี้ได้เลย แต่ถ้าคุณเล่าว่า ฉันเห็นบ้านหลังหนึ่งราคาแสนฟรังซ์ เขาจะร้องว่า โอ้โฮ สวยจริงๆ” - - - ร้ายกาจมั้ยล่ะ 555

 

แต่ถ้าเราเป็นเด็กที่ชอบเลขมากๆ หรือเป็นผู้ใหญ่ที่จิตใจอ่อนโยน เราอาจจะเฮิร์ทก็ได้นะ (ว่าไปนั่น) (แต่พูดจริงๆ)

 

ตัวละครอีกตัวนึงในเจ้าชายน้อยก็คือ “ดอกไม้” ที่เรารู้สึกว่าเหมือนจะเป็นตัวแทนของ “ผู้หญิง” ดอกไม้ดอกนี้ทั้งหยิ่งและอ่อนแอ ทั้งไร้เดียงสาและมากมารยาในขณะเดียวกัน แน่นอนว่าเราไม่ค่อยปลื้มกับมุมมองนี้เท่าไหร่ แม้จะรู้ว่ามันเป็นแค่การเสียดสีก็ตาม

 

ถึงเราจะชอบทั้งสองเล่มพอสมควร แต่ก็ไม่ถึงกับเป็นหนังสือในดวงใจ เราไม่ค่อยมีความรู้สึกร่วมกับปัญหาของเด็กชายทั้งสองเท่าไหร่นัก  อ่า...สำหรับยูนิเวอร์เศร้า อาจจะเป็นเพราะเรายังไม่เคยอกหักร้ายแรงก็ได้นะ ส่วนสำหรับเจ้าชายน้อย ตอนเด็กเราไม่เคยรู้สึกว่าผู้ใหญ่ “ทุกคน” ไม่เข้าใจเรา - - ผู้ใหญ่ที่ไม่เข้าใจเราในตอนเด็ก ตอนนี้ก็ยังคงไม่เข้าใจอยู่อย่างนั้น - - ส่วนผู้ใหญ่ที่เข้าใจเราตอนเด็ก ตอนนี้ก็ยังคงเข้าใจอยู่ - - คือบางทีความเข้าใจมันก็ไม่เกี่ยวกับอายุรึเปล่า?

 

อีกอย่างหนึ่งคือ เราไม่เคยรู้สึกว่าโลกของเราสูญสลายเมื่อเราเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เราดีใจที่เราโตขึ้น แต่ชีวิตของเราแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน บางคนอาจจะเจอเรื่องร้ายๆ ในวัยเด็ก ไม่ได้มีชีวิตสวยงามเหมือนคนอื่น เมื่อโตขึ้นทุกอย่างถึงค่อยๆ ดีขึ้น แต่บางคนอาจจะกลับกัน ชีวิตตอนเด็กมีความสุข แต่ไม่รู้ทำไมพอโตแล้วปัญหาถึงถาโถมเข้ามา มันก็แล้วแต่โชคชะตา

 

เราเลยรู้สึกมาตลอดว่าเด็กกับผู้ใหญ่เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความละเอียดอ่อนเหมือนๆ กัน เพียงแต่ผู้ใหญ่อาจจะเข้มแข็งกว่า และบางทีอาจจะน่าเห็นใจตรงที่ว่า เขาต้องปิดสวิตช์ “ความเป็นเด็ก” บางอย่างไป เพื่อที่จะอยู่รอดในสังคม

 

ทั้งสองเล่มนี้ เหมือนจะมีตัวละครเด็ก แต่จริงๆ (เราคิดว่า) คงไม่ใช่ตั้งใจเขียนให้เด็กอ่าน ไม่มีเรื่องราวตลกขบขัน หรือสนุกสนานผจญภัย และทั้งสองเล่มนี้ไม่มีตัวละครอื่นที่เป็น “เด็ก” อีกเลยนอกจากตัวเอก ตัวละครอื่นล้วนแต่เป็น “ผู้ใหญ่ที่มีปัญหา” ทั้งสิ้น เราเลยรู้สึกเหมือนมันเป็นการ “เอาเด็กมาเตือนสติผู้ใหญ่” ...กลายๆ น่ะนะ เราอ่านเจ้าชายน้อยครั้งแรก จำได้ว่าไม่ชอบเลย โดยเฉพาะเรื่องรูปงูกลืนช้างอะไรนั่น รู้สึกเหมือนมันเป็นเด็กเรียกร้องความสนใจ เพิ่งมาชอบมากขึ้นเมื่ออ่านรอบสองนี่เอง

  

บางคนอาจจะเถียงว่า ตอนเด็กฉันชอบเจ้าชายน้อยมาก ...ก็ไม่ว่าอะไร 5555

  

ส่วนผู้ใหญ่ที่ชอบ “เจ้าชายน้อย” ก็คงเป็นเพราะว่า เขาทำให้ผู้ใหญ่ทั้งหลายหวนคิดถึงวัยเยาว์ของตนเอง เวลาอ่านก็แทนตัวเองเป็น “เจ้าชายน้อย” ไม่ใช่เป็นงูหรือพระราชา นี่อาจจะเป็นเหตุผลก็ได้นะว่าทำไมเล่มนี้จึงเป็นวรรณกรรมในดวงใจของทุกคน เพราะลึกๆ แล้วทุกคนก็ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นเด็กน้อยอยู่นั่นเอง

 

สุดท้ายนี้ ไม่ว่ายังไง เราก็ดีใจที่ได้รู้จักเด็กชายทั้งสองคนนะ ถึงจะอ่านแล้วไม่ค่อยหายเศร้า เพราะความเศร้าของเราไม่ตรงกับของพวกนาย แต่เราก็รู้สึกดีนะ ขอบคุณเด็กชายแสนเศร้าทั้งสองที่เตือนเราอีกครั้ง เพราะบางทีเราก็ลืมไปว่า เราไม่ควรจมอยู่กับความเศร้าของตัวเองมากมายนัก บางทีเราก็ควรมองในสิ่งที่ตามองไม่เห็น และบางทีเราก็นึกไม่ถึงว่าสิ่งเล็กๆ สำหรับคนๆ หนึ่ง อาจจะเป็นโลกทั้งใบของอีกคน…

 

สุดท้ายของสุดท้าย...

 

อยากจะถามพี่แชมป์ว่า ทำไมเด็กชายของพี่ถึงแต่งตัวเหมือนโคนันเลยล่ะครัฟฟ

 

ฮา...

 

และอยากจะบอกพี่อองตวนว่า คนอื่นคิดว่าพี่หายสาบสูญไปบนท้องฟ้า แต่เราแน่ใจว่า พี่อ่ะ แอบเดินทางไปหาเจ้าชายน้อยของพี่ต่างหากเล่า ^..^

 

 

 

 

 

 

ปล. พูดถึงเด็กชายแสนเศร้าแล้ว นึกขึ้นได้ว่ามันมีอีกเรื่องนึง หลายคนคงเคยอ่าน “ต้นส้มแสนรัก” ใช่มั้ย เรื่องนั้นเราชอบมาก แบบชอบมากจริงๆ ...ไว้ว่างๆ เราจะเขียนถึงเซเซ่บ้างนะ

 

เออ แต่จะว่าไป เซเซ่ ก็เป็นเด็กผู้ชายนี่?

 

ขอวนกลับไปที่คำถามแรก: ทำไมเด็กน้อยแสนเศร้าต้องเป็นเด็กผู้ชายเท่านั้นด้วยฮะ? อยากอ่านเด็กหญิงแสนเศร้าบ้าง ใครเคยอ่านเล่มไหนช่วยแนะนำหน่อยสิ

  

 

 

 

เธอคิดว่า “อินเดีย” เป็นยังไง?

 

รีวิวหนังสือ:

  

“ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย”  --- VS ---  “ทารกเที่ยงคืน”   

 

 

 

1

ตอนเด็กๆ เรากลัวอินเดียมาก เพราะ หนึ่ง, เรากลัวเทพเจ้าหลายมือ สอง, เรากลัวเสียงสวดมนต์ที่เปิดแถววัดแขก เขตบางรัก และสาม, เราเคยดูหนังรามเกียรติ์ที่ฉายทางช่องอะไรไม่รู้ แล้วมันมีตอนที่พระลักษมณ์ (หรือพระราม? หรือใครซักคนนั่นแหละ) โดนหอกปักพุง แล้วมันน่ากัวมาก แง T^T

 

แต่มีอยู่ครั้งนึงที่เราสามารถฝ่าฟันความกลัวอินเดียของเราไปค้นพบสิ่งใหม่ๆ นั่นคือตอนที่เราลงเรียนวิชา “ภาษาสันสกฤต 1” เป็นวิชาเลือก มันทำให้เรารู้สึกว่าโอ้วแม่เจ้า ภาษาอะไรจะซับซ้อนขนาดนี้ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ผัน อย่างสามัญขึ้นพื้นฐานเลยก็ต้องจำอย่างน้อย 24 รูป แล้วตัวอักษรสองตัวมาอยู่ติดกันก็ต้องเปลี่ยนตัว --- แบบ ก.ไก่ อยู่ติดกะ ข.ไข่ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นตัวพิเศษอีกตัวนึง ที่หน้าตาเหมือนก.ไก่ผสมข.ไข่ สุดยอดมหาเทพจริงๆ เปิดตารางกันยังกะลอการิทึ่มเลย

 

เรียนจบแล้ว และกลัวอินเดียน้อยลงแล้ว และถึงแม้ว่าจะลืมภาษาสันสกฤตไปหมดสิ้นแทบจะในทันที แต่เราก็รู้สึกว่ามันเท่มากเลยนะที่ได้เรียนอะไรที่คนทั่วไปเค้าไม่ค่อยรู้ บางทีเวลาเราเห็นศัพท์ยากๆ หรือศัพท์ของประเทศแถบเอเชียใต้ เราก็เหมือนจะเดาออกบ้างเหมือนกันแหละ มีรุ่นพี่คนนึงเคยบอกว่า เรียนเอาไว้เป็นวิชาติดตัว เอาไว้ตั้งชื่อลูก ถ้าตัวเองไม่มีลูก ก็ตั้งชื่อลูกเพื่อน...ซะงั้น 55555

 

แล้วอยู่ดีไม่ว่าดี เราก็ดันไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับอินเดียมาอ่านตั้ง 2 เล่ม (ไม่ได้ตั้งใจเล้ย) งั้นตอนนี้ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว จะขอจับมาประชันกันเลยดีมะ

 

เอาละนะ

 

 

 

2

หนังสือเล่มแรกชื่อ “ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย” เขียนโดยคุณบินหลา สันกาลาคีรี สำนักพิมพ์วงกลม ปี 2548 พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารแพรว ปี 2542-2543 (กี่ปีมาแล้วนั่น) เป็นบันทึกน่ารักมากๆ และมันส์โคตรๆ ของเจ้าตัวเมื่อครั้งแบ็คแพ็คไปเที่ยวอินเดียคนเดียว ช่างกล้าจริงๆ

 

เล่มนี้เราพูดได้เลยว่าเป็นการตัดสินหนังสือที่ “ปก” และ “ชื่อเรื่อง” โดยแท้ เพราะเรากำลังจะสั่งหนังสือเล่มอื่นจากแมกกาซีนไรเตอร์ แล้วกลัวจะไม่คุ้ม เลยจิ้มๆ เอาเล่มนี้ติดมือมาด้วย เห็นปกสวยดี และชื่อเพราะดี... คิดเอาเองว่าคงจะเกี่ยวกับประเทศแถบตะวันออกกลาง  

 

แต่พอได้หนังสือมา แล้วพลิกอ่านปกหลังเท่านั้นแหละครัฟ

 

อ้าว อินเดียนี่นา ...นมัสเตจ้ะ _/|\_

 

ส่วนอีกเล่มนึงชื่อ “ทารกเที่ยงคืน (Midnight’s Children)” ของซัลมาน รัชดี (Salman Rushdie) ตีพิมพ์ครั้งแรกน่าจะปี 1981 ฉบับภาษาไทยแปลโดยคุณนภดล เวชสวัสดิ์ สำนักพิมพ์เพิร์ล ปี 2553 “ทารกเที่ยงคืน” เป็นนิยายที่เขียนแบบอัตชีวประวัติ ตัวละครที่เป็นผู้เล่าชื่อ “ซาลีม ไซนาย” เด็กชายที่เกิดในตอน “เที่ยงคืนแห่งการประกาศอิสรภาพของอินเดีย”

 

คือ... สารภาพว่าเล่มนี้ซื้อมาเพราะอ่านเรคคอมเมนจากที่ไหนซักแห่ง เราสนใจมากเพราะนึกว่ามันจะเป็น “X-Men เวอร์ชั่นภารตะ” เพราะพี่เล่นโปรยกันใหญ่เลยว่าเป็นเรื่องของ “ทารก 581 คนที่เกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษ” แต่...แต่พออ่านแล้วมันก็แบบ เห้ย อะไรเนี่ย ไหนละเอ็กซ์เม็นของชั้น ... มันเป็นหนังสือที่พระเจ้าจอร์จริชาร์ดหลุยส์นโปเลียนมาก ขอยืนยัน! (เอะ ไม่ใช่สินะ ต้องเป็นพระเจ้าอโศกพิมพิศาลชาห์เจฮันต่างหาก 5555)

 

ถ้าบอกว่า “ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย” เป็น “ของแถม” ที่คุ้มมากๆ         

 

“ทารกเที่ยงคืน” ก็คุ้มเหมือนกัน ...อ่านอยู่ตั้ง 2 เดือนกว่าๆ กว่าจะจบ! (มันหนา 619 หน้า เต็มไปด้วยบทบรรยายจากขอบกระดาษซ้ายจดขอบกระดาษขวา...

 

และเราเคยทำตกใส่เท้าด้วย T..T)

 

 

3

ทั้งสองเล่มนี้ทำให้เรานึกถึง “ภาพเหมารวม” ที่คนภายนอกมองอินเดีย

 

“ฝรั่ง” อาจจะมองว่า อินเดียเป็นดินแดนแปลกพิสดารมหัศจรรย์ เป็นอะไรที่ “Exotic” มากๆ น่าไปสำรวจจริงๆ

 

ส่วน “คนไทย” อาจจะมองว่า อินเดียเรียกตัวเองว่า “ฉาน”, ขายถั่วและโรตี, เป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาพุทธ (แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะประสูติในเขตเนปาลปัจจุบัน), ถ้าไปแสวงบุญต้องส้วมกันข้างถนน, และ “ถ้าเจอแขกกะงู ให้ตีแขกก่อน”

 

เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าจริงรึเปล่า

 

ถึงจะไปสัมผัสด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ขอสัมผัสผ่านคนอื่นละกัน

 

แฮ่...

 

 

 

4

ใน “ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย” นั้นเรียกได้ว่าผู้เขียน “ผจญภัย” แบบลุยเดี่ยวเข้าไปในอินเดียเลย แบบที่มีแต่สัมภาระกับสมุดปากกาและกล้องถ่ายรูป (และอาจจะหัวใจเหงาๆ อีกหนึ่งดวง? เขาบอกว่าเขาออกเดินทางอย่างโดดเดี่ยวในวันวาเลนไทน์น่ะ...) เราก็งงๆ เหมือนกันว่าเขาไปไหนบ้าง แต่ไม่ใช่ทัชมาฮาล ที่หลักๆ คือ “ทะเลสาบ” ที่พุชการ์ ที่เขานั่งๆ นอนๆ วาดๆ เขียนๆ ถ่ายๆ (หมายถึงถ่ายรูป 555) อยู่ในเกสต์เฮาส์ริมทะเลสาบ จากนั้นก็ไป “ทะเลทราย” ที่ราชะสถาน ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาดๆ ที่เรียกว่าอูฐ

 

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คงต้องยกความดีความชอบให้สำนวนภาษาของพี่เค้าด้วยแหละ เขาเขียนแล้วมันมีชีวิตชีวามาก บวกกับเรื่อง “สุดๆ” ทั้งหลายที่เค้าเจอด้วย มีทั้งฮากลิ้ง ลุ้นแทบแย่ ถูกหลอกถูกโกงสารพัด (ตั้งแต่ยังไม่ออกนอกประเทศเลย) เราไม่อยากนับเลยว่าตลอดการเดินทางเขาทำของหายไปกี่ชิ้น (...และได้คืนมากี่ชิ้น) นอกจากนี้เรายังได้เห็นยุทธวิธีการเอาตัวรอดในต่างแดนของเขา ซึ่งบางครั้งไหวพริบคุณพี่ก็ปราบเซียนเอามากๆ เช่น ตอนเผลอกินมาม่ารสเนื้อในเกสต์เฮาส์ ซึ่งการกินเนื้อเป็นสิ่งต้องห้ามทางศาสนาอย่างเด็ดขาด

 

เขาจะแก้ตัวยังไง...อยากรู้ต้องอ่านเอง 555

 

แต่ด้วยการเดินทางแบบลุยเดี่ยวและสัมผัสกับของจริงนั่นเอง ที่ทำให้เขาพบเจอกับน้ำใจดีงามด้วยเหมือนกัน และมีมิตรสหายต่างวัยที่น่ารักน่าชังซะด้วย มันเป็นอะไรที่จริงมากถึงขนาดมีรูปถ่ายและชื่อเสียงเรียงนาม อย่าง “ปาป้า” ชายชราเจ้าของเกสต์เฮาส์ที่จับได้ว่าเขากินมาม่ารสเนื้อ, หนุ่ม ”ดั๊บดู้”บังเอิญเจอกันที่สถานีรถไฟ แล้วในที่สุดก็ได้ไปค้างบ้านซะหลายวัน, หรือราจีฟน้อยกับเจ้าอูฐกัปตันที่ตลกมากและเกรียนมากจริงๆ

 

มันทำให้เรารู้สึกว่า เออ อินเดียก็มีเสน่ห์ว่ะ

 

และการเดินทางคนเดียวมันก็มีเสน่ห์เหมือนกันนะนี่...

 

 

 

5

ส่วน “ทารกเที่ยงคืน” นั้น ใช้วิธีเขียนที่เรียกว่า “สัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism)” ก็คือหมายถึงว่า เขียนถึงเรื่องในชีวิตทั่วๆ ไปในโลกแห่งความเป็นจริงนี่แหละ แล้วก็อยู่ดีๆ ก็มีอะไรแปลกๆ โผล่มา แบบที่ไม่ใช่ยูเอฟโอน่ะ 555 เก็ทไหม

 

อย่างเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กชายซาลีม ไซนาย ...ตอนแรกซาลีมเล่าถึงตาของมันและพ่อของมันก่อน (หนึ่งในสามของเล่ม!) กว่าอินเดียจะประกาศเอกราชแล้วตัวเองถึงจะโผล่ออกมา เกิดที่ไหน ทำอะไร เข้าโรงเรียนอะไร ฯลฯ แต่แล้ววันดีคืนดีเขาก็เกิดมีหูทิพย์ขึ้นมา (หรือว่าจมูกทิพย์?) สามารถได้ยินเสียงความคิดของทุกคนผ่านทางจมูก ความคิดของพ่อแม่ ของ “ทารกเที่ยงคืน” คนอื่นๆ ที่มีพลังพิเศษ รวมถึงได้ยินความคิดของ “ผู้นำอินเดีย” ด้วย

 

เอิ่ม...

 

นั่นแหละ

 

“ทารกเที่ยงคืน” เต็มไปด้วยเรื่องราวชีวประวัติ ซึ่งซาลีมก็บรรยายรายละเอียดชีวิตของญาติเขาจนครบทุกคน ...ซึ่งทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในอินเดียไม่มากก็น้อย เริ่มตั้งแต่ยุคที่คุณตาของซาลีมกลับจากเรียนหมอที่อังกฤษ ...มั้ง ไปจนถึงตอนที่พวกอังกฤษถอนทัพไปแล้ว และครอบครัวของซาลีมมาซื้อบ้านเก่าของคนอังกฤษที่บอมเบย์ จนกระทั่งถึงสงครามอินเดีย-ปากีสถาน-บังกลาเทศ และยุคสมัยของนางอินทิรา คานธี

 

มีอยู่เรื่องนึงที่เราสนใจมาก คือเรื่อง “การเมือง” ในอินเดีย ...คือมันเหนือความคาดหมาย (ของเรา) น่ะนะ เพราะเราไม่เคยมองอินเดียในแง่การเมืองมาก่อนเลย สำหรับเราพูดถึงอินเดียเรามักจะนึกถึงความรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรม แต่อินเดียที่เราเพิ่งอ่านนี้ มันเหมือนจะมีทุกฝักฝ่ายการเมืองอยู่ในนั้น ทุนนิยม สังคมนิยม ทหารนิยม คอมมิวนิสต์นิยม อนุรักษ์นิยม ฯลฯ แล้วก็เหมือนจะมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจ เชื้อชาติ และศาสนา(มีครบทุกศาสนาเหมือนกัน) แล้วปัญหาบางอย่างในอินเดียมันก็คล้ายเมืองไทยสมัยนี้มากจนน่าตกใจ มันคงจะเป็นปัญหาสากลโลกละสิ...

 

ซาลีมเล่าราวกับว่าเรื่องสงครามและการแก่งแย่งอำนาจทั้งหลายในอินเดียมีส่วนเกี่ยวเนื่องผูกพันกับชีวิตของเขา เนื่องจากเขาเกิดในเวลาเที่ยงคืนตรง ซึ่งเป็นวินาทีที่อินเดียประกาศเอกราช --- คือวินาทีที่อินเดีย “เกิดใหม่” นั่นเอง เสมือนว่าตัวเขากับประเทศอินเดียเป็น “ฝาแฝด” กัน และเมื่อเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา ประเทศอินเดียก็จะได้รับผลกระทบ อะไรประมาณนี้

 

อ่านตอนแรกเราก็ขำเหมือนกันนะ เหมือนแบบ แหม่...นางเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมาก... ถ้าจะเล่าแบบไทยเวอร์ชั่นก็จะเล่าว่า “ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์หรืออุดมการณ์อะไรหรอกครับ รัฐบาลสั่งปราบเสื้อแดง/เสื้อเหลือง ก็เพราะตัวผม เพราะว่ามีผมร่วมชุมนุมอยู่ในนั้น พวกเขากะจะกวาดพวกเสื้อแดง/เสื้อเหลืองเข้าค่ายกักกั้นให้หมดเพื่อจะได้ตรวจหาทีละคนๆ ว่าผมคือคนไหน ฯลฯ”

 

หรือบางทีก็เป็นในทางกลับกัน คือเกิดอะไรขึ้นกับอินเดีย แล้วเขาก็จะได้รับผลกระทบ เช่นตอนที่เขาต้องย้ายไปอยู่บังกลาเทศ เขาก็สูญเสียความสามารถพิเศษ(หูทิพย์) ไป เพราะเขาไม่ได้ยืนอยู่บนแผ่นดินฝาแฝด หรือตอนที่ “อาดัม” เอ่อ...ลูกของเขา...ป่วยเป็นวัณโรคตลอดการประกาศภาวะฉุกเฉิน แล้วพอยกเลิกปุ๊บ นางก็หายปั๊บ ฯลฯ

 

ตอนแรกเราก็อยากรู้เหมือนกันนะ ว่าเขาใช้วิธีเล่าแบบนี้เอาฮาหรือยังไง แต่อ่านไปอ่านมาก็พอเข้าใจ มันเหมือนเค้าต้องการแสดงให้เห็นชีวิตของคนธรรมดาที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและ/หรือการเติบโตของบ้านเมือง คือถ้าเล่าแบบหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ มันก็คงรู้สึกว่าอินเดียสำคัญมาก และคนธรรมดาตัวเล็กกระจิ๋ว แต่เล่าแบบนี้ --- แบบ “ประวัติศาสตร์เวอร์ชั่นของผม” ที่ซาลีมชอบอ้าง --- มันจะเหมือนดึงเอาคนธรรมดาขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง ทำให้เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเขาก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

 

อีกอย่างนึงที่อดพูดถึงไม่ได้เลยก็คือเรื่อง “วรรณศิลป์” คือมันเป็นเรื่องที่วรรณศิลป์เมพมาก เหมือนเข้าไปในโลกอะไรสักอย่างที่มีสีสันจัดจ้า บรรยายครบทั้งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจริงๆ ทั้งบ้านคนมีฐานะ สลัมนักมายากล และสภาพของพวกทหารในสงคราม แล้วยังพวกความเปรียบเทียบอีกนะ เราประทับใจตั้งแต่บทแรกเลย เขาเปรียบเทียบน้ำตากับเลือด ว่าเป็นหยดเพชรกับทับทิม (คือคุณตาสวดมนต์บนภูเขาในแคชเมียร์ที่อากาศหนาวมาก แล้วจมูกของคุณตาก็กระแทกพื้นเลือดออก แล้วเหมือนคุณตาจะร้องไห้ด้วยความคับข้องใจอะไรซักอย่าง แต่อากาศหนาวมาก เลือดกับน้ำตาก็เลยจับตัวเป็นน้ำแข็ง ...โอเค๊?) มันเป็นอะไรที่อินเดี๊ย อินเดียมาก ทำให้เรานึกถึงอีกตัวอย่างนึง... เราเคยฟังโปรเฟสเซอร์อินเดียมาบรรยายเรื่องกลอนสันสกฤต เค้ายกตัวอย่างเป็นกลอนว่า ....มีผู้หญิงคนนึง สามีกำลังจะไปรบ นางเศร้ามากและซูบผอมห่อเหี่ยวไปในทันทีทันใดจนกำไลข้อมือหลวมหลุดร่วงลงมากระทบพื้น แต่พอสามีเปลี่ยนใจไม่ไปแล้ว นางก็กลับมามีน้ำมีนวลเช่นเดิมทันที แล้วกำไลก็วู้ฟฟฟกลับเข้ามาอยู่บนข้อมือของนางดังเดิม... ประมาณนี้

 

แล้วยังมีเรื่องอะไรที่เป็นนัยยะของหลายสิ่งหลายอย่าง อ่านจนจบแล้วยังไม่เข้าใจเลยว่าทำไมคู่ปรับของซาลีมต้องชื่อ “ศิวะ” --- คือพอจะเก็ทแต่ไม่ชัวร์อ้ะ แล้วทำไมซาลีมต้องบอกว่าตัวเอง “มีรอยร้าวปริแตกทั่วร่าง” ? แล้วมันก็มีตัวละครลึกลับตัวนึงที่ชื่อ “แม่หม้ายแสกผมขาวดำ” ซึ่งเขาหมายถึงนางอินทิรา คานธี นั่นเอง เค้าย้ำอยู่แต่ชื่อ “แม่หม้ายแสกผมขาวดำ” จนตอนแรกเราคิดว่ามีนัยยะอะไรรึเปล่า สีขาวกับสีดำ? แต่พอเสิร์ชในเน็ตดูแล้วถึงรู้ว่า เออว่ะ นางอินทิราผมเป็นอย่างนั้นจริงๆ 55555 แต่มันก็อาจจะเป็นนัยยะด้วยใช่ไหม ...เห็นมั้ยเนี่ย งงแล้ว เราคงชั่วโมงบินไม่พอที่จะเข้าใจหนังสือเล่มนี้จริงๆ

 

 

 

6

“ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย” เล่มนี้ เราอยากให้เพื่อนๆ ได้อ่านนะ โดยเฉพาะคนที่ชอบเขียนบันทึกการเดินทาง และคนที่กำลังคิดจะไปอินเดีย เล่มนี้มันสุดยอดจริงๆ เป็นส่วนผสมที่ลงตัวมากระหว่างอารมณ์กวีนิดๆ เศร้าหน่อยๆ กับความมันส์ระทึก และการเฉือนเหลี่ยมเฉือนคมระหว่างเจ้าบ้าน (ตอนแรกตกลงกันราคานี้ไม่ใช่เหรอ มิสเตอร์มายเฟรนด์?) และผู้มาเยือน (โน้ว แอม นอท แจแปนิส แอม ฟรอม นนทะบูรี—อย่าคิดตังค์แพงสิ ...ประมาณนั้น) และบางทีก็ฮาโคตรๆ จริงๆ แล้วก็มีภาพสีสวยที่คนเขียนถ่ายเอง บางภาพคอมโพสิชั่นเมพมากเลย (ไม่รู้ เดาเอา ถ่ายรูปไม่เป็น 555 แต่เราชอบก็แล้วกัน)

 

นอกจากนี้ก็ยังมีบางส่วนที่น่าคิดเหมือนกัน มีบางทีที่คนเขียนต้องครุ่นคิดเกี่ยวกับจุดยืนและมุมมองของตัวเอง อย่างเช่นตอนที่ของหายแล้วเขาสงสัยว่าคนบางคนเอาไป หรือตอนที่เขาบังเอิญแอบมองภาพพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ตอนเช้า ...ก็เหมือนที่เขาสรุปเองในตอนท้ายเล่มหละนะ ....ว่าการเดินทางนี้ทำให้เขารู้จักตัวเองมากขึ้น - “กว่าที่ควร”

 

ส่วน “ทารกเที่ยงคืน” นี่พูดยาก เพราะมันออกจะฮาร์ดคอร์ แต่ถ้าเอาประสบการณ์ส่วนตัวก็จะบอกว่า เหมาะสำหรับคนที่เพิ่งไปถอนฟันคุดมาแล้วนอนอยู่บ้านในเทศกาลสงกรานต์ มองฝนตกพรำๆ นอกหน้าต่างแล้วไม่มีอะไรทำ มันเป็นอะไรที่หนามาก คุ้มมาก และ”สุดมหัศจรรย์” จริงๆ ตอนเราต้องอยู่หอพัก และใช้อินเตอร์เน็ตไม่ได้ชั่วคราว ก็นอนอ่านไอ้เนี่ยแหละ

 

แต่ถ้าถามว่าเล่มนี้ตื่นเต้นเร้าใจมั้ย ก็ขอตอบเลยว่า “ไม่” ค่ะ และมีมนตร์เสน่ห์ดึงดูดมั้ยก็ตอบว่า “ไม่” เหมือนกัน (แล้วแกทนอ่านจนจบได้ไงล่ะนี่ --- ก็ไม่รู้เหมือนกัน) แต่พี่ซัลมานเขาบรรยายละเอียดลออจนสิ่งที่ไม่มหัศจรรย์ก็เหมือนจะมหัศจรรย์ขึ้นมาได้จริงๆ

 

สำหรับคนที่มีความรู้เรื่องอินเดียอยู่แค่ “ปากีสถานแยกจากอินเดีย และบังกลาเทศแยกออกจากปากีสถาน” กับ “อินทิรา คานธี ไม่ได้เป็นลูกของมหาตมะ คานธี” อย่างเราแล้วละก็ หนังสือเล่มนี้นับว่าเปิดโลกทัศน์ของเราอย่างรุนแรง อ่านจบแล้วคิดว่า ถ้าเรารู้ประวัติศาสตร์อินเดียยุคใหม่มากกว่านี้ เราคงจะสนุกและเข้าใจมากขึ้น ตอนนี้ไม่แน่ใจเลยว่าตัวละครตัวไหนมันจริงมันปลอม 5555 แล้วเราก็แอบชอบตอนจบ แอบซึ้งอยู่เหมือนกันนะ และรู้สึกว่ามีส่วนคล้ายนิทานพื้นบ้านไทยอยู่เรื่องนึง ใครอ่านแล้วบ้าง? คิดเหมือนกันไหม?

 

 

 

7

มีอยู่เรื่องนึง ที่ทั้งสองเล่มนี้พูดตรงกัน ก็คือ “ความฝันถึงแคชเมียร์” – อะไรนะ? เรารู้แค่ว่ามันคือดินแดนพิพาท 5555 แต่ทั้งคุณบินหลาและคุณซาลีมต่างก็เอ่ยพ้องต้องกันว่าเป็นดินแดนหวงห้ามที่งดงามราวกับความฝัน ...คือ...อะไร ยังไง สงสัยเราคงต้องหาข้อมูลเพิ่มซะแล้ว

 

และอีกเรื่องนึงที่เรารู้สึกก็คือ อินเดียเป็นประเทศที่ “มหัศจรรย์” จริงๆ

 

ถามว่าอ่านทั้งสองเล่มแล้วอยากไปเยือนอินเดียสักครั้งไหม? ขอตอบเลยว่าไม่อ่ะ มันไม่ใช่สไตล์ 5555+ แต่ก็ดีใจมากๆ ที่ได้รู้จักและเข้าใจประเทศอ้วนใหญ่นี้มากขึ้นอีกหลายเท่า แม้จะยังไม่รู้จักดีพอถึงขนาดสาธยายได้ทุกซอกทุกมุมก็ตาม และหนังสือเล่มนี้ก็ทำให้เรารู้ด้วยแหละ ว่าความมหัศจรรย์ไม่ได้มีแต่ด้านที่สวยงามเสมอไป

 

แต่ถึงยังไงมันก็ยังมหัศจรรย์อยู่ดี

 

 

[BUTs] #2 ถึงเราจะต่างกันแค่ไหน

posted on 23 Jun 2013 12:51 by ccchhhuuunnn directory Cartoon, Idea
ถึงเราจะต่างกันแค่ไหน
 
 
 
ถึงเราจะต่างกันแค่ไหน
 
แต่, มันก็ไม่ได้หมายความว่า
 
เราจะไม่มีอะไรเหมือนกันเลย
 
นี่นะ
 
 
 
อย่างน้อย 
 
เขาก็กล่าวหาว่า สุดปลายทางของพวกเรามีสิ่งหนึ่งรออยู่
 
สิ่งที่เหมือนกัน
 
นั่นคือ...
 
 
 
ความ เ พี้ ย น ยังไงล่ะ!
 
 
 
ฮ่า ฮ่า ฮ่า!
 
 
 
 

1+1 เป็น 2 หรือ 3 ก็ได้เฟ้ยยย!!

posted on 11 Jun 2013 21:48 by ccchhhuuunnn directory Diary, Idea

1+1 เป็น 2 หรือ 3 ก็ได้เฟ้ยยย!!

 

 

 

A

วันนี้อยากดราม่าเรื่อง “คณิตศาสตร์”

 

เรื่องโจทย์เลข “1+1 = ?”

 

คนบางคนอาจจะสงสัยว่า ทำไม 1+1 ต้องเป็น 2 เท่านั้นด้วยล่ะ เป็นอย่างอื่นไม่ได้เหรอ

 

1+1 = 1 ก็ได้นี่

เหมือนก่อกองทราย, กองทราย 2 กองเอามารวมกัน ก็กลายเป็นทรายกองใหญ่ 1 กองสิครับ เจ๋งป๊ะหละ

 

1+1 = 3 ก็ได้เหมือนกัน

เหมือนมีพ่อ 1 คน กะ แม่ 1 คน มีอะไรกัน แล้วก็มีลูกออกมา กลายเป็นครอบครัว 3 คนไง ...ฮุฮิฮุฮิ

 

แต่บางคนอาจจะเถียงว่าเป็น 4 ต่างหาก ก็ท้องลูกแฝดนี่ ฮ่าๆๆ

 

มันก็ถูกของเขานั่นแหละ

 

แต่ถ้าเราตอบว่า 1+1 เป็น 2, เราจะโดนหัวเราะเยาะไหม?

จะโดนกล่าวหาว่าอยู่ในกรอบมากเกินไป และไม่มีจินตนาการรึเปล่า?

   

  

B

ในชีวิตการทำงาน เราอาจจะต้องต่อสู้กันด้วยอาวุธสองอย่าง

 

หนึ่ง, ด้วยความคิดสร้างสรรค์

สอง, ด้วยตรรกะ (โดยเฉพาะเวลาเถียงกัน ....ฮา...)

 

บางทีเวลาได้ยินคนบ่น “มนุษย์ที่ทำอะไรเชื่องๆ ตามคำสั่งโดยไม่ใช้สมอง” หรือ “มนุษย์ที่หวาดกลัวเกินกว่าจะยื่นนิ้วหัวแม่เท้าออกมานอกกรอบ” ว่าเป็นพวก “1+1=2” มันก็ทำให้เรารู้สึกเจ็บๆ เหมือนกันนะ

 

 

ก็ 1+1 มันเท่ากับ 2 จริงๆ นี่หว่า ผิดตรงไหนฟะ!

 

 

สงสารตัวเลขนะ อย่าใช้คำอุปมาที่โหดร้ายแบบนั้นเลย

(ว่าไปนั่น 5555+)

 

เราสังเกตว่าคนยุคนี้ บางทีก็มัวแต่เป็นห่วงว่าตนเองจะสูญเสียจินตนาการ เลยลืมนึกไปรึเปล่าหนะ ว่าบางทีจินตนาการก็สามารถปิดกั้นความคิดแบบตรรกะได้เช่นกัน

 

เคยเล่น “เกม 24” มั้ย

 

มันเป็นเกมที่เราแพ้ทุกครั้ง และไม่รู้สึกสนุกด้วยเลย แต่เราประทับใจคอนเซปท์ของมันมาก คือ --- เค้าว่ากันว่า เลข 24 เนี่ยเป็นเลขมหัศจรรย์ เพราะเป็นเลขที่เกิดจาก “อะไร” คูณกับ “อะไร” มากที่สุด ลองไล่ดูสิ 2x12,  3x8,  4x6 ตั้งหลายตัวแหนะ

 

วิธีเล่นก็คือมีเลขมาให้ 4 ตัว ใครคิดวิธีที่ทำให้มันเป็น 24 ได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ

 

เช่น

 

7 2 8 3

 

คำตอบก็คือ

8-2=6

7-3=4

แล้วก็ 4x6=24 คร้าฟฟ

 

 

หรือพวกแอดวานซ์อาจจะตอบว่า

3 ยกกำลัง 2 = 9

9+8+7 = 24 ก็ได้คร้าฟฟ ครีเอถีฟป๊ะหละ

 

เห็นมั้ยว่าเลขก็ครีเอถีฟกันได้

 

แต่ถ้าถามว่าเกมนี้ใช้จินตนาการแบบ 1+1=3 แบบพ่อแม่ลูก(และลูกแฝด) ข้างบนได้มั้ย

ก็ต้องตอบว่าไม่ได้เฟร้ยยย!

 

ไม่งั้นจะเป็นยังไงล่ะ เราจะขอจินตนาการว่า 7+8=24 ได้รึไง? เราจะจินตนาการว่า 2 กะ 3 เนี่ยหายไปเลยได้ไหม โดนโจรขโมยหายวับไปเลย?

 

มันจะโอเคเหรอ

 

มันก็มีลิมิตของมันอยู่นะ

 

ถ้าเล่นกับเพื่อนรับรองโดนด่าเละแน่ 5555+

 

 

C

เจ้านายเราเป็นอาจารย์สอนวิศวะไฟฟ้า จบดอกเตอร์จากญี่ปุ่น เค้าเล่าให้เราฟังเรื่องสมัยเอ็นท์ เป็นเรื่องที่เราฟังแล้วทึ่งมาก

 

คือ...มันไม่ได้มหัศจรรย์อะไรหรอก แต่ว่ามันกลับสมการทั้งหมดที่มีอยู่ในหัวเราเลย

 

ตอนเราเรียนอักษร บางทีเราก็ทุกข์ทรมาน เพราะเรารู้สึกว่าคำถามในข้อสอบมันเจาะทะลุเข้ามาในตัวเรา คำถามแต่ละคำถาม เราต้องเค้นเอาคำตอบที่อยู่ในตัวเราออกมา โดยเฉพาะเรื่องวรรณกรรมและการละคร เราเกลียดความรู้สึกที่ว่าเรากำลัง “มีส่วนร่วม” กับข้อสอบ เรารู้สึกเหมือนกับว่าอาจารย์จะมองเห็นตัวเราผ่านตัวหนังสือ ผ่านความคิดเห็นที่เราเขียนตอบไปในข้อสอบ นึกถึงแมกนีโต้กับชาร์ลส เซเวียร์ใน เอกซ์เม็น, ที่แมกนีโต้ต้องหาที่ครอบหัวมาใส่เพราะกลัวชาร์ลสจะอ่านใจได้, แบบนั้นเลย เราไม่อยากมีส่วนร่วมกับข้อสอบว้อยยย ตอนนั้นน่ะ เราคิดถึงข้อสอบกากบาท คิดถึงข้อสอบเลขกับฟิสิกส์จนจะบ้า

 

แต่ตอนเจ้านายเล่าให้ฟังน่ะ เค้าเล่าอย่างแฮปปี้มาก ว่า “ครูไม่ชอบข้อสอบสังคม อะไรก็ไม่รู้ครูจำไม่ได้ แต่ครูชอบข้อสอบเลข ทำแล้วมันสนุก เหมือนเรามีส่วนร่วมกับข้อสอบ”

 

หือ ว่าไงนะ รู้สึก “มีส่วนร่วม” กับข้อสอบคณิตศาสตร์?

 

คืออัลไลลล???

 

แต่ผ่านไปพักใหญ่ (มากๆ) มันก็ทำให้เข้าใจอะไรขึ้นมาน่ะนะ

 

ใช่แล้วล่ะ ความสนุกของคณิตศาสตร์ก็คงจะเหมือนเล่นเกมอย่างหนึ่ง คือการพยายามหาคำตอบของอะไรซักอย่างโดยใช้ตรรกะนั่นเอง

 

อ่ะคราวนี้ลองนึกถึงโคนันละกัน 555 โคนันมันจะต้องหาตัวคนร้ายจากพยานหลักฐานใช่มั้ยล่ะ (ถึงแม้ว่ามันจะเว่อร์ไปบ้างก็เถอะ) มันอาจจะใช้ความครีเอถีฟได้ แต่ก็ต้องอยู่บนพื้นฐานของเหตุผล ส ะ เ ห ม อ   เช่น เฮ้ยทำไมมีรอยเลือดอยู่บนเสื้อของรัน?? มันก็จะต้องคิดไว้ร้อยแปด แล้วค่อยๆ ตัดตัวเลือกออกตามตรรกะใช่มั้ย ไม่ใช่มาถึงก็จินตนาการเลย อ๋อ รันทำครัวอยู่ แล้วอยู่ดีๆ ก็มียูเอฟโอลอยมาชน โครม! แล้วมีดก็บาด -- - มันม่ายช่าย

 

 

D

ถ้าคณิตศาสตร์มันสอนอะไรเราได้ มันก็คงจะสอนให้เรา “เคารพเงื่อนไข”

 

ทำเลขมั่วไม่ได้ สิ่งที่กำหนดไว้ก็คือสิ่งที่กำหนดไว้ --- มันจะต้องตายตัวเสมอ --- เหมือนเกม 24, มันมีเงื่อนไขอยู่แล้วว่าเลขอะไรคูณกันได้อะไร จะมามั่วให้ 4x5 ได้ 24 เลยไม่ได้

 

กับงานบางอย่าง ความคิดแบบมีเงื่อนไขไม่ค่อยจำเป็นเท่าไหร่นัก เค้าอาจจะเน้นกันที่ความแปลกแหวกแนว ถ้าสมมุติเราทำงานศิลปะหรืองานครีเอทีฟ แล้วเรามัวแต่ 1+1=2 เราก็อาจจะตามไม่ทันอะไรเลย และอาจจะโดนเตะออกมาจากบริษัทได้ แต่กับงานอีกแบบนึง ความเคารพในเงื่อนไขมันกลับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ถ้าพลาดนิดเดียวอาจจะถึงตายได้เลย และบางทีคนที่ถนัดงานสายอื่น ก็จะไม่เข้าใจ และอาจจะดูถูกว่าเป็นพวก “อยู่ในกรอบ” ที่ "น่าเบื่อ"

 

ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วมันอาจจะไม่ใช่ก็ได้

 

ทั้งๆ ที่ความจริงพวกเขาอาจจะกำลังสนุก เหมือนกำลังเล่นเกม 24 อยู่ก็ได้นะ!

 

 

 

เออ ดราม่าไปงั้นแหละ 5555

 

ความจริงถ้าจะให้สรุปจริงๆ ก็คือ อยากจะบอกว่า

 

พวกที่คิดว่า 1+1=3 หรือ 4 หรือ 5 น่ะ อย่าดูถูกพวก 1+1=2 ได้ไหม

ความจริงมันก็ถูกทั้งคู่นั่นแหละ

 

 

 

 

 

แฟนเก่าของผม กับคริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์ 

 

1

ใครจะไปคิดว่าจะเจอแฟนเก่าตอนไปกดกริ่งหน้าบ้านผู้ชายคนอื่น จริงไหม และแน่นอนว่าแฟนเก่าของผมไม่ได้คาดคิดเลย ถึงเธอจะรู้ว่าผมกับผู้ชายคนนั้นเป็นเพื่อนกันก็ตาม เธอคงจะตกใจมาก เมื่อเธอกดกริ่งบ้านเขา แล้วผมเปิดประตูออกมา

 

น้องอ้อมเบิกตากว้าง หลังจากชะงักไปหน่อย เธอก็กวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

               

ผมเองก็ยังไม่ทันตั้งสติ แต่ปากก็พูดไปตามสัญชาตญาณเก่าก่อน และไม่ลืมที่จะประดับรอยยิ้มยียวน

 

“อ้าว เป็นไง ยอมแพ้แล้วใช่มั้ยเนี่ย”

 

“ไม่ใช่เรื่องของพี่” ผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นตอบห้วนๆ เหมือนเช่นที่ผมคุ้นเคย และทันทีที่ได้ยินเสียง ความรู้สึกบางอย่างก็เข้ามาเกาะกุมหัวใจของผม ...ความรู้สึกบางอย่างที่เป็นหมอกเมฆสีเทาและมีกลิ่นหอมจางๆ... ผมอดไม่ได้ที่จะจ้องมองเธอ หนึ่งปีที่ไม่ได้เจอกัน เธอแทบจะไม่เปลี่ยนไปเลย... ผู้หญิงตัวเล็กที่เตี้ยกว่าผมสักศอกหนึ่งเห็นจะได้ แต่มีประกายตาแน่วนิ่ง และหมัดแหลมที่เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ผู้หญิงตัวเล็กที่มีผมสั้นๆ หยิกๆ ชี้ไปทุกทิศทาง และโปรดปรานเสื้อยืด เข็มขัดหนัง และกางเกงขาพองๆ หลวมๆ ที่มียางยืดใต้หัวเข่า ชุดที่เธอใส่วันนี้ผมก็จำได้ ไอ้กางเกงสีช็อกโกแลตมีรอยเย็บแปลกๆ กับเสื้อสีขาวว่างเปล่าตัวนี้ ...นี่เธอไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลยเหรอ

 

แต่ก็มีบางอย่างที่แปลกตา ...แผลเล็กๆ สดใหม่ที่ข้างแก้ม ไปโดนอะไรมานะ?

 

“คุณแสง...อยู่มั้ย” เธอถามหลังจากเกิดความเงียบขึ้นนานเกินจำเป็น ผมผลักไสไล่ส่งความทรงจำทั้งหลายออกไป และบังคับรอยยิ้มให้กว้างขึ้นข้างละหนึ่งเซนติเมตร

               

“นี่มาหาคุณแสงจริงๆ เหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อ”

               

เธอจ้องผมเขม็ง สอดมือขวาเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ผมเห็นเธอทำเช่นนั้นก็เตรียมชักเท้าถอย แต่ก็ยั้งตัวเองเอาไว้ได้ ผมดึงรอยยิ้มยียวนกลับมาประดับใหม่ ราวกับมันเป็นหนวดชุดที่สองของผม

               

“เอาแต่ ‘ตัว’ คุณแสงเหรอ หรือจะเอา ‘อย่างอื่น’ ของเขาด้วย”

               

คราวนี้เธอกัดฟันแน่น มีแสงแดงๆ วาบออกมาจากกระเป๋ากางเกงข้างที่เธอซุกมืออยู่ อยู่ดีๆ อากาศก็ร้อนขึ้นทันตาเห็น ผมรีบยกมือสองข้างขึ้นทำท่ายอมจำนน “โอเคๆ ใจเย็น เดี๋ยวผมไปตามแสงให้ อย่าถล่มอะไรนะ” ผมหันหลังจะกลับเข้าไปในบ้าน แต่เสียงแผ่วๆ ของน้องอ้อมรั้งผมเอาไว้ ...ยังพูดจาแข็งๆ เหมือนเคย แต่คราวนี้ปิดความเสียใจไว้ไม่มิด

               

“เราเคยถล่มอะไรด้วยเหรอ”

               

ผมนิ่งอึ้ง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมต้อนรับทุกคนด้วยประโยคนี้จนกลายเป็นคำพูดติดปากไปแล้ว ‘ลูกค้า’ ที่มาที่นี่มักจะมีแนวโน้มชอบถล่มอะไรต่อมิอะไรอยู่เสมอ ผมลืมไปเสียสนิทว่าเธอเป็นข้อยกเว้น ลืมไปสนิทว่านั่นเป็นสิ่งที่เธอภาคภูมิใจ เป็น ‘เกียรติยศศักดิ์ศรี’ ของเธอ

               

...เธอจะไม่มีวันถล่มอะไรเพื่อขัดขวางใคร ถ้าไม่ให้เธอจัดการแบบเงียบๆ เธอก็จะไม่ทำ...

               

คลื่นความทรงจำฉุดรั้งข้อเท้าและหัวเข่าจนก้าวไม่ออก กำแพงบางอย่างในตัวผมกำลังพังทลาย ผมรู้ว่ามันจะคืบคลานขึ้นมาถึงคอหอยและต่อมน้ำตา ถ้าไม่รีบระบายออกเสียตั้งแต่ตอนนี้

               

“เออ รู้แล้วน่า ไม่เคยหรอก, ...ขอโทษ”

  

 

2

น้องอ้อมเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง อาจจะเข้มแข็งกว่าผมด้วยซ้ำในหลายๆ กรณี ประโยคแรกที่เธอแนะนำตัวกับผมสมัยเป็นนักศึกษาใหม่นั้น เป็นสิ่งที่ผมยังจำติดหูจนทุกวันนี้ และเป็นสิ่งที่บอกความเป็นตัวตนของเธอได้ชัดเจนที่สุด ผมอยากจะคารวะผู้เฒ่าที่ตั้งสมญานามให้เธอเสียจริงๆ ช่างหยั่งรู้ดีแท้

               

เธอบอกผม, “ศิลา, ยินดีที่ได้รู้จัก”

               

ในวันนั้น ผมจ้องมองความแน่วแน่ในดวงตาของเธอ และรู้สึกว่า เธออาจจะเป็นส่วนที่ขาดหายในชีวิตของผมก็เป็นได้ ผม, ผู้มีสมญาที่โคตรจะตรงเผงเช่นกัน (อย่ารู้เลย ชื่อมันเชยบรรลัย) ผมคือความมืด ผมเป็นปีศาจ ผมเป็นเงา เป็นทั้งมนตราและคำสาป เป็นผู้ที่ทรงพลังที่สุดในห้วงนิทรา แต่ในขณะเดียวกันผมก็เป็นความลวงและความปรวนแปร 

               

ในกระเป๋าสตางค์ของผมยังมีภาพภาพหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ถูกพลิกกลับด้านไว้ เพื่อนคนหนึ่งเป็นคนแอบถ่ายตอนเราไปเที่ยวทะเล ไอ้เพื่อนผู้หวังดีคนนั้นอัดรูปมาให้ และเขียนสลักหลังไว้ว่า “แด่คู่ซี้สุดโหด ขอให้ได้กันเร็วๆ” ผมดูทีไรก็ขำทุกที มันเป็นภาพที่น้องอ้อมอยู่ในฉากหน้า กำลังม้วนแขนเสื้อขึ้น ขมวดคิ้วเพราะแสงแยงตา ท่าทางโหดๆ โดยไม่ได้ตั้งใจของเธอ ประกอบกับร่างเล็กๆ และผมหยิกๆ สั้นๆ ทำให้เธอดูเหมือนเด็กอันธพาลเหลือขอ ส่วนผมเหรอ...ผมก็ยืนทำเท่หนวดครึ้ม จับแว่นดันกลับจมูกอยู่เป็นฉากหลังนั่นไง

               

บางคนที่รู้จักกันผิวเผินบอกว่าเราสองคนเหมือนกันมาก จนกระทั่ง หนึ่ง, น่าจะเข้ากันได้ดี หรือ สอง, ไม่น่าจะเข้ากันได้เลย แต่เราก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่ ความจริงเราสองคนต่างกันมากจนเกือบจะตรงข้ามกัน แต่ตัวเลือกก็ยังเหมือนเดิม เราน่าจะเข้ากันได้ดี หรือไม่ก็ ...ไม่น่าจะเข้ากันได้เลย

               

ผมอยากจะเล่าให้คุณฟังว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างผมกับเธอ แต่ว่า...ผมอาจจะไม่เล่าก็ได้ แล้วคุณก็จะไม่มีวันรู้ นั่นเป็นเพราะว่า ผ ม เ อ ง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงแต่ว่า ‘สงคราม’ ทำให้รอยร้าวของเราขยายกว้างจนเกินเยียวยา

               

ถ้าผมต้องเล่าให้เด็กสักคนฟัง ผมอาจจะเล่าว่า เกิดสงครามระหว่างหมาป่ากับเสือ เธอเข้าข้างเสือ ส่วนผมเข้าข้างแกะ

               

เออ แล้วไอ้แกะเนี่ยมันมาจากไหน?

               

เอาใหม่,

               

ผมอาจจะเล่าว่า เกิดสงครามระหว่างหมาป่ากับเสือ เธอเกิดมาเป็นเสือ จึงจำเป็นต้องเข้าข้างเสือ เพราะหัวหน้าแห่งเสือทั้งมวลบอกว่า เสือต้องทำสงครามกับหมาป่าเพื่อปกป้องแกะ เธอศรัทธาในเกียรติยศนั้น ส่วนผมก็เกิดมาเป็นเสือเช่นกัน แต่ผมมองเห็น (ซึ่งอาจจะเห็นผิดก็ได้) ว่าหัวหน้าแห่งเสือและหัวหน้าแห่งหมาป่าล้วนบ้าคลั่งและปลิ้นปล้อน ผมจึงถอดเขี้ยวเล็บ ย้อมขนเป็นสีขาว, ดัดให้ปุยๆ สักหน่อย, แล้วทำตัวเนียนกลายเป็นแกะไป

               

คุณคงพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหม

               

ส่วนคนที่ชื่อแสงนั้น มันเป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็กของผม เป็นคู่รักคู่แค้นในวัยคะนอง เป็นหนี้ชีวิตผมหนึ่งครั้ง ในขณะที่ผมเป็นหนี้ชีวิตมันสองครั้ง เป็นเจ้าของคลินิกถอดเขี้ยวเล็บเสือ - - เปลี่ยนเสือให้กลายเป็นแกะ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นหัวหน้าแห่ง ‘แกะเนียน’

               

ผมบอกนายแสงสั้นๆ ว่าใครมา ด้วยมาดเคร่งขรึมแบบที่บุรุษพึงกระทำ แต่ไอ้แสง จ้าวแห่งแกะเนียน แทบจะกระโดดลงจากเตียงด้วยความตื่นเต้น ทำเอาหน้ามืดเข่าทรุดต้องลงไปนั่งกับพื้น หมอนี่มันเป็นโรคอะไรสักอย่างภายในลมปราณของมัน ต้องล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เรื่อยราวกับคนชรา

               

แต่นอกเหนือไปจากเรื่องราวอื่นๆ ที่เราอาจจะเข้ากันบ้างไม่เข้ากันบ้าง เขาเป็นคนเดียวที่เชียร์ผมกับน้องอ้อมสุดใจขาดดิ้น ทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอหน้าเธอเลย เขาบอกว่าเราสองคนเหมือนตัวละครอะไรซักอย่างในตำนานที่เขาอ่านเจอ

               

แต่ช่างมันเถอะ ผมลืมไปแล้ว

               

“เชี่ย...” ไอ้แสงนวดหัวเข่าอยู่บนพื้นข้างเตียง เสยผมยาวๆ ของมัน แล้วเงยหน้าขึ้นมองผม ปั้นหน้าจริงจัง “แล้วน้องเค้ามาหามึง...หรือมาหากู?”

 

 

 3

ผมให้เวลาไอ้แสงใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย และตระเตรียมอะไรๆ ความจริงผมยังไม่อยากลงมาเลย ผมไม่รู้จะเริ่มยังไง ผมกำลังจะบอกว่า ผมไม่อยากเจอเธอ แต่พอมองลงมาจากบันได เห็นเธอยังนั่งอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน หันหลังให้ผม จ้องตากับฟ้าครึ้มฝนและสายลมหวีดหวิว ผมก็รู้ตัวว่าผมคิดถึงเธอมากจริงๆ

               

ยามเย็นในฤดูมรสุมมักจะทำให้คนเราไม่สบายใจอยู่ลึกๆ แม้แสงแดดจะเมตตา แต่เมฆดำอวบอ้วนก็คืบคลานเหมือนลางร้าย มันก็น่าสงสัยนะ ...เมฆดำขนาดนั้น เหตุใดเมื่อบิดตัวลงมาจึงกลายเป็นน้ำใสๆ?

               

แต่บางทีคำตอบมันก็ง่ายมาก

               

ก็ความเศร้าสีเทา แต่น้ำตาใสๆ ยังไงหละ

               

แหม่

               

ผมมองตามเธอออกไปนอกบ้าน มองต้นไม้น้อยใหญ่ในกระถางที่กำลังส่ายไหวตามแรงลม มองบ่อปลาขอบหินที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ไปจนถึงประตูรั้วบ้านที่เปิดอ้าอยู่ - - มันไม่ได้ปิดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว บ้านของไอ้แสงเป็นบ้านเล็กๆ กลางซอยที่ดูไม่สลักสำคัญอะไรนัก มีแต่ต้นไม้และบ่อปลาและต้นไม้ แต่จริงๆ แล้วผมก็รู้ว่าบ้านมันเป็นบ้านที่จงใจให้ดูไม่สำคัญ และจงใจตกแต่งอย่างไร้สีสัน ประตูรั้วทาสีขาว ทางเดินโรยกรวดหินดินทรายตามธรรมชาติของมัน และต้นไม้ทุกต้นในกระถางล้วนแต่เป็นไม้ใบ แม้แต่โกสนยังเลือกโกสนเขียว และเฟื่องฟ้าดอกขาว ปลาในบ่อก็เป็นสีจืดๆ เช่นกัน ผมยังจำได้ว่าวันแรกที่มาบ้าน ผมล้อมันว่าทำไมไม่ซื้อปลาสีเขียว มันหัวเราะชอบอกชอบใจใหญ่ หมอนี่แม่งบ้าจริงๆ

 

ฝนเริ่มตก ลมแรงสาดละอองฝนเข้ามาในบ้าน แต่น้องอ้อมยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง ไม่อยากจะยอมรับเลยนะ แต่ผมก็เป็นห่วงเธออยู่เหมือนกัน อากาศก็ไม่ใช่จะไม่หนาว...

               

ผมเดินไปจนจะถึงตัวเธออยู่แล้ว แต่เธอก็ยังไม่รู้สึก ผมจึงจำต้องส่งเสียงแสดงตัว

               

“ไม่เข้ามาข้างในก่อนเหรอ หือ?”

               

คราวนี้เธอรู้ตัวแน่ แต่ยังไม่หันมา เธอกำวัตถุที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงราวกับพยายามควบคุมอารมณ์ ผมพยายามคิดหาคำพูด

               

“เข้ามา เร็วๆ” แต่แล้วปากเจ้ากรรมก็ทรยศผม “คิดว่าเป็น ‘ฮีโร่’ แล้วจะไม่เป็นหวัดเหรอไง”

               

คำว่า ‘ฮีโร่’ คงจะแทงใจเธอเข้าอย่างจัง ผมเห็นเธอปล่อยมือจากวัตถุในกระเป๋ากางเกง รู้ตัวอีกที เธอก็คว้าคอเสื้อผมด้วยสองมือ กระแทกผมชนผนังทั้งหัวและตัว สารภาพเลยว่าผมเห็นดาว

               

“คิดว่าตลกมากเหรอ!” เธอตวาด “พี่มันก็แค่ไอ้...ไอ้… ไอ้ตีนวิเศษ!”

               

คุณอาจจะคิดว่าเธอน่ารัก ขนาดด่าผมยังพูดติดอ่าง แต่มันไม่ใช่ว่ะ ผมช็อคมากที่เธอกล้าเรียกผมด้วยคำนั้น คำที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตหลังจากที่ได้เอ่ยมันออกมา ไม่มีเลย ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่าวันหนึ่งมันจะหลุดจากปากเธอ อะไรบางอย่างพลุ่งพล่านอยู่ในสายเลือดของผม คงจะเป็นความคั่งแค้นต่อบรรพชนที่สะสมมาทั้งชีวิต ผมลืมตัว ผมผลักเธอออกอย่างแรงจนเธอล้มกระแทกพื้น แต่เธอก็โซเซลุกขึ้น กำหมัดสู้ ผมแน่ใจว่าผมกำลังจะด่าเธออย่างเจ็บแสบ แต่ปรากฏว่าผมโกรธมากจนคิดคำพูดไม่ออก วินาทีถัดมา กำปั้นของเธอก็พุ่งเข้าหา ผมเบี่ยงหลบและจับไหล่เธอกระแทกกำแพงบ้าง การต่อสู้ทั้งหมดดูเหมือนจะเกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ ขณะที่ถ้อยคำไม่ปะติดปะต่อระเบิดเปรี้ยงปร้างอยู่ในหัว

               

“เฮ้ย!” เสียงหนึ่งร้องมาจากทางบันได “เฮ้ย! ทำอะไรกันน่ะ!” เสียงนั้นแม้จะมีแววขำขันอยู่นิดๆ แต่ก็ฟังดูวิตกกังวลอยู่เหมือนกัน มีเสียงฝีเท้าลงบันไดมาอย่างเร่งรีบ ผมรีบปล่อยมือจากอ้อม ไม่กล้ามองหน้าเธอ ขณะที่นายแสงเดินเข้ามาในขอบเขตสายตา

               

มันหวีเผ้าผมเรียบร้อย ไม่เหลือเค้าของคนเพิ่งลุกจากเตียง และแน่นอนว่ามันต้องสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว สีที่มันโปรดปราน และสวมทับด้วยเสื้อกั๊กไหมพรม ด้วยความที่มันไว้ผมยาว และมีผมม้าปรกตาไว้ทำซากอะไรสักอย่าง และมีมาดของความรอบรู้และเป็นผู้ดีเกินจำเป็น ใครเห็นมันครั้งแรกจึงมักจะนึกถึงภาพสะท้อนในวัยเยาว์ของแกนดัลฟ์ ซารูมาน ดัมเบิลดอร์และเมอร์ลิน ทั้งหมดนั่นรวมๆ กันนั่นแหละ และอย่าคิดว่ามันไม่ถือไม้เท้านะ... มันถือว่ะ ได้โปรดเถอะ ถือไม้เท้าทั้งๆ ที่อายุยี่สิบสองเนี่ยแหละ ด้วยข้ออ้างโรคประจำตัวอะไรนั่นของมันไง

               

มันมองเราสองคนกลับไปกลับมา ถามยิ้มๆ “จะเคลียร์ก่อนหรือเคลียร์ทีหลัง”

               

ผมทำเป็นหัวเราะ “ไม่มีอะไร แค่สนุกกันเฉยๆ”

               

น้องอ้อมทำเสียง “หึ” ในลำคอ เธอก้าวออกมาข้างหน้า แต่แล้วผมก็เห็นเธอกัดฟัน มือกดสะโพกตรงที่กระแทกพื้น

               

ความรู้สึกผิดแปลบปลาบอยู่ในใจผม แย่แล้ว อะไรหักรึเปล่านี่... แต่แล้วความเป็นห่วงเป็นใยทั้งหมดก็หายวับไปเมื่อนายแสงยื่นมือเข้าไปประคองเธอ

               

ไอ้สัส...

               

“เป็นไรรึเปล่าครับ” มันถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่น้องอ้อมยังคงนิ่งและเงียบกริบ พยายามหาจังหวะท่ายืน นี่แหละน้องอ้อมของผม ศิลาแห่งแดนใต้ ดาวรุ่งในกองทัพที่กระโดดข้ามหัวนายพลมานับไม่ถ้วน แต่ถ้าให้เธอเล่าเธอคงเล่าด้วยเสียงนิ่งๆ ว่า “เราไม่ได้กระโดด เราเดินผ่านเขามาเฉยๆ” เออเอาเถอะ แต่ก็เนี่ยแหละ เธอไม่ชอบให้ใครคิดว่าเธออ่อนแอ

               

“ไหวนะครับ” ไอ้แสงถามซ้ำ มองสำรวจตัวเธอ ราวกับมองหาบาดแผลที่ผมเป็นคนทำ

               

อ้อมพยักหน้า ค่อยๆ ปล่อยมือจากตรงที่เจ็บ “ไม่เป็นไร ขอบคุณค่ะ”

               

“เอ่อ...ผมแสงนะครับ” มันแนะนำตัว ก้มหัวให้เล็กน้อย

               

น้องอ้อมมองแสงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็คลี่ยิ้มบางๆ “ศิลา, ยินดีที่ได้รู้จัก”

               

แสงพยักหน้า ทั้งสองจับมือกัน จากนั้นฟ้าก็ผ่าเปรี้ยง แล้วฝนห่าใหญ่ก็สาดเทลงมา ในหูของผมเต็มไปด้วยเสียงโครมครามของน้ำฝน และเสียงสะท้อนของอดีตอันแสนไกล

               

ผมไม่ทันสังเกตว่านายแสงบอกให้อ้อมเข้าไปรอในห้องนั่งเล่น ผมสะดุ้งเฮือกตอนมันตบบ่าผม บอกว่า “หัวมึงน่ะ” แล้วก็เดินหายเข้าไปข้างใน

               

ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร หัวกูเหรอ? ผมเลยลองจับหัวตัวเองดู เออว่ะ เจ็บว่ะ พอดูมือตัวเองก็เห็นมีเลือดเข้มๆ ติดนิ้วกลับมา จากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกว่ามีของเหลวอุ่นๆ ไหลจากแผลที่หัว ผ่านท้ายทอย เข้าไปในปกเสื้อด้านหลัง

               

“เฮ้ยยย...”

 

 

4

ถ้าจะให้ขยายความสงคราม หมาป่า-เสือ-แกะ ในอุปมาของผมนั้น ผมคงต้องเริ่มต้นด้วยความแตกต่างระหว่าง หมาป่า-เสือ-แกะ เสียก่อน - - ความจริงหมาป่ากับเสือนั้นเป็นประชากรประเภทเดียวกัน คือประชากรผู้มีพลังพิเศษ บางคนมีพลังอยู่ในสายเลือด สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ บางคนสามารถฝึกฝนตนเองให้มีพลังได้ บางคนได้รับมอบพลังจากคนอื่นผ่านพิธีเวทศักดิ์สิทธิ์ บางคนได้ครอบครองอาวุธในตำนาน หรือบางคนเกิดผ่าเหล่า อยู่ดีๆ ก็มีพลังขึ้นมาซะเฉยๆ แต่วิธีที่ป๊อปปูลาร์มากที่สุดในการ-ได้-มา-ซึ่ง-พลัง ก็คือการพยายามพิชิต ‘อัญมณี’ ซึ่งอัญมณีแต่ละชิ้นก็มีพลังเฉพาะของตนเอง

               

การแย่งชิงอัญมณีเกิดเป็นสงครามน้อยใหญ่นับครั้งไม่ถ้วนมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของเรา และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ สงครามครั้งยิ่งใหญ่ก็ระเบิดขึ้น เมื่อมีผู้ค้นพบซากปรักหักพังของวิหารศักดิ์สิทธิ์ตรงรอยต่อชายแดนรัฐแห่งเสือและรัฐแห่งหมาป่าพอดิบพอดี เจ้าวิหารนี้ตั้งอยู่บนภูเขา คร่อมสันปันน้ำ พื้นที่ของวิหารอยู่บนทั้งสองรัฐ ฝั่งละครึ่ง ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่ตารางนิ้ว และไม่สามารถโต้แย้งเป็นอื่นได้นอกจากจะต้องทำสงครามแย่งชิงเท่านั้น - - แล้วทำไมพวกเราถึงอยากครอบครองวิหารนี้เสียเหลือเกิน? คำตอบก็คือ เขา-ว่ากันว่า-มีสุดยอดอัญมณีในตำนานที่สามารถเพิ่มพลังให้ผู้ครอบครองได้ 1,001 เท่าสถิตอยู่ในวิหารนั้นนั่นเอง

               

ส่วนประชากรที่เป็น ‘แกะ’ ในอุปมาของผมนั้น คือประชากรที่ไม่ได้มีพลังวิเศษอันใด เป็นประชากรที่เกิดมาพร้อมกับหนึ่งสมองและสองมือ และจำต้องกลายเป็นประชากรใต้ปกครองในรัฐเสือและรัฐหมาป่าไปโดยปริยาย

               

เสือและหมาป่า สามารถเพิ่มพลังตนเองอย่างไรและเมื่อไหร่ก็ได้ และพลังใหม่ที่ได้รับมา ก็จะไปรวมกันกับพลังที่มีอยู่เดิม - - อย่าง...น้องที่ผมรู้จักอยู่คนหนึ่ง เกิดมาพร้อมกับพลังไฟฟ้าที่ได้รับการสืบทอดมาจากพ่อของมัน แล้วพอปีกกล้าขาแข็ง มันก็ดันไปเสาะหาคริสตัลไฟฟ้าจนเจอ ทีนี้จากที่มันสามารถช็อตนู่นช็อตนี่เท่ๆ พอได้คริสตัลไฟฟ้ามาทีนี้ก็เมพเลยครับ สามารถเรียกได้แม้กระทั่งพายุประจุไฟฟ้าขนาดเท่าภูเขา ผมไม่กล้าเตะตูดมันอีกเลย

               

หรืออย่างเพื่อนอีกคน เธอมีพลังที่สามารถทำให้ดอกไม้บาน ผมกับแสงชอบแกล้งเธอบ่อยๆ ตอนอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เพราะเธอชอบแอบเข้าไปในสวนของชาวบ้าน และ ‘พูดคุย’ กับดอกไม้ แต่พอมาเจอกันอีกทีเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมก็พบว่าเธอกลายเป็นคุณหมอมือหนึ่ง เนื่องจากเธอสามารถพิชิตไข่มุกสีชมพูอันหนึ่งได้ และมันได้มอบพลังในการเยียวยารักษาให้กับเธอ ทายสิว่าเธอใช้อะไรผสมพลังเวทเป็นยาให้คนไข้กิน - - เดาไม่ยากเลยใช่ไหม ก็พวกดอกไม้ที่เธอชอบไปกระซิบขอให้มันบานนั่นเอง

               

หรืออย่างนายแสง มันเกิดมาพร้อมพลังเล่นแร่แปรธาตุ แต่มันเป็นนักแปรธาตุแบบกลับสมการ คือแทนที่มันจะสามารถเปลี่ยนเหล็กให้เป็นทอง มันดันเปลี่ยนทองให้เป็นเหล็ก ไม่แปลกใจเลยที่มันจะโดนเตะออกจากบ้าน... และสมัยที่เรายังร่อนเร่พเนจรกันตอนปิดเทอม ผมกับมันเกิดไปเจอผลึกพิสดารเข้าให้ ผลึกสีน้ำตาลอ่อนใสน่าทะนุถนอม แต่ตอนนั้นผมกำลังเอือมระอากับพลังของตัวเองเต็มทน ไม่ อยากจะลุ้นว่าไอ้ผลึกอันนี้เมื่อรวมกับตัวผมแล้วจะกลายเป็นอะไร นายแสงจึงได้ครอบครองผลึกอันนั้นแต่เพียงผู้เดียว และปรากฏว่ามันคือคริสตัล ‘น้ำตาล’ ว่ะ นายแสงเลยสามารถเปลี่ยนทองให้เป็นเหล็ก และเปลี่ยนเหล็กให้เป็นน้ำตาลหวานๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันเคยผลิตน้ำตาลขายเป็นอาชีพเสริม และมาเรียนทุกเช้าด้วยสภาพซีดเป็นศพเพราะถูกคริสตัลน้ำตาลแย่งพลังชีวิต แต่ปัญหาก็คือเหล็กมันแพงกว่าน้ำตาล มันก็เลยขาดทุนว่ะครับ ไม่แปลกใจเลย

               

ส่วนน้องอ้อมของผม เธอสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ตามใจปรารถนา แต่มีเงื่อนไขว่าวัตถุชิ้นนั้นจะต้องกำเนิดมาจากหิน ดิน ทราย เธอเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ เธอสามารถออกคำสั่งให้โต๊ะหินหนักๆ ลอยขึ้นจากพื้นได้ แต่หมอนอ้วนๆ อันหนึ่งกลับอยู่นิ่งไม่ไหวติง เธอจึงคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ จึงพยายามฝึกฝนออกคำสั่งหมอนชนิดต่างๆ เป็นการใหญ่ แล้วพอโตขึ้นมาอีกนิด เธอก็สามารถพิชิตทับทิมแห่งไฟได้ เธอจึงมีอำนาจหลอมหินและดินให้เป็นลาวา หลอมทรายให้เป็นแก้ว และสามารถสอดไฟเข้าไปในก้อนหิน เอาไปวางไว้ใกล้ๆ เป้าหมาย และสั่งการให้มันระเบิดเมื่อไหร่ก็ได้ บางทีเธอก็สามารถจุดไฟขึ้นมาจากความว่างเปล่า หรือหลอมอะไรต่อมิอะไรได้เหมือนกัน.... โหดจริงๆ ...แล้วตัวของเธอก็ทนความร้อนเสียด้วย ครั้งหนึ่งตอนผมหัดทำอาหาร เธอเดินเข้ามาในครัว แล้วก็มาหยิบหมูทอดจากในกระทะที่น้ำมันเดือดพล่าน ผมลืมตัวร้องห้ามเสียงหลง แต่เธอกลับเอาเข้าปากเคี้ยวอย่างหน้าตายสิ้นดี แล้วยังมีหน้ามาวิจารณ์รสชาติของมันอีก...

               

นี่แหละน้าน้องอ้อมของผม...

               

ส่วนพลังของผมนั้นอย่ารู้เลย ผมไม่อยากพูดถึงจริงๆ

 

 

5

ผมเอาผ้าขนหนูเก่าๆ กดแผลตรงท้ายทอยไว้ขณะเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากโต๊ะเตี้ยๆ กับเบาะนั่งสี่ห้าอัน แล้วภาพที่ผมเห็นก็ทำให้ผมเดือดพล่านเหมือนต้มยำหม้อไฟ

               

น้องอ้อมกับไอ้แสงยืนอยู่กลางห้อง ด้วยระยะห่างที่ใกล้กันเกินจำเป็น และดูเหมือนกำลังล้วงอะไรกัน - - ไม่, ไม่ว่ะ ผมตาฝาด น้องอ้อมกำลังเอาอัญมณีของเธอให้นายแสงดูต่างหาก ถึงว่าสินะ ฝนตกแล้วทำไมอากาศยังร้อนๆ ชอบกล

 

...คนทั่วไปเมื่อได้ครอบครองอัญมณี ร้อยทั้งร้อยจะต้องเอามาคล้องคอแนบอก จะมียกเว้นก็พวกที่นำมาติดไว้บนอาวุธประจำกาย แต่น้องอ้อมของผม เธอเอาโซ่เส้นใหญ่คล้องทับทิมแห่งไฟของเธอติดกับเข็มขัดราวกับเป็นกุญแจบ้าน เห็นครั้งแรกผมขำจะเป็นจะตาย แต่พอเห็นการใช้งานจริงแล้วผมก็ไม่ขำอีกต่อไป ...ท่าที่เธอล้วงอัญมณีจากกระเป๋ามากำไว้ด้วยมือขวาและตั้งท่าโจมตีจากมุมต่ำนั้นดูทะมัดทะแมง เข้าท่ากว่าพวกคล้องคอเป็นไหนๆ

               

พูดถึงตรงนี้ เรื่องความประหลาดก็เป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เรามีเหมือนกัน และอาจจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเราสองคนเข้าหากันก็เป็นได้ คุณคงเดาได้ใช่ไหมว่ารอยสักมนตราของผมอยู่บนอวัยวะส่วนใดของร่างกาย, ใบ้ให้ก็ได้, ดูจากคำต้องห้ามที่น้องอ้อมใช้ด่าผมไปเมื่อกี้นั่นไง

               

ผมเห็นนายแสงลูบคลำทับทิมไฟของอ้อม เขากระซิบกระซาบอะไรกับเธอ แล้วเธอก็พยักหน้า ไอ้ท่าทางทำตัวเป็นบุรุษผู้อ่อนโยนและแสนจะรอบรู้แบบนั้นทำให้สาวๆ หลงมันมานักต่อนัก น้องอ้อมคงไม่รู้หรอกว่าไอ้หมอนี่น่ะจอมวายร้ายเลยทีเดียว ผมอดไม่ได้ ต้องส่งเสียงบอกว่าผมเข้ามา

               

น้องอ้อมสะดุ้ง รีบก้าวถอยจากนายแสง แต่โซ่ของเธอยังคงผูกติดกับเขาไว้เพราะเขาไม่ได้ปล่อยมือจากทับทิมของเธอ ไอ้นายแสงนั่นดูท่าทางจะไม่รู้สึกอะไร มันหันมาส่งยิ้มให้ผม ถามว่า “อ้าว มาแล้วเหรอ” ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกที่มันจะทำตัวใกล้ชิดกับแฟนเก่าของเพื่อนขนาดนั้น

               

น้องอ้อมมองผมตาค้างเมื่อเห็นผ้าขนหนูเปื้อนเลือด เธอทำท่าเหมือนจะถามอะไร แต่แล้วเธอก็กัดปาก เบือนหน้าหนี ผมแทบจะเห็นกลไกในสมองของเธอสั่งปิดตัวเองจากความกรุณาทั้งปวง ความสามารถนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยอิจฉา แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมอยากจะจับตัวเธอเขย่าแรงๆ ให้สมองหยุดทำงาน ผมจะได้เห็นหน้าเธอชัดๆ ซะที

               

ผมอยากรู้จริงๆ ว่าจริงๆ แล้ว...

 

เธอน่ะยังคง...?

 

 

6

เมื่อเรานั่งลงรอบโต๊ะกลมเตี้ยๆ ตัวนั้น แสงก็เริ่มกระบวนการซักประวัติของเขา เขาบอกว่าเส้นทางที่เธอกำลังจะเลือกต่อไปนี้เป็นเส้นทางที่ไม่มีวันย้อนกลับ เธอจะต้องตอบคำถามเขาอย่างละเอียด เพราะเขาต้องการจะรู้เหตุผลที่แท้จริงของเธอ และหลังจากนี้เขาก็อาจจะทดสอบว่าเธอเข้มแข็งพอหรือไม่สำหรับเส้นทางสายนี้ เพราะเขาไม่อยากให้เธอต้องเสียใจภายหลัง... ผมฟังประโยคเริ่มของนายแสงมาหลายครั้งจนชินชา แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ผมถึงรู้สึกไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ผม...กระวนกระวาย ราวกับเป็นตัวผมเองที่กำลังจะถูกซักไซ้ไล่เรียง

               

อาจจะถึงเวลาแนะนำสมาคมลับของผมกับนายแสงแล้ว คุณคงทราบแล้วใช่ไหมว่าโลกของเราเต็มไปด้วยอัญมณี แต่ในโลกที่อัญมณีห่าเหวอะไรก็มีพลังเวทไปซะหมดนั้น สิ่งที่มีอำนาจที่สุดกลับเป็นคริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์ เนื่องจากเจ้าคริสตัลใสๆ ธรรมดาๆ นี้ กลับมีอำนาจลบล้างเวทมนตร์และพลังทุกประเภททั้งหมดทั้งมวล แค่เพียงประชากรเสือหรือประชากรหมาป่าได้สัมผัสมันเท่านั้น การลบล้างสะอาดเกลี้ยงเกลาและไม่มีวันย้อนกลับ ไม่ว่าจะมีพลังเวล 11 หรือ 99 เป็นจอมทัพใหญ่คับฟ้า หรือเคยพิชิตอัญมณีมาได้ยี่สิบเจ็ดอันก็ตาม แตะต้องคริสตัลใสๆ ธรรมดาๆ เมื่อไหร่ ก็จะกลายเป็น ‘แกะ’ เมื่อนั้น

               

นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเจ้าคริสตัลใสๆ ไม่มีเวทมนตร์อันใดนี้จึงกินพื้นที่เกินหนึ่งในสามของประวัติศาสตร์คาบสมุทร คงเดาได้ไม่ยากว่ามันทรงพลานุภาพแค่ไหนเมื่ออยู่ในความครอบครองของแกะผู้มีเพียงหนึ่งสมองสองมือ มันกลายเป็นอำนาจข่มขู่ต่อรองที่มีประสิทธิภาพอย่างร้ายกาจ แค่แกะคนหนึ่งขู่ว่าจะแอบเอาคริสตัลไปแอบจิ้มแขนนายพลที่มีพลังเลเวล 98.75 ก็อาจจะทำให้เขาต้องใส่เสื้อแขนยาว และทำให้การ์ดของเขาไม่ต้องหลับต้องนอนกันทั้งอาทิตย์เลยทีเดียว

               

ครั้งหนึ่งเราเคยใช้คริสตัลธรรมดาๆ ลงโทษนักโทษที่มีพลังต่างๆ ครั้งหนึ่งมันเคยมีค่ายิ่งกว่าทองคำ ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสัญลักษณ์ของหนุ่มสาวที่ต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของเสือและหมาป่า ครั้งหนึ่งมันเคยถูกพลิกแผ่นดินกวาดล้างจนสิ้นซาก ...แต่เรื่องนั้นมันเรื่องยาว เอาเป็นว่า, อยู่ดีๆ เจ้าคริสตัลธรรมดานี้ก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ด้วยเหตุผลหนึ่ง แต่หลังจากผ่านไปหลายต่อหลายปี อยู่ดีๆ มันก็กลับมาปรากฏตัวขึ้นอย่างลับๆ ในอุ้งมือของนายแสง จ้าวแห่งแกะเนียน เจ้าของคลินิกลับที่ให้บริการแก่ผู้ที่ต้องกำจัดพลังออกไปจากตัว

               

พูดก็พูดเถอะนะ ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่าน้องอ้อมจะมาที่นี่ในวันนี้ ในเมื่อเธอเป็นผู้อุทิศตนเพื่อรัฐแห่งเสือซะขนาดนั้น ผมจะบอกให้ก็ได้ว่าแผลไฟลวกที่ต้นแขนผมนั้นยังไม่หายดีเลย

  

 

7

ผมนั่งเอกเขนกอยู่ตรงมุมหนังสือที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ฟังนายแสงอ่านประวัติของเธอในแทบเล็ต และมาจบลงที่พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์เมื่อราวๆ สองอาทิตย์ที่ผ่านมา พาดหัวนั้นเขียนว่า “จอมทัพสรรเสริญ ‘ภูผา-ศิลา’ เป็นวีรสตรี” ผมเห็นเธอเบือนหน้าหนีอีกแล้วเมื่อได้ยินคำนั้น แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร นายแสงอ่านข่าวไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับการบุกเข้าโจมตีมหาวิหารระลอกที่ 21 ซึ่งมี ‘ภูผา’ เป็นแม่ทัพ และ ‘ศิลา’ นำกำลังสนับสนุน การต่อสู้ยืดเยื้อนานสามสิบชั่วโมง แล้วในที่สุดภูผาก็สิ้นชีพในเงื้อมมือของศัตรู แต่เป็นน้องอ้อมของผมที่นำกำลังอันน้อยนิดที่เหลืออยู่บุกเข้าไปสอยนายทัพหมาป่าได้หนึ่งหัว จบการต่อสู้ เสมอกันไปหนึ่งประตูต่อหนึ่ง

               

งานศพของภูผามีคนมาเข้าร่วมไว้ทุกข์กันอย่างมืดฟ้ามัวดิน และยังเกิดปาฏิหาริย์พระจันทร์ทรงกลดขึ้นในวันนั้นด้วย ผมเคยพบ ‘ภูผา’ ที่ว่านี้สองหรือสามครั้ง เธอกับน้องอ้อมเป็นเพื่อนสนิทกันในวัยเด็ก แต่ไม่ได้เรียนด้วยกันตอนมหาวิทยาลัย คงไม่ต่างอะไรกับผมและนายแสง ตอนได้ยินข่าวว่าภูผาตายแล้ว ผมถึงขนาดต้องเอาโทรศัพท์ล็อคใส่ลิ้นชัก บังคับตัวเองไม่ให้โทรไปหาน้องอ้อม หรือส่งข้อความอะไรไปปลอบโยนเธอ ...น้องอ้อมฟังนายแสงอ่านรายละเอียดของงานศพภูผาและปาฏิหาริย์ต่างๆ ด้วยท่าทางเหมือนไร้วิญญาณ นายแสงจบลงด้วยคำอำลาสั้นๆ ที่น้องอ้อมมอบให้เพื่อนรักผ่านไมโครโฟนบนโพเดี้ยมข้างโลงศพ เกิดความเงียบขึ้นยาวนานหลังจากนั้น กว่าน้องอ้อมจะพูดออกมา

               

“เราไม่ได้คิดเอง” น้องอ้อมบอกเสียงขาดๆ

               

“ครับ?” นายแสงถาม เราสองคนมองหน้ากัน

               

“ไอ้ สุนทรพจน์ นั่น เราไม่ได้เขียนเอง” เธอกำกระเป๋ากางเกง “พวกมัน... ไอ้พวกเหี้ย...”

               

ผมสะดุ้งกับคำพูดของเธอ

               

“อะไรนะครับ” นายแสงถาม

               

“พวกมัน... ฆ่าภูผา” เธอหายใจลึก แต่ถ้อยคำที่กล่าวออกมาก็ยังคงแตกพร่าตรงปลาย “พวกมันฆ่าเขาแล้วยังมีหน้ามา...”

               

“พวกมัน?”

               

อ้อมพยักหน้า “เรามันโง่เอง เราไม่รู้ว่าเขา... ถูกวางแผนให้ตาย”

               

น้องอ้อมเล่าให้ฟังอย่างช้าๆ ด้วยถ้อยคำที่ไม่ปะติดปะต่อกัน บอกว่าพวกมันใช้ภูผาเป็นตัวล่อให้ติดกับ และวางแผนให้ ‘ถูกกิน’ บนกระดานหมากรุก เพื่อจะได้มี ‘มาสคอต’ วีรสตรีไว้โฆษณานอกเหนือไปจากเหล่าวีรบุรุษเต็มแผ่นดินและสรวงสวรรค์ “...เราได้ยินเสียงเขาขอกำลังเสริม แต่พวกนั้นไม่ได้ยินได้ยังไง เรา...เรายังต่อสู้ติดพันอยู่ตรงนี้ เราเข้าไปช่วยเขาไม่ได้ แต่เราก็ได้ยินเสียงเขาตลอด กว่าเราจะหลุดจากตรงนั้นแล้วเข้าไปช่วยเขาได้มันก็สายไปแล้ว... ตอนนั้น เราไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง พวกมันอ้างว่าเครื่องที่กองบัญชาการเกิดขัดข้องกะทันหัน ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่เราไม่เชื่อ เราเลย...แอบเข้าไปดู ถึงเห็นว่าห้องทั้งห้องนั้นถูกฟรีซไว้หมดเลย หมดทั้งคนทั้งเครื่อง ทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด เรารู้เลยว่าเป็นฝีมือของใคร”

               

แสงพยักหน้า จอมพลน้ำแข็งนั้นมีหลายคน แต่คนที่เก่งที่สุดมีคนเดียว แล้วนายแสงก็ถาม, “คุณเสียใจที่เพื่อนถูกหลอกให้ไปตายสินะครับ?”

               

อ้อมนิ่งไปครู่หนึ่ง แวบหนึ่งที่ผมเห็นอะไรบางอย่างคล้ายความสำนึกบาป... ผมเพิ่งสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่าน้องอ้อมคุยกับนายแสงราวกับว่าผมไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย “มันก็ต้องเสียใจอยู่แล้ว แต่เหมือนเรา... เหมือนเราตื่นจากฝัน เราไม่ใช่ไม่รู้นะว่าเรื่องพวกนี้มันมีอยู่จริง แต่เรานึกไม่ถึงว่าจะเจอเข้ากับตัว... กับเพื่อน...” เธอส่ายหน้า “เสียงของเขา... ที่ขอให้ใครก็ได้เข้าไปช่วย... ตอนนั้น... ตอนนี้, เรายังได้ยินอยู่เลย”

               

น้องอ้อมนั่งก้มหน้า สองมือกำกันอยู่บนตัก พยายามกอบกู้ลมหายใจของตัวเอง ผมไม่เคยเห็นเธอมีท่าทางแตกสลายแบบนี้มาก่อน ผมอยากจะดึงเธอเข้ามากอด และขยี้หัวหยิกๆ ของเธอ บอกเธอว่าไม่เป็นไรทั้งๆ ที่ความจริงมันต้องเป็นอยู่แล้ว ผมรู้ว่าคราวนี้คงไม่มีหมัดปลายคาง แต่ผมก็รู้ว่าต่อหน้าคนอื่นเธอไม่อยากให้ทำ และยิ่งไปกว่านั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมยังมีสิทธิ์จะกอดเธออยู่รึเปล่า

               

ผมอยากจะบอกเธอ อยากให้เธอรู้ว่าถึงแม้ว่าใครๆ จะบอกว่าเธอเป็นศิลา แต่แท้จริงแล้วมันก็เป็นแค่ ‘อุปมา’ เรื่องศิลาเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับนิทานหมาป่า-เสือ-แกะ ของผม เธอก็เป็นคนที่มีเลือดเนื้อ มีทั้งวันที่เข้มแข็งและวันที่อ่อนแอ แต่ก็นั่นแหละ ผมรู้ว่าเธอไม่ได้ซ่อนความเปราะบางอะไรไว้หรอก ผมแทบจะมองเห็นเธอพยายามหลอมเศษหินแตกๆ ในตัวเธอให้เป็นแมกม่า และกลับกลายเป็นศิลาก้อนเดียวดังเดิม

 

“แสดงว่าเรื่องนี้... ทำให้คุณรู้ความจริง และไม่ศรัทธากองทัพอีกต่อไป?”

               

อ้อมลังเลเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้า

               

“คุณจึงอยากจะลบล้างพลังในตัวคุณ”

               

อ้อมพยักหน้า คราวนี้ดูมั่นใจขึ้น

               

“เพื่อใครครับ?”

               

อ้อมขมวดคิ้ว คงรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้น ผมลุกขึ้นนั่งตัวตรง

               

“คุณ...หมายความว่าไงคะ” เธอถามอย่างระมัดระวัง

 

นายแสงจ้องมองเธอ ท่าทางครุ่นคิด “ผมหมายความว่า ถ้าคุณลบล้างพลังในตัวคุณไป ผู้ได้รับผลประโยชน์จะเป็นใครครับ”

               

“ก็...” เธอดูงงๆ “ทำไมเหรอ มันก็เห็นอยู่แล้วนี่ ไม่มีเราก็ไม่ต้องมีใครตายอีกไง”

               

“จริงเหรอครับ”

               

คำถามสั้นๆ ของนายแสงทำเอาน้องอ้อมสะดุดกับคำตอบของตัวเอง “ก็...อย่างน้อยก็ไม่มีใครต้องตายเพราะเราอีกไง”

               

“เหรอครับ” นายแสงยังคงจ้องมองเธอ ราวกับเขาสนใจใคร่รู้คำตอบของเธอเป็นอันมาก เธอดูเหมือนจะหมดความอดทนกับคำถามทู่ซี้ของเขา

               

“ถ้าเราไม่มีพลัง เขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาเกณฑ์เราไป เราก็จะได้ถอนตัวออกมาจากเรื่องเลวๆ อะไรนี่ซักที อย่างน้อยก็...แล้วคุณจะถามทำไม”

               

นายแสงหมุนไม้เท้าที่วางพาดอยู่บนตัก หัวไม้เท้าเป็นเหล็กที่หลอมออกมาจนมีรูปร่างเหมือนอัญมณีสีขาวแวววาว มันจ้องมองไอ้ก้อนเหล็กนั่นราวกับมันเป็นคำตอบของทุกสิ่งในจักรวาล ท่าทางขรึมๆ และติดจะเศร้าๆ แต่ผมซึ่งรู้จักมันมานานรู้ดีว่ามันเป็นแววตาเวลาที่มันเตรียมจะท้าทายใครต่อใคร แววตาขณะเตรียมจะ ‘ลองของ’ - - ทำไมผมจะไม่รู้ - - ไอ้แสงน่ะ มันชอบคิดว่ามันกำลังท้าทายทุกสิ่งอย่างในโลกด้วยความเจ็บปวดอันสัตย์ซื่อ ซึ่งบางทีมันก็ทำให้ผมอยากตวัดขาถีบหัวกบาลแม่งซะเลย

               

ผมเดาไม่ผิดหรอก เพราะนายแสงมันเริ่มพูดกับไม้เท้าของตัวเองแล้ว “คุณบอกว่า... ถ้าคุณไม่มีพลัง พวกเขาก็จะไม่มาเกณฑ์คุณ นั่นทำให้เกิดผลขึ้นสองอย่าง อย่างที่หนึ่ง, ไม่มีคนต้องตายเพราะน้ำมือของคุณอีกแล้ว และอย่างที่สองคือ...” มันเงยหน้าขึ้นมองน้องอ้อม พูดชัดถ้อยชัดคำ “คุณไม่ต้อง-กระทำ-สิ่งที่เลวๆ - - อย่างที่คุณบอก - - อีกต่อไปแล้ว”

               

“แล้วมัน?”

               

“มันต่างกันครับ” นายแสงอธิบาย “อย่างที่หนึ่ง ผู้ได้รับประโยชน์คือผู้ที่รอดพ้นจากการกลายเป็นเหยื่อสงคราม แต่อย่างที่สอง ผู้ได้รับประโยชน์คือตัวคุณเอง - - คุณจะรู้สึกดีขึ้น เมื่อคุณไม่ต้อง-กระทำ-ในสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นความชั่วร้าย เมื่อคุณคิดว่าคุณเป็นคนดีขึ้น หรือได้ชดใช้บาปด้วยการแลกกับพลังทั้งหมดที่ตัวเองเคยมี ผลประโยชน์ตกอยู่กับคุณครับ การที่คุณบอกว่า คุณจะได้ถอนตัวออกจากเรื่องนี้ แสดงว่าเป็นแบบที่สอง - - แสดงว่าผู้ได้รับผลประโยชน์คือตัวคุณเองสินะครับ”

               

ถ้าเป็นผม ผมคงลุกขึ้นมาเถียง และเราอาจต้องโต้แย้งกันด้วยตรรกะซับซ้อนสามสิบห้าชั้นจนพระอาทิตย์ขึ้น แต่นี่เป็นน้องอ้อม ถึงเธอจะสามารถเข้มแข็งได้ดั่งศิลา แต่เธอก็มีเพลิงพิโรธของตัวเอง ผมไม่แปลกใจเลยสักนิดเมื่อน้องอ้อมลุกขึ้นมากระชากคอเสื้อนายแสง แสงสีแดงวูบวาบอยู่ในกระเป๋ากางเกง และอุณหภูมิในห้องพุ่งสูงขึ้นจนสุดปรอท

               

เธอจ้องมองนายแสง แต่ผมก็รู้สึกว่าเธอกำลังต่อสู้กับตัวเอง ว่าจะด่าเขาหรือจัดการเขาดี กำลังสงสัยว่าเจตนาที่แท้จริงของนายแสงเป็นยังไง และกำลังสงสัยด้วยว่าตัวเธอเองน่ะคิดยังไง

               

ในที่สุดนายแสงก็ก้มหน้าลง ผมม้าปรกดวงตา “ขอโทษครับ” น้ำเสียงของเขาดูสำนึกผิดจริงจัง

               

“เรามาขอให้คุณช่วยนะ” น้องอ้อมปล่อยมือจากนายแสง กลับไปนั่งลงอย่างเดิม ท่าทางยอมแพ้เหมือนลูกบอลถูกเจาะลม “เราไม่ได้คิดอะไรเพื่อตัวเองแบบนั้น...เรา...”

               

“ครับ ผมเข้าใจครับ”

               

เงียบไปหน่อยนึง ก่อนที่นายแสงจะเริ่มหมุนไม้เท้าของมันอีก “แต่ผมต้องขอให้คุณตอบคำถามผมด้วยครับ มันเป็น...เงื่อนไข... คือ... แต่...หมายถึง... เอาเป็นว่าผมเดาว่าคุณคงจะคิดว่า... ผู้ได้รับผลประโยชน์คือประชาชนตาดำๆ เป็นอันดับหนึ่ง, ส่วนความสบายใจของตัวคุณเองนั้นเป็นอันดับสอง, ถูกต้องมั้ยครับ”

               

อ้อมเริ่มจ้องเขาเขม็งอีกครั้ง

               

“อย่างงี้นะ...” ผมขัดจังหวะ น้องอ้อมหันมามองผมราวกับเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกว่าผมนั่งอยู่ด้วย แต่ผมไม่ใส่ใจสายตาของเธอ “นายแสงมันแค่ต้องการจะยืนยันว่าคนที่จะได้สิทธิ์ลบล้างพลังนั้นน่ะ เป็นคนที่คิดถึงตัวเองบ้างอะไรบ้าง, ไม่ใช่ลบพลังไปแล้วกลายเป็นการทำลายตัวเอง เพียงแต่มันกวนตีนมากเลยทำให้คนฟังรู้สึกแย่ แค่นี้แหละ ไม่ต้องคิดมาก เข้าใจรึยัง”

               

น้องอ้อมมองผม แล้วหันไปมองนายแสงเพื่อขอคำยืนยัน นายแสงค่อยๆ ขยับยิ้มแพรวพราย “ครับ ผมแค่อยากมั่นใจว่าคุณจะดูแลตัวเองได้หลังจากสูญเสียพลังไป”

               

น้องอ้อมท่าทางเหมือนจะโล่งใจขึ้นมาบ้าง แต่ผมก็รู้ว่านายแสงโกหก ผมตั้งใจมั่นว่าถ้าน้องอ้อมขอตัวไปเข้าห้องน้ำหรืออะไร ผมจะเตะตูดไอ้แสงเข้าไปในห้องครัวแล้วต่อยมันแรงๆ --- ไอ้พวกบ้าคลั่งทฤษฎี “แท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนเห็นแก่ตัว” บ้าอะไรนั่นของมัน

               

“โอเค ผ่านครับ” นายแสงบอก ขยับนั่งตัวตรง “ข้อต่อไป...”

               

“ฮะ?” น้องอ้อมดูซีดๆ คงนึกไม่ถึงว่าจะถูกสอบปากคำยาวเหยียดขนาดนี้ ความรู้สึกบางอย่างในตัวผมกลับเข้ามาอีกครั้ง ผมบอกนายแสงว่ารอเดี๋ยว แล้วผมก็เข้าไปในครัว เทน้ำหวานเย็นๆ ใส่แก้วกลับมาให้เธอ

               

อ้อมมองน้ำแดงในแก้วราวกับมันเป็นโลหิตก็ไม่ปาน เธอดูเหมือนจะต่อสู้กับตัวเองสุดฤทธิ์ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ แต่ในที่สุดเธอก็หลับตา ตอบขอบคุณเสียงแผ่วๆ และรับแก้วน้ำไป

 

 

8

“ผมแน่ใจแล้วครับว่าตอนนี้คุณยอมสูญเสียพลังของคุณไปเพื่อจะได้ไม่ต้องมีส่วนร่วมในสงคราม คุณไม่กลัวที่จะใช้ชีวิตแบบคนที่ไม่มีพลัง แต่ว่า, แล้วตัวตนของคุณล่ะครับ”

               

น้องอ้อมขมวดคิ้ว “ตัวตน?”

               

“สมมุติ...” นายแสงหมุนไม้เท้า เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ “...สมมุติว่าน้ำท่วมอีกครั้ง คุณจะยังอยากได้คริสตัลใสๆ อยู่มั้ยครับ”

               

น้องอ้อมหันมามองผมอย่างคาดคั้น ผมมองเธอแล้วก็มองนายแสง บอกแล้วไอ้นี่มันร้าย ผมไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องที่ผมเคยเล่าให้มันฟังด้วยความรักใคร่เอ็นดูเธอ จะถูกมันเอามาใช้เป็นเครื่องมือในวันนี้

               

“คูณเค้าเล่าให้ผมฟังเมื่อนานมาแล้ว จริงๆ แล้วเขาบอกว่าห้ามบอกใคร แต่พอผมเห็นว่าเป็นเจ้าตัวก็เลยคิดว่าไม่เป็นไร”

               

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เรามาหาคุณวันนี้?”

               

“เกี่ยวครับ” นายแสงทำท่าแบบเคร่งขรึมจริงจังอีกแล้ว “กรุณาตอบคำถามผมด้วยนะครับ ถ้าสมมุติเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง...”

               

น้องอ้อมก้มหน้าลง ราวกับเธออยากจะจมน้ำหายไป ผมไม่รู้จะทำยังไง ให้ตายเหอะผมไม่น่าเล่าให้มันฟังเลย

               

เรื่องน้ำท่วมที่กำลังพูดกันอยู่นี้ ถ้าผมจะเล่าเป็นนิทาน ผมก็คงจะเล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เกิดในครอบครัว ‘แกะปฏิวัติ’ ขนานแท้ ซึ่งหมายถึงประชากรหนึ่งสมองสองมือที่เข้าร่วมขบวนการต่อต้าน ‘เสือ’ หรือผู้มีพลังพิเศษ ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวแกะยากจน ถูกขูดรีดโดยแกะที่ร่ำรวยเพราะทำการค้ากับเสือ ซึ่งก็คงตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าครอบครัวนี้เกลียดชังใครมากกว่ากันระหว่างเสือกับ ‘แกะรวย’

               

อยู่มาวันหนึ่ง แกะผู้แม่ก็เกือบจะเป็นลมล้มพับ เมื่อเห็นลูกสาวตัวน้อยนั่งมองโต๊ะหินตัวหนึ่ง แล้วอยู่ดีๆ ไอ้โต๊ะนั่นก็ลอยขึ้นมาจากพื้น ไม่เพียงเท่านั้น พอเจ้าหนูเอียงคอไปทางไหน ไอ้โต๊ะตัวนั้นก็ลอยตาม แม่แกะเรียกพ่อแกะมาดู แล้วทั้งสองก็ลงความเห็นว่าลูกสาวของตนเกิดผ่าเหล่า กลายเป็น ‘เสือ’ ไปเสียแล้ว

               

พ่อแกะกับแม่แกะทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายว่าจะทำอย่างไร ไม่ค่อยจะมีสำนักไหนที่รับจ้างเปลี่ยนเสือเป็นแกะ มีแต่พวกสมาคมแกะที่พยายามอยากเป็นเสือ หรือถ้าจะต้องใช้เครื่องอะไรประหลาดๆ ที่พวกแกะนักวิทยาศาสตร์ชอบทำวิจัยกัน มันก็ราคาสูงลิบลิ่ว ข้อสรุปก็คือพ่อแกะกับแม่แกะตกลงใช้วิธีข่มขู่ลูกสาวไม่ให้แสดงพลังต่อหน้าคนอื่น ลงโทษเอาแรงๆ เมื่อเผลอ และพยายามหาหนังสือนิทานเกี่ยวกับขบวนการปฏิวัติคริสตัลใสมาให้เธออ่าน หวังให้เธอรู้สึกเกลียดชังพลังของตนเอง

               

ผลก็คือเธอเติบโตขึ้นมาโดยที่ไม่เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย รู้แต่เพียงว่าเธอเป็นคนผิดปกติและเป็นที่เกลียดชังของพ่อแม่ แต่เธอก็ชอบแอบทดลองพลังของตัวเองเวลาอยู่คนเดียว ทำให้เธอพอจะทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ เช่นสร้างปราสาททรายเล็กๆ ขณะที่มือสองข้างยังคงซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง

               

แต่เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังมีเรื่องชกต่อยกับพวกอันธพาลที่โรงเรียน เธอก็เผลอใช้พลังบังคับเศษทรายให้พุ่งเข้าตาพวกนั้น แต่พวกนั้นตัวโตกว่า และสามารถกำคอหอยเธอได้ทั้งๆ ที่ไม่ต้องใช้สายตา เธอกลังจะแพ้ แต่ในขณะที่เธอกำลังสู้ยิบตานั้นเอง ทับทิมแห่งไฟก็ส่งเสียงเรียกเธอ…

               

“...เราเลยได้ทับทิมไฟ” น้องอ้อมบอกผมในตอนนั้น ผมพยักหน้า นั่งมองเธอแกว่งแก้วในมือเบาๆ ให้น้ำแข็งกระทบกัน ผมคิดว่าเสียงนั้นช่างเหมาะกับแสงดาวบนระเบียงห้องผมเหลือเกิน สายตาของเธอมองเหม่อไปไกล แล้วก็ไม่มีคำพูดอะไรออกมาอีก

               

“เล่าต่อสิ”

               

“จบแล้ว”

               

“เฮ้ย”

               

อ้อมเหมือนจะคิดอะไรอยู่นานทีเดียว ในที่สุดเธอก็ถามผม

               

“พี่คูณจำได้มั้ย เรื่องที่มีข่าวว่าน้ำท่วมใหญ่ทางใต้ ตอนที่เราเด็กๆ ที่เขาบอกว่าระดับน้ำสูงสุดในรอบร้อยปี”

               

ผมพยักหน้า “จำได้ - - น้ำท่วมใหญ่เป็นเดือน แล้วอยู่ๆ น้ำยังไม่ทันลด เช้ามาก็แห้งไปเองซะงั้น ที่มีประเด็นเรื่อง พระเจ้า อะไรนั่น ...เออ แถวบ้านอ้อมรึเปล่า?”

               

“อือ”

               

“แล้วเป็นไงตอน...”

               

“วันนั้นเราตื่นสาย” น้องอ้อมพูดแทรกผม สายตาจับจ้องอยู่ที่ผลึกน้ำแข็งในน้ำสีอำพัน “ทุกคนตื่นมาเห็นน้ำแห้งไปก็ดีใจกันใหญ่ แต่เรายังไม่ตื่น แม่เข้ามาปลุกแต่เราไม่ได้ยิน ในที่สุดแม่ก็ลากเราลงมาจากเตียง แต่เรา...ก็ยังไม่ตื่น... ในที่สุดเขาก็เอาไม้แขวนเสื้อ --- ฟาดเรา ---บอกว่าเราเป็นคนบาปหนา เป็นลูกหลานซาตาน นอนขี้เซาในวันที่พระเป็นเจ้าแสดงปาฏิหาริย์ วันที่พระเป็นเจ้าประทานพระพร นอนขี้เซาวันที่ทุกคนลุกขึ้นมาซ่อมบ้านซ่อมสะพาน, หุงข้าวหุงปลาแบ่งให้กัน...”

               

เสียงของเธอขาดหาย แล้วเรื่องก็จบลงตรงนี้ ผมรู้สึกว่าเธอกำลังร้องไห้ เพียงแต่ไม่มีเสียงและไม่มีน้ำตา ผมดึงเธอเข้ามากอด พยายามทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องท่อนที่หายไป เธอเกาะตัวผมแน่นเหมือนเกาะขอนไม้ไม่ให้จมน้ำ แต่ก็ไม่มีคำอธิบายอะไรอื่นอีก เธอยอมให้ผมกอดนานๆ เป็นครั้งแรก ยอมให้ผมอุ้มขึ้นเตียง และนอนกับเธอ แต่ตลอดเวลานั้นเธอปิดปากเงียบ จนกระทั่งตอนสายของวันรุ่งขึ้น ผมจึงได้รับข้อมูลมากพอที่จะมาเติมในนิทานท่อนที่ขาดหายไป เธอเล่าให้ผมฟังขณะที่ยังคงซุกหน้าอยู่กับหมอน ราวกับไม่ต้องการให้ผมเห็นหน้าและได้ยินน้ำเสียงที่แท้จริงของเธอ

               

...ในคืนที่สามสิบที่น้ำยังคงท่วมสูงถึงคอหอย เด็กหญิงลูกของพ่อแกะแม่แกะเดินลุยน้ำออกไปตามลำพัง เมื่อถึงตรงที่น่าจะเป็นสี่แยกกลางหมู่บ้าน เธอก็กำทับทิมไฟในกระเป๋ากางเกงของเธอ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเผาน้ำทั้งมวลให้ระเหยเป็นไอ ...พลังความร้อนมหาศาลระเบิดออกจากร่างของเด็กหญิงลูกพ่อแกะแม่แกะ พลังในระดับที่เป็นพรสวรรค์ท็อปคลาส เพียงแต่ตอนนั้นเธอไม่รู้ เธอคิดแค่ว่าจะต้องช่วยน้องชายคนเล็กที่กำลังเป็นอหิวาต์ ในที่สุด เมื่อแสงแรกสะกิดเส้นขอบฟ้า น้ำทั้งหมดก็ระเหยหายไป เด็กหญิงลูกพ่อแกะแม่แกะใกล้จะหมดสติเพราะไม่เคยฝึกฝนการใช้พลังแบบนี้มาก่อน แต่เธอก็พาตัวเองไปจนถึงบ้าน ล้มลุกคลุกคลานเข้ามาทางหน้าต่างห้องนอน และหมดสติไปบนเตียงพอดิบพอดี ...เพียงเพื่อจะถูกไม้แขวนเสื้อของแม่ปลุกให้ตื่นในอีกไม่ถึงชั่วโมงถัดมา

               

เธอสารภาพกับผม “หนังสือพิมพ์ลงข่าวกันใหญ่ว่าเป็นฝีมือของพระเจ้า แต่เราไม่กล้าบอกใครเลย ไม่ใช่กลัวคนไม่เชื่อนะ แต่เรา...เรากลัวตัวเองว่ะพี่คูณ เรารู้สึกเหมือนเรา...เป็นพระเจ้า”

  

 

9

“สมมุติ...ในอนาคต ถ้าเกิดน้ำท่วมใหญ่อีกครั้ง แต่คุณสูญเสียพลังของคุณไปแล้ว คุณก็จะช่วยเหลือใครไม่ได้อีกแล้วนะครับ”

               

อ้อมดูเหมือนจะลังเล แต่ในที่สุดเธอก็ส่ายหน้า “เอาจริงๆ นะคุณแสง อย่าถามถึงอนาคตเลย เรามองไม่เห็นจริงๆ”

               

นายแสงหมุนไม้เท้าในแบบซึมๆ ของมัน “เหรอครับ งั้นผมขอสมมุติให้ชัดเจนขึ้นนะครับ สมมุติผมเอาคริสตัลใสมาให้คุณ คุณสัมผัสมัน แล้วพลังในตัวคุณก็ถูกลบล้างไป จากนั้นคุณก็กลับไปที่บ้านเกิด นอนอยู่ที่นั่นคืนนึง แล้วรุ่งเช้าคุณก็ตื่นขึ้นมาเพียงเพื่อจะพบว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นอีกครั้ง แต่คุณไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้อีกแล้ว และน้องๆ ของคุณกำลังจะเป็นอหิวาต์...”

               

“เฮ้ย” ผมขัด แต่นายแสงไม่สนใจผม มันยังคงมองหน้าน้องอ้อมที่ท่าทางอึ้งๆ แล้วมันก็ชี้นิ้วโป้งไปทางหน้าต่าง

               

“ผมไม่ได้สมมุติเล่นๆ นะครับ ฝนไม่ได้ตกหนักอย่างนี้มานานแล้ว”

               

ท่าทางของมันจริงจังมาก แล้วอึดใจต่อมา ฟ้าก็ร้องคำรามกึกก้อง ผมเห็นแฟนเก่าของผมสะดุ้ง แสงสีขาวแลบแปลบปลาบ นายแสงนั่นนอกจากจะร้ายกาจแล้วยังมีดวงสนับสนุนซะด้วย ฟ้าผ่าได้ตามคิวจริงๆ ผมแอบเอาใจช่วยน้องอ้อมขณะที่เธอดิ้นรนหาคำตอบให้กับเรื่องสมมุติไม่เข้าท่าของไอ้เพื่อนผม

               

ในที่สุดเธอก็ตอบอย่างเข้าตาจน “เราคงไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าเพื่อปกป้องพวกเขาตลอดไปรึเปล่าวะ? ถ้าเราตายในสงครามก็ไม่มีใครช่วยพวกเขา...อยู่ดี ไม่ใช่เหรอ”

               

“แต่ในเรื่องสมมุติของผม คุณยังมีชีวิตอยู่ และเพิ่งลบพลังไปสดๆ ร้อนๆ ผมสงสัยว่าถ้าเป็นสถานการณ์เช่นนั้น คุณจะทำยังไง”

               

“แต่ยุคนี้มันไม่เหมือนยุคนั้นแล้ว ยังไงรัฐบาลก็คงหาทาง...”

               

“รัฐบาลที่กำลังทำสงคราม ไม่มีเวลามาสนใจอย่างอื่นหรอกครับ”

               

“งั้นเราก็คงไปตามหาคนอื่น ที่เค้าอาจจะมีพลังคล้ายๆ เรา หรือว่า...คนที่สามารถเรียกน้ำได้ หรือถ้าไม่มีใครยอมช่วย เราอาจจะ...จ้างเขาก็ได้ ก็ยังมีคนเก่งๆ อีกตั้งมาก”

               

“นั่นหมายความว่า” นายแสงมองเธอด้วยประกายตาวิบวับราวกับรอคอยโอกาสนี้มานาน “หมายความว่าคุณคิดจะให้คนอื่นเก็บพลังของตัวเองเอาไว้ แล้วจะถูกเกณฑ์ไปรบเมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนตัวคุณเอง คุณกลับคิดจะเอาตัวรอดจากสงครามคนเดียว แล้วพอถึงเวลาก็กลับไปขอความช่วยเหลือจากคนที่คุณทอดทิ้งมา?”

               

“ว่าไงนะ”

               

“ลองคิดดีๆ นะครับ”

               

“แล้วถ้า...แล้วถ้าเป็นคุณล่ะ ถ้าเป็นคุณ พ่อแม่จมอยู่ในน้ำ มันหมดสิ้นหนทางแล้ว คุณก็ต้องยอมทรยศ – อุดมการณ์ -- ของคุณ แล้วทำอย่างที่เราบอกเมื่อกี้เหมือนกัน ไม่ใช่เหรอ”

               

คราวนี้นายแสงนิ่งอึ้ง มาดบางอย่างของมันสลายไปชั่วขณะ ผมอยากจะหัวเราะ เก่งมากน้องอ้อม จี้ถูกจุดจริงๆ ถึงเธอจะไม่รู้ก็เถอะ แต่ผมจะตอบให้ก็ได้ว่าตอนนั้นนายแสงมันไม่เลือกแบบเธอว่ะ มันเลือกในทางตรงกันข้าม แล้วมันก็เสียอกเสียใจ พยายามจะยิงตัวตาย ถ้าผมไม่ไปเห็นเข้าซะก่อนนั่นไง

               

“โอเคครับ” ในที่สุดมันก็ตอบ และพยายามฝืนยิ้ม “แต่ในเมื่อคุณรู้แบบนี้แล้วว่าในอนาคตคุณอาจจะไม่สามารถช่วยใครได้อีก คุณยังจะอยากลบพลังของคุณอยู่รึเปล่าครับ”

               

น้องอ้อมพยักหน้า จ้องมองนายแสงแน่วนิ่ง

               

“ดีครับ งั้นคำถามถัดไป ผมอยากรู้ว่า การกระทำของคุณ จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เหรอครับ... ลองคิดดูนะครับ สมมุติคุณถอนตัวออกไปจากสงคราม ผมอยากรู้ว่ามันจะมีอะไรดีขึ้นมา มันก็คุณคนเดียว ยังมีตัวตายตัวแทนอีกตั้งมาก รัฐบาลก็จ้างคนเข้ามาใหม่ ถ้าไม่มีก็อาจจะฝึกขึ้นมาใหม่จนอาจจะเก่งเท่าคุณ หรือเก่งกว่าคุณ แล้วทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง...ก็จะยังมีคน...”

               

ผมไม่ได้ฟังมันแล้ว อยู่ดีๆ ผมก็เกิดรำคาญขึ้นมา แม่งจะซักกันไปถึงไหนวะ มันไม่มีคำตอบหรอกไอ้คำถามแบบนี้ ห่าเอ๊ย ทีคนอื่นไม่เห็นถามมากถามมายแบบนี้เลย

               

“...คุณอาจจะไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาเลยนะครับ มันแค่...”

               

“เฮ้ย พอเหอะ นี่ก็ดีที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอวะ!”

               

ทั้งไอ้แสงและน้องอ้อมหันมามองผม ผมเลยติดอ่างขึ้นมาซะงั้น “เรา...เราหมายถึง ถ้าเธอเลือกที่จะลบพลังออกไป มันก็สุดความสามารถของเธอแล้วไงวะ ทำดีที่สุด ณ ช่วงเวลาขณะปัจจุบันแล้วไง” ...พูดอะไรของผมเนี่ย เอาเถอะ... “ทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียใจภายหลัง ตอนนี้แม่งมีสงครามแล้วเราหยุดแม่งไม่ได้ ทางเลือกทางเดียวที่เหลือก็ถอนตัวแม่งซะเลย ถ้ามันไม่ยอมให้ถอนตัวก็ลบพลังทิ้งแม่งซะเลย ก็ไม่เห็นจะซับซ้อนตรงไหน แล้ว...ถ้าในอนาคตเกิดน้ำท่วมขึ้นมาก็ค่อยหาทางแก้ไขกันอีกที แต่ถ้าไม่เกิดน้ำท่วมขึ้นมาล่ะวะไอ้สัส แม่งจะไม่เสียดายโอกาสใน - - วันนี้ - - ไปตลอดชีวิตเหรอวะ”

               

ทั้งสองยังคงจ้องมองผมอย่างเงียบกริบ จนผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองพูดอะไรผิดรึเปล่า

               

“ม...หมายถึง ถ้ามองอย่างแคบก็คือนั่นแหละ เอาปัจจุบันเป็นหลัก แต่ถ้ามองอย่างกว้าง ก็...นั่นแหละ ถึงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้ มันก็อาจจะเหมือนที่เขาพูดกัน ที่บอกว่า...ผีเสื้อขยับปีก สะเทือนจักรวาล...อะไรนั่นไง”

               

เงียบไปอีกหลายอึดใจ แต่แล้วนายแสงก็ยิ้มให้ผม ยิ้มแบบที่เป็นยิ้มขำขัน

               

“ไม่เคยได้ยินมึงพูดแบบนี้” มันส่ายหน้า “เพราะคราวนี้เป็นคนสำคัญสินะ”

               

น้องอ้อมทำเสียงอะไรบางอย่างเหมือนจะแสดงความไม่เห็นด้วย แล้วอยู่ดีๆ ผมก็เขินขึ้นมาซะงั้น

               

“กูเซ็งมึงจะตายห่าละ”

               

“พอเหอะ” น้องอ้อมพึมพำ ไม่มองหน้าผม ไม่ได้มองใครเลย

               

“เอ่อ...แต่ว่า...ยังเหลืออีกคำถามนึง...สุดท้ายแล้วครับ”

               

น้องอ้อมหันมามองนายแสง คงจะสบถอยู่ในใจเป็นแน่ แต่ความจริงคำถามสุดท้ายน่ะง่ายกว่าข้ออื่นๆ เป็นไหนๆ

               

นายแสงหมุนไม้เท้า “...คุณอ้อมจะไม่ช่วยแย่งชิงวิหารมาจากอาณาจักรเหนือ แล้วไม่กลัวพระเจ้าลงโทษเหรอครับ”

               

คราวนี้น้องอ้อมตอบโดยไม่ต้องใช้เวลาคิด “พระเจ้าอยู่บนฟ้า ไม่ได้อยู่ในวิหาร, แล้วพระเจ้าก็ไม่ได้สร้างอัญมณีมาเพื่อให้เราใช้ฆ่ากันเอง ไอ้เรื่องพระเจ้าจะลงโทษมันเป็นแค่คำขู่ให้คนอื่นยอมทำตาม เรารู้มานานแล้ว”

               

นายแสงดูพออกพอใจกับคำถามนี้เป็นอันมาก “โอเคครับ ผ่านครับ ยินดีด้วยนะ คุณกำลังจะได้เป็นผีเสื้อตัวนั้นแล้ว”

               

“ตัวไหนวะ” ผมเกือบลืมว่าตัวเองพูดอะไรออกไป

               

“ตัวที่ขยับปีกแล้วจักรวาลสะเทือนนั่นไง”

               

“อ้อ...”

               

“เฮ้ย ชอบว่ะ กูกับมึงกับแฟนมึงเป็นผีเสื้อ” นายแสงขยับตัวยืดเส้นยืดสาย ยิ้มกับอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น ดูกลับไปเหมือนคนเดิมในสมัยที่เรายังร่อนเร่พเนจรกัน คนที่ผมเหมือนจะลืมไปแล้ว นายแสงคนที่ชอบฝันหวานเรื่องศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมของมนุษยชาติคนนั้น “โอเคครับ ผมขอเวลาเตรียมของแป๊บนึง เดี๋ยวกลับมานะครับ”

               

 

10

หลังจากนายแสงขึ้นไปข้างบนได้สักพัก น้องอ้อมก็ถามผม

               

“พี่คูณ... ตอนนั้น พี่รู้สึกยังไงเหรอ”

               

ผมงง ตอนไหนของเธอล่ะเนี่ย

               

“ก็ตอนที่...” เธอมองผมเหมือนว่าผมน่าจะเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย ผ่านไปสามวินาทีผมถึงนึกออก อ๋อ เธอหมายถึง ตอนที่ผมสัมผัสกับคริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์นั่นเอง เธออยากรู้ว่ามันรู้สึกยังไง

               

“อ๋อ” ผมพยายามคิดหาคำถาม “เธอหมายถึงแบบไหนล่ะ หมายถึงว่ามันเจ็บรึเปล่า หรือว่า...เรารู้สึกกลัวรึเปล่า”

               

ชั่วขณะหนึ่งที่น้องอ้อมเหมือนกำลังจะขำ แต่เธอก็ไม่ได้ขำ “ความจริงเราหมายถึงอย่างแรก แต่จะตอบทั้งสองอย่างก็ได้”

               

ผมมองเธอ พยายามจะค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปกว่าดวงตาสีดำคู่นั้น ผมไม่แน่ใจนัก แต่ผมคิดว่าผมเห็นร่องรอยความวิตกกังวล และอาจจะเป็นความกลัวที่เก็บซ่อนเอาไว้อย่างดี จะพูดว่าไงดีล่ะ...เป็นใครก็ต้องหวั่นไหวใช่ไหม พลังที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา เป็นสิ่งที่เราพยายามฝึกฝนมาเป็นแรมปี อยู่ดีๆ ก็กำลังจะอันตรธานหายไป และไม่ใช่เพราะใครมาแย่งเอาไปเสียด้วย แต่เป็นเพราะตัวเราเองตัดสินใจเอง...

               

บางคนบอกว่า ถ้าเรารักอะไรมาก พอสูญเสียไปแล้วจะยิ่งเจ็บปวด แต่ผมรู้มานานแล้วล่ะว่าบางทีการสูญเสียอะไรที่มันครึ่งๆ กลางๆ มันก็เจ็บปวดพอกันนั่นแหละ เพราะเราไม่รู้ว่าพอสูญเสียไปแล้วเราจะกลับไปอยู่ฝั่งไหน ถ้าเรารักพลังของเราขนาดนั้น พอสูญเสียไปก็อาจจะเป็นบ้าไปเลย หรือไม่---ก็อาจจะพลิกโผ---อาจจะตัดใจได้เด็ดขาดไปเลย แต่ของผมกับน้องอ้อมคงไม่ใช่ ผมเข้าใจเธอดี มันเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่ง (อีกแล้ว) ที่เราสองคนมีเหมือนกัน พลังของเราเป็นสิ่งที่ทำให้เราถูกชิงชังรังเกียจจากคนที่ควรจะเป็นที่รัก และบางทีก็ทำให้เราก็เกลียดชังพลังของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นตัวตนของเรา เป็นสิ่งที่เราเคยพยายามต่อสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อรักษาไว้

               

เป็นสิ่งที่ทำให้เรามาไกลจนถึงทุกวันนี้...

               

ผมรู้ว่าเธอคงรู้สึกไม่ต่างกัน

               

เฮ้อ...จะว่าไงดีนะ...

               

ผมทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินมานั่งลงข้างๆ น้องอ้อม แล้วก็กอดเธอ ขยี้ผมเธอเหมือนที่เคยทำเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เธอคงจะตกใจเกินกว่าจะขัดขืน แต่ผมไม่ได้สนใจในข้อนั้น อะไรบางอย่างในตัวของผมกำลังพังทลาย ผมเห็นภาพตัวผมเองในวัยเด็กถูกลากออกมาจากพิธีเวทศักดิ์สิทธิ์ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ --- ผมสะเออะเอาตีนเสียบเข้าไปในหม้อน้ำมนต์ประจำตระกูล แทนที่จะเป็น “มือข้างขวาของเจ้า” อย่างที่ปฏิบัติกันมาเป็นร้อยล้านปี ทั้งหมดเนื่องด้วยเหตุผลโง่ๆ เกี่ยวข้องกับความไม่ลงรอยกับพ่อและอารมณ์เดือดพล่านของวัยรุ่น มันเป็นเสี้ยววินาทีที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล ผมมองเห็นตัวเองตอนเด็กถูกโบยตี สาปส่งด้วยคำสาปร้ายแรงนับไม่ถ้วน และโดนถีบออกมาจากประตูรั้วราวกับหมาที่ไม่ได้เน่าแค่หัว แต่เน่าไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดตีน

               

“ไม่รู้สึกอะไรเลยอ้อม” ผมพูดกับผมหยิกๆ ของเธอ “ไม่เจ็บเลยซักนิด แล้วมันก็เร็วเกินกว่าที่จะกลัว มัน...เหมือนเธอเดินผ่านประตูจากห้องนึงไปอีกห้องนึง แค่นั้นเอง”

               

ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นเสียงของตัวเองเป็นยังไง แต่ผมจำได้ว่าผมภาวนาแล้วภาวนาเล่าไม่ให้เธอจับได้ว่าผมกำลังหลอกเธอ ผมขอสารภาพ ณ ตอนนี้เลยว่า ผมไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วมันจะรู้สึกยังไง เพราะผม ไ ม่ เ ค ย สัมผัสกับไอ้คริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์นั่นเลย พลังฝ่าตีนของผมยังครบถ้วนสมบูรณ์ดีทุกประการ เพียงแต่ถูกล็อคไว้ชั่วคราวเท่านั้น

               

เพราะอะไรน่ะเหรอ?

               

เพราะว่าผมยังไม่แน่ใจในอนาคตของตัวเองเท่าไหร่นัก

               

แต่ถ้าตอบอย่างไม่สวยหรู ก็คงจะต้องตอบว่า

               

ผมกลัวว่ะครับ

 

 

11

หลังจากตระเตรียมสิ่งต่างๆ เรียบร้อยแล้ว นายแสงก็ยื่นไม้เท้าของมันมาทางน้องอ้อม หัวไม้เท้าที่ทำจากเหล็กหลอมเป็นรูปเพชรส่องประกายแววๆ เมื่อต้องแสงไฟ น้องอ้อมมองอย่างงุนงง

               

“เนี่ยเหรอคือ...”

               

“เอ้อ...ไม่ใช่ครับ” นายแสงยิ้มกริ่ม “ลองหมุนดูสิครับ”

               

“หมุน?”

               

นายแสงทำนิ้วชี้กับนิ้วโป้งเป็นรูปอาการหมุนเหนือไม้เท้าของตัวเอง น้องอ้อมลังเล เธอจับเพชรปลอมก้อนโตนั่นหมุน และแล้วปรากฏว่ามันก็หมุนได้ เธอถอดไอ้เพชรเหล็กนั่นออกมาจากไม้เท้า

               

จากนั้นก็สบตากับคริสตัลในตำนาน

               

มันเป็นคริสตัลขนาดเล็กประมาณสักหัวแม่มือ และเต็มไปด้วยรอยตำหนิ ด้านล่างส่วนที่ถูกยึดไว้กับไม้เท้านั้นมีรอยขรุขระ  เห็นเป็นริ้วลายขาวๆ เป็นจุดฝ้าพร่ามัว แต่ตำหนิพวกนั้นก็ค่อยๆ ลดน้อยลงเมื่อใกล้จะถึงปลายแหลมคมใสสะอาดที่ถูกเจียระไนไว้อย่างสวยงาม พูดแบบกวีก็คงจะพูดได้ว่า ไอ้คริสตัลใสๆ ก้อนนี้มันเป็นลูกผสมระหว่างก้อนหินกับดวงดาว...

               

น้องอ้อมมองวัตถุชิ้นนั้นนิ่งๆ ในห้องเงียบกริบจนผมได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคน

               

“ไม่เปลี่ยนใจแน่นะครับ”

               

น้องอ้อมพยักหน้า

               

นายแสงส่งยิ้มให้เธอ “งั้น...มาเป็นผีเสื้อด้วยกันนะครับ”

               

น้องอ้อมยื่นมือออกมา เหมือนจะสั่นเล็กน้อย แต่แววตาของเธอดูแน่วแน่ไม่หวั่นไหว ผมรู้ว่านี่คงเป็นแววตาเดียวกับตอนที่เธอเดินลุยน้ำออกมาเพื่อใช้พลังจากทับทิมแห่งไฟอย่างแน่นอน ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้ม...

               

แต่ในขณะที่มือของเธอกำลังจะสัมผัสเจ้าคริสตัลนั้นเอง อยู่ดีๆ เราก็ได้ยินเสียงฝีเท้ามาทางหน้าบ้าน ฝีเท้าหนักๆ ของคนราวหกเจ็ดคนที่เหยียบย่ำเสียงดังอย่างจงใจ เธอชักมือกลับ เราสามคนมองหน้ากัน ผมขยับจะถอดรองเท้าข้างซ้าย...

               

แต่ไม่ทันแล้ว...

               

ประตูบ้านถูกถล่มเปิดออก ตามมาด้วยเสียงปืนรัวเป็นชุด และลมกรรโชกหนาวยะเยือกสุดจะทานทน ผมผลักน้องอ้อมไปข้างหลังด้วยสัญชาตญาณ หันกลับมาก็เห็นนายแสงนอนจมกองเลือด แล้ววินาทีถัดมาก็ถึงตาผม กระสุนที่เจาะเข้าร่างนั้นเย็นยะเยือกเสียดแทงราวกับหล่อมาจากน้ำแข็ง น้ำแข็ง...? เสียงของน้องอ้อมลอยมาเข้าหู ‘...เราเลย...แอบเข้าไปดู ถึงเห็นว่าห้องทั้งห้องนั้นถูกฟรีซไว้หมดเลย หมดทั้งคนทั้งเครื่อง ทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด...’

               

สายตาอันพร่าเลือนของผมมองเห็นบุคคลอื่นที่ไม่ได้สวมเครื่องแบบกองทัพอยู่ในที่นั้นด้วย ถูกลากตัวมาโดยทหารร่างยักษ์สองนาย มือสองข้างถูกมัด และมีมีดและปืนจี้อยู่ฝั่งละอัน คนคนนั้นเป็นเด็กหนุ่มวัยละอ่อนท่าทางผอมซีด กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น มีสิ่งที่เหมือนรอยเลือดอยู่ตามเนื้อตัว และมีผมหยิกๆ สีดำที่ชี้ไปทุกทิศทาง...

               

ผมได้ยินเสียงน้องอ้อมกรีดร้องเรียกชื่อเด็กชายคนนั้น เป็นชื่อที่ขึ้นต้นด้วยอ.อ่าง แต่ผมไม่ค่อยได้ยินแล้ว สติของผมเลือนรางลงทุกที ...ไม่ไหวแล้วว่ะ ผมกำลังจะตาย

               

เอาล่ะ...ถึงตอนนี้ ต้องขอบอกเสียก่อนว่า เราสามคนรอดชีวิตจากเหตุการณ์ในวันนั้น แต่ก็นั่นแหละ ตอนนั้นผมคิดจริงๆ ว่าผมคงจะต้องตาย ตายโดยที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเธอได้เลย เธอติดกับเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ และถึงแม้ว่าผมจะไม่ ‘ได้ยิน’ กับหูตัวเองว่าเธอตัดสินใจยังไง ผมก็รู้ว่าเธอจะต้องกรีดร้องใส่ทหารพวกนั้น “ได้ ได้ ขอร้องล่ะ ปล่อยเขาเถอะ, เราจะกลับไป” ...นายแสงมันถามเธอว่าอะไรนะก่อนที่มันจะเอาคริสตัลใสๆ ให้เธอ? ถามว่า “ไม่เปลี่ยนใจแน่นะ” ใช่ไหม ตลกสิ้นดี... เธอไม่เปลี่ยนใจหรอก เพราะนี่ไม่ใช่การตัดสินใจของเธออีกต่อไปแล้ว เธอไม่ได้ยอมกลับเข้ากองทัพเพื่อแลกกับชีวิตของน้องชายด้วยใจกรุณา แต่เธอยอมด้วยความจำนน และผมก็รู้ดีว่าความจำนนไม่มีความหมายใดๆ เลย

               

เธอจะกลับเข้าสู่วังวนของความขมขื่น เธอจะเกลียดชังพลังของตัวเอง แต่ก็จะภาคภูมิใจด้วยในขณะเดียวกัน เธอจะเกลียดชังน้องชายที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องกลับเข้าไปทำสิ่ง ‘เลวๆ’ แต่เธอก็จะหวงแหนชีวิตของเขา เพราะเธอแลกมันมาด้วยชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอ

               

ในบรรดาคนที่เงินซื้อไม่ได้ทั้งหลายนั้น วิธีนี้น่าเศร้าที่สุด และได้ผลชะงัดยิ่งนัก

               

และมันทำให้ผมรู้สึกว่า ไอ้เรื่องทั้งหลายที่เราสามคนคุยกันเมื่อตอนเย็นกลายเป็นเรื่องตลกไร้สาระไปในทันที กลายเป็นนิทานของเด็กอมมือที่ไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจความสกปรกอันซับซ้อนของโลกใบนี้ เธอแน่ใจเหรอ, จริงๆ แล้วเธอคิดยังไง, ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอจะยังทำอยู่ไหม, ตัวตนของเธอเป็นยังไง, เธอจะยอมเสียสละอะไรแลกกับอะไร...

               

ไร้สาระสิ้นดี

 

ตอนนั้นพวกเราเชื่อเข้าไปได้ยังไงนะ

ว่าไอ้นิทานเรื่องผีเสื้อมันมีอยู่จริง?

 

 

 

 

Wrote : APR - MAY 2013

Edited : AUG 2014 

 

ถึงเธอจะชอบใส่เสื้อสีขาว
 
 
 
ถึงเธอจะชอบใส่เสื้อสีขาว

แต่, มันไม่ได้หมายความว่า
 
เธอจะมีสิทธิ์เอาเสื้อตาหมากรุกของฉัน
 
 ไปซัก ไ ฮ เ ต อ ร์
 
นี่หว่า!
 

The Toilet Audition

posted on 01 Apr 2013 21:28 by ccchhhuuunnn directory Fiction
The Toilet Audition
 

1

เรายังคงนึกถึงทุกคนอยู่

ถึงแม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะจบลงแล้วก็ตาม

 

และต่อให้เราไม่ได้คิดถึงทุกคนอีกต่อไปแล้ว

บางสิ่งบางอย่างก็ยังคงอยู่

 

เสมอ

 

และ(อาจจะ)ตลอดไป

 

 

2

ถึงจะผ่านมามากกว่าหนึ่งพันวันแล้ว แต่เราก็ยังคงนึกถึงวันนั้น ในวันกึ่งร้อนกึ่งหนาว ในเวลากึ่งเช้ากึ่งสาย วันที่เราต้องเดินไปตามทางเชื่อมกึ่งสะพานที่แสงแดดส่องลงมาสว่างจ้า แสงพวกนั้นกระทบพื้นหินอ่อนขาวจนดูเหมือนเรากำลังเดินอยู่ในลำแสง --- นี่เป็นที่มาของชื่อ ‘สะพานแห่งแสง’ แห่งนั้น และมันก็เป็นวันที่เรายังคงตกหลุมรักสะพานนี้ ในฐานะที่มันชื่อเดียวกับเรา ราวกับว่ามันสร้างขึ้นมาเพื่อเราโดยเฉพาะ และเป็นวันที่น้ำหนักของความใหม่กดทับอยู่บนบ่าทั้งสองของเรา วันที่เรากำลังดิ้นรนอยู่ระหว่างนิยามของความใหม่กับความเก่า วันที่เราภาวนาให้ความเก่ากับความใหม่ไม่มีอะไรดีกว่ากัน ให้ความใหม่ของเราเป็นเพียงสามเหลี่ยมเรียบๆ รูปหนึ่ง ที่อยู่ถัดจากสี่เหลี่ยมเกลี้ยงๆ รูปหนึ่ง


ที่เราหวังเช่นนั้น

 

เพราะในตอนนั้น

 

เราเป็นจักรพรรดิคนใหม่

 

นั่นแปลว่าจักรพรรดิคนเก่าไม่อยู่แล้ว ไม่มีตัวตนอีกต่อไป เบาโหวงว่างเปล่า แปลว่าจักรพรรดิคนใหม่เป็นคนละคนกับจักรพรรดิคนเก่า เป็นคนอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่จักรพรรดิคนเก่า เป็นคนอีกคนหนึ่งที่แตกต่างจากจักรพรรดิคนเก่า และอาจแปลได้ตามขนบธรรมเนียมว่า จักรพรรดิคนเก่าสิ้นชีพ หรือสละบัลลังก์ และอาจแปลได้ตามขนบธรรมเนียมว่าจักรพรรดิคนใหม่เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนหัวไม้เท้ายอดทองหัวตะบองยอดเพชรของจักรพรรดิคนเก่า

 

หรือไม่ก็เป็น...ผู้สังหาร...จักรพรรดิคนเก่า

 

เราจำได้ว่า วันเหล่านั้นเป็นวันที่เรามุ่งมั่นกับการดำเนินรอยตามนักรบแห่งอดีตกาล ในยุคที่ผู้ชายทุกคนยังคงไว้ผมยาว ไม่ว่าจะสวมทับด้วยเขาสัตว์ หรือใส่วิกดัดเป็นลอน หรือมันเป็นจุกชี้ๆ หรือทำผมมวยประดับด้วยที่ครอบทองคำยอดแหลม เราตั้งใจมั่นว่าเรานี่แหละจะดำเนินรอยตาม

 

และเป็นวันที่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่ว่าสุขหรือเศร้าถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง

 

เป็นวันที่เบื้องหน้ามีเพียงสิ่งเดียว…

 

 

3

ตอนนั้นเรารู้สึกยังไงนะ

 

ตอนที่เราผลักประตูไม้แกะสลักเปิดออก และก้าวเข้าไปในห้องน้ำของข้าราชบริภาร และจ้องมองประตูห้องน้ำทั้งเจ็ดห้องที่เรียงกันเป็นรัศมีครึ่งวงกลม ประตูไม้สักทุกบานถูกแทนที่ด้วยประตูเหล็กลงสลักแน่นหนาจากด้านนอก และฉาบทับด้วยพลังเวทสามชั้น แต่เรายังคงได้ยินเสียงดิ้นรนกุกกักเล็กน้อย ยังจำได้ว่าเราจ้องมองประตูหมายเลขสี่นานที่สุด เพราะเป็นประตูที่อยู่ตรงกลาง ยังจำได้ว่าเป็นยามเช้าอันสงบเงียบ มีเพียงละอองฝุ่นลอยฟุ้งในแสงแดด ยังจำได้ว่าเราขึ้นไปนั่งขดตัวอยู่ระหว่างอ่างล้างมือที่สามกับสี่ (มีอ่างทั้งหมดแค่หกอ่าง) ประจันหน้ากับประตูทั้งเจ็ดบาน ยังจำได้ว่าระหว่างรอ เราเท้าคางกับมือซ้าย ขยับวอสีดำเทอะทะในอุ้งมือขวา โยนๆ รับๆ เพื่อหยั่งน้ำหนักของวัตถุดึกดำบรรพ์ ฟังเสียงวอโครกๆ ครากๆ เหมือนกระเพาะมังกร ยังจำได้ว่าคืนก่อนนั้นเราไม่ได้นอน ตื่นเต้นจนเหนื่อย เครียดจนนอนไม่หลับ และเศร้าชิบหายจนกินอะไรไม่ลง แต่ในที่สุดตอนเช้าเราก็มาปรากฏตัวที่ห้องน้ำข้าราชบริภารอันสะอาดสะอ้านและเงียบสงบ หลังจากเดินทำท่าเคร่งขรึมแบบไอด้อลมาตลอดทางเดินแห่งแสงนั้น

 

หน่วยปฐมพยาบาลและกู้ชีพรายงานตัวเป็นหน่วยแรก ตามมาด้วยหน่วยการ์ด และสุดท้ายเป็นหน่วยเทคนิค ยังจำได้ว่าตอนนั้นเรากระวนกระวายมาก และด่าพวกเทคนิคไปหลายยกเหมือนกัน แต่มองย้อนกลับไป จริงๆ แล้วเหมือนเรากำลังด่าคนอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความวิตกกังวลของตัวเอง อ่อนหัดจังเลย

 

ในที่สุด เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว เราก็หายใจลึกๆ สามครั้ง นึกดีใจที่ไม่มีใครเห็นเรา เพราะเรากำลังมือสั่นยิ่งกว่าวันที่สวมมงกุฎครั้งแรกซะอีก เรานั่งขัดสมาธิบนพื้นที่แคบๆ ระหว่างอ่างล้างมือสองอ่างนั้น สะบัดผมยาวๆ ไปด้านหลัง วางศอกบนเข่า เอามือเท้าคาง มืออีกข้างยกวอขึ้นจ่อปากอย่างคูลสุดๆ ทั้งๆ ที่อยู่คนเดียว

 

“พร้อมแล้ว, จัดเลย”

 

ยังไม่ทันสิ้นเสียงเรา ก็มีเสียงปลดล็อคกุญแจมือดังคลิก – เจ็ดเสียง

 

แล้ววินาทีถัดมา

 

ประตูห้องน้ำสองบานก็ระเบิดออกพร้อมกัน

 

 

4

พอทุกคนถูกปลดล็อคกุญแจมือ เสียงของพลังหลากหลายชนิดก็ดังกึกก้องสะท้านสะเทือน แรงระเบิดแทบจะฉีกกระชากตัวเราออกเป็นชิ้นๆ แต่อยู่ดีๆ เราก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังยิ้มกว้าง ความเหนื่อย ความง่วง และความเศร้าทั้งหลายมลายหายไป เลือดในกายของเรากำลังตอบสนองต่อสัญชาติญาณดิบเถื่อน แต่บางทีเราก็รู้ตัวว่าร่างกายไม่ค่อยจะเหมาะสมกับจิตใจซักเท่าไหร่ เราได้ยินเสียงประตูสองบานเปิดออก ผู้ผ่านการออดิชั่นสองคนแรกคงกำลังจ้องมองเราโก่งคอสำลักก้อนเลือด ท่ามกลางเศษฝุ่นที่ร่วงกราวราวหิมะ มันอาจจะไม่ใช่ก้อนเลือดก็ได้นะ มันอาจจะเป็นชิ้นส่วนของปอดก็ได้ ใครจะรู้ เลือดสีแดงเข้มผสมกับน้ำลายหนืดเหนียว แต่ในที่สุดเราก็ถ่มออกมาจนหมด ศิลปกรรมบนพื้นไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไหร่นัก เราเช็ดปากด้วยแขนเสื้อ เงยหน้าขึ้นมอง

 

สบตากับพี่ชายสองคน

 

ในวันออดิชั่น พี่คนหนึ่งใช้มวลพลังดิบเถื่อนอัดลูกไฟมหากาฬระเบิดประตูเหล็กเป็นจุณมหาจุณ ในขณะที่พี่อีกคนใช้เลเซอร์สีแดงกรีดขอบประตูสองข้างเนี้ยบๆ แล้วค่อยๆ จับประตูวางนอนกับพื้น พี่คนนึงใส่หมวกไหมพรมกับชุดฮิปฮอปเหมือนขาใหญ่ท้ายซอย ขณะที่พี่อีกคนใส่เชิ้ตผูกไทตัดรองทรง แต่ว่าเนิ่นนานหลังจากนั้น, หลังจากได้มารู้จักและร่วมเป็นร่วมตายกับพวกเขา เราถึงได้รู้ว่า เราอาจจะอ่านบางส่วนเสี้ยวของคนคนหนึ่งจากการอ่านพลังของเขาได้เช่นกัน

 

แต่เราก็ได้รู้ด้วยว่า เราไม่ควรจะเชื่อว่าตัวเองจะอ่านใครออกเลย

 

พี่โหดสัสที่ชอบระเบิดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้านั้น บางทีก็อินโนเซนส์อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะกับพวกเรื่องทะลึ่งๆ และหนักๆ เข้าก็ทำให้พวกเราหัวเราะได้เป็นวรรคเป็นเวร คงจะคล้ายๆ กับพลังของเขาละมั้ง พลังของพี่โหดสัสเป็นพลังทำลายล้างก็จริง แต่มันไม่มี ‘ความเข้มข้น’ – เหมือนปืนฉีดน้ำพลังสูงที่อาจจะเจาะลูกกะตาคนให้ทะลุกะโหลกได้ เหมือนน้ำป่า เหมือนเขื่อนแตก เหมือนสึนามิที่ถล่มเมืองทั้งเมืองได้ ทั้งๆ ที่เป็นเพียงน้ำใสๆ และเขามักจะถูกสบประมาทเยาะเย้ยโดยพวกเลเวล 99 คนอื่นที่เจอระหว่าง แต่แน่นอนว่าหลังจากต่อสู้กันจนรู้ผลแพ้ชนะแล้ว หลายคนต้องถอนคำพูด และหลายคนไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแม้แต่จะถอนคำพูดด้วยซ้ำ 

 

ส่วนพี่ชายแสงเลเซอร์คนนั้นเรานับถือสายตาเขาจริงๆ แม้จะจัดการปีศาจรูปทรงทุเรศๆ ซักตัวยังต้องผ่ากลางให้สองข้างสมมาตรกัน หรือไม่ก็ต้องเล็งหัวใจ เส้นเลือดใหญ่และจุดรวมประสาท ไม่ก็ระหว่างดวงตา (ต่อให้มีตาเจ็ดตา พี่แกก็รู้ว่าจุดกึ่งกลางรัศมีดวงตามันอยู่ตรงไหน เมพสุดละ) แต่เห็นมาในลุคพี่หมอศัลย์มาดเนี้ยบแบบนี้ จริงๆ เขาก็เป็นคนตลกนะ เหมือนเสียงเวลาแสงเลเซอร์ของเขากรีดผ่านเนื้อวัตถุ มันเป็นเสียงซู่ซ่า สนุกๆ น่ารักๆ เหมือนเสียงเจียวไข่ในน้ำมัน

 

เรายังคงคิดถึงพี่ชายทั้งสองเสมอนะ แม้ว่าในที่สุดแล้วพี่ทั้งสองจะทอดทิ้งเราไว้ที่ขอบเหว แล้วหันหลังเดินจากไปก็ตาม ...แต่บางทีมันก็เหมือนความทรงจำของเรามีสองส่วนแยกจากกัน คือ ‘ก่อนวันนั้น’ และ ‘หลังวันนั้น’ และเรายังคงคิดถึงเรื่อง ‘ก่อนวันนั้น’ อยู่เสมอ โดยเฉพาะเหตุการณ์วันแรกที่เจอกัน เรายังจำได้ว่าในที่สุดเราก็ยิ้มให้พวกเขา เลือดติดฟันรึเปล่าวะ เอาแขนเสื้อข้างเดิมเช็ดอีกนิดหน่อย โอเค แล้วก็ยิ้มให้ใหม่ พี่สองคนคงนึกว่าตัวเองออกจากห้องน้ำมาเป็นคนแรกและคนเดียวแน่ๆ เพราะทั้งสองดูตกใจมากที่เห็นสายตาเรามองคนสองคนกลับไปกลับมา (กระจกด้านตรงข้ามแหลกละเอียดไปแล้ว)

 

ทั้งสองจึงหันมามองหน้ากัน

 

แล้วร้อง “เฮ้ย!”

 

แล้วชี้หน้า

 

จากนั้นก็ตามด้วย “ไอ่เห้...!”

 

และ “มรึงมาด้วยเหรอฟะ!?!”

 

ตอนนั้นน่ะ จำได้ว่าเรายิ้มกว้างสุดๆ เลย เพราะเราคิดว่าเราได้ครอบครองม้ากับเรือ ได้ครอบครองนักรบสองคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพี

 

 

5

หลังจากพี่สองคนนั้นพังประตูออกมาแล้ว เราก็มองสำรวจห้องน้ำที่เหลือ ห้องทางซ้ายมือสุดของเรามีเปลวไฟสีเหลืองทองลามเลียอยู่ด้านใต้ และกลอนตัวล่างสุด – จากทั้งหมดเกือบร้อยอัน – เริ่มจะหลอมละลาย ถัดมา ที่ห้องน้ำหมายเลขสอง มีเสียงงัดแงะดังก๊องแก๊ง ห้องน้ำหมายเลขสามเหลือแต่เศษประตู ห้องหมายเลขสี่ดูเหมือนผู้เข้าแข่งขันกำลังพยายามสุดชีวิตที่จะพังประตูออกมาให้ได้ มีเสียงกระแทกดังโครมๆ ไม่หยุด ประตูสั่นสะเทือน ก้อนพลังที่ระเบิดอยู่ในนั้นก็เข้มข้นพอที่จะทำให้เราช้ำในได้ แต่กลับไม่มีน็อตแม้สักตัวที่หลุดออกมาเลย ห้องหมายเลขห้าว่างเปล่าสะอาดเรียบร้อย ส่วนห้องหมายเลขหกและเจ็ดเงียบสนิท แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยียบที่แผ่ซ่านออกมา

 

ใช้มนตร์ดำแน่ๆ... เราแอบตื่นเต้นเล็กน้อย เราไม่เคยเจอมนตร์ดำจังๆ มาก่อน แต่เค้าว่ากันว่ามนตร์ปรกติร้อน มนตร์ดำเย็น

 

“ไม่เห็นรู้สึกเลย” พี่สองคนพูดเหมือนกัน เราเริ่มไม่แน่ใจ ขยับไปสำรวจห้องน้ำหมายเลขหกและเจ็ด

 

แต่อยู่ๆ เสียงกุกกักก๊องแก๊งในห้องน้ำหมายเลขสองก็หยุดลง เราสามคนหันไปมอง ความมืดทิ้งตัวจังหวะสั้นๆ จากนั้นกลอนทั้งหมดก็ร่วงกราวลงกับพื้น แล้วลูกบิดก็หมุน ประตูถูกเปิดออกด้วยวิธีปกติธรรมดา

 

เราสบตากับเธอ

 

เธอเป็นผู้หญิงส่วนสูงกลางๆ ค่อนไปทางผอม ผิวสีน้ำผึ้ง ใส่เสื้อยืดแขนยาวและกางเกงยีนส์มอซอ ผมยาวรุ่ยๆ รวบหลวมๆ แต่เธอมีรอยยิ้มที่สว่างสดใส เธอสะพายกระเป๋าหนังสุดเท่ที่เต็มไปด้วยซิปอย่างคุ้นชินทะมัดทะแมง ราวกับมันเป็นอวัยวะที่สามสิบสามของเธอ

 

แล้วเราก็เห็นว่าในมือเธอถือไขควงขนาดพอดีๆ หนึ่งอัน บนพื้นเกลื่อนไปด้วยตัวล็อค บานพับ และน็อตนับไม่ถ้วน

 

เธอเปิดประตูเหล็กที่ผนึกพลังเวทแน่นหนาได้ด้วยไขควงธรรมดาๆ เพียงอันเดียว

 

ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าผู้หญิงที่ไม่มีเวทมนตร์คนนี้จะเป็นสายลับอันดับหนึ่งของพวกเรา ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะถ้าเราใช้คนที่มีเวทมนตร์ให้แอบเข้าไปในฐานที่มั่นของค่ายพ่อมดหรือค่ายปีศาจ พวกมันจะจับพลังเวทในตัวคนๆ นั้นได้ทันที ตอนแรกเราก็กลัวว่าเป็นสายลับแบบนี้มันจะอันตรายเกินไปรึเปล่า แต่แล้ว... ไม่ใช่สิ และแล้ว... ต่างหาก และแล้วเราก็ได้กลัวในสิ่งที่เรากลัว เมื่อเธอกลับมาจากภารกิจแรกด้วยสภาพโชกเลือด

 

แต่เธอก็รายงานความลับของศัครูด้วยรอยยิ้มสว่างๆ เหมือนทุกวัน

 

เรายังจำวันนั้นได้ดี...วันที่เราสารภาพกับเธอว่า เธอเป็นผู้หญิงคนแรกที่ทำให้เรานึกถึงหมา แทนที่ควรจะนึกถึงแมว เธอหัวเราะและบอกว่าดีแล้วล่ะ เธอชอบหมา มันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ซื่อสัตย์ ภักดี ไม่มีลับลมคมใน และพึ่งพาได้เสมอ เราอึ้งไปนิด...เหมือนเธอไม่รู้ตัวเลยว่าเธอกำลังบรรยายนิสัยหมา ด้วยถ้อยคำที่เรากำลังจะใช้บรรยายนิสัยเธอ

 

“และสกปรกด้วย” เราเสริม

 

เธอเตะเรา

 

แล้วจากนั้นเราก็เริ่มถกเถียงกันว่าคำพวกนั้นมันเป็นสิ่งที่หมาเป็นจริงๆ เหรอ หรือเป็นสิ่งที่คนคิดไปเองว่ามันเป็น หรือเป็นสิ่งที่คน ‘สอน’ ให้มันเป็น ถึงเราจะจำไม่ได้แล้วว่าข้อสรุปของเราสองคนคืออะไร แต่เรายังจำเธอได้เสมอนะ

 

เจ้าหมา,


สายลับของฉัน,

 

นายช่างของฉัน



6

เรายังคงนึกถึงเด็กน้อยคนนั้นหลังประตูบานนั้น เด็กน้อยหัวหยิกหยอยที่หน้าตาเหมือนแบกความแค้นทั้งมวลในจักรวาล วันที่เราสามคนยืนมุงประตูบานกลาง มองประตูถูกกระแทกจากข้างในครั้งแล้วครั้งเล่า แล้วในที่สุดมวลพลังเข้มข้นนั้นก็จางไป ถูกแทนที่ด้วยแรงกระแทกดิบๆ ของกำปั้นและหัวไหล่ และเสียงกรีดร้องอย่างเดือดแค้น – เสียงเล็กๆ แหบๆ ของเด็ก - ตอนนั้นเองที่เราตระหนักได้ว่าผู้เข้าแข่งขันคนนี้เป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆ เท่านั้น

 

เราสามคนยังคงยืนสงบนิ่ง ราวกับเฝ้ารอวินาทีที่ลูกไก่เจาะเปลือกไข่ แต่เปลือกไข่บ้าอะไรจะหนาเช่นนี้ ในที่สุด พร้อมเสียงคำรามสุดปอด, กำปั้นเล็กๆ โชกเลือดอันหนึ่งก็ทะลุออกมาจากประตูเหล็ก และทุกอย่างก็เงียบสนิท นานสองนานกว่าเราจะสำนึกได้ว่าเด็กคนนั้นคงสลบคาประตูไปแล้ว พี่หมอศัลย์กรีดประตูออกมา และเรากับเจ้าหมาของเราก็ช่วยกันอุ้มเขาลงมานอนบนพื้น และแกะเศษเหล็กแหลมที่ทิ่มตำข้อมือของเขา และที่ทุกคนจำได้ไม่ลืมก็คือสีหน้าของพี่โหดสัส ที่ท่าทางราวกับถูกแม่เอาไม้กวาดฟาดกบาล ซึ่งแม่ของเขาก็อาจจะทำอย่างนั้นจริงๆ เนื่องจากเด็กน้อยหัวหยิกคนนี้เป็นน้องชายแท้ๆ ของเขาเอง

 

ถึงตามหลักแล้วเขาจะไม่ผ่านออดิชั่น แต่เราก็รับเขาไว้ และเราไม่เสียใจเลย

 

คิดถึงนายนะ ‘เด็กเส้น’ ...นายเป็นเหมือนดาวหางอุกกาบาต เราคงหานิยามอื่นไม่ได้แล้วจริงๆ นายเป็นเหมือนไอ้ดาวเล็กๆ พวกนั้น ที่พุ่งจี๋ไปข้างหน้าและแผดแสงสุดแรงเกิด แม้ว่าตัวของมันจะต้องเผาไหม้ไปด้วยก็ตาม

 

 

7

เรายังคงคิดถึงตาลุง ตาลุงแก่ที่แอ๊บวัยรุ่น แต่สุดแสนจะภาคภูมิใจในพลังแก่ๆ ของแก ตาลุงที่ดูถูกเจ้าหมาของเราว่าไม่มีเวทมนตร์ สาปแช่งพี่โหดสัสว่าเป็นพวกทำลายขนบ ใช้พลังผิดวิธี และสาปแช่งพี่หมอศัลย์ว่าเป็นพวกสมัยใหม่ที่ชอบทำลายล้าง แกเป็นอภิมหาอนุรักษ์นิยมที่สุดที่เราเคยเจอมา เรายังคงจำได้ว่าวันนั้นแกเริ่มสุมไฟที่ประตูตั้งแต่สัญญาณปลดล็อคกุญแจมือ เปลวไฟเล็กๆ ค่อยๆ หลอมประตูเหล็กทีละน้อย

 

ทุกคนต้องยืนรอแกถึงเกือบครึ่งชั่วโมงกว่าประตูของแกจะละลายลงมากองแทบเท้าเหมือนก้อนน้ำตาเทียน

 

ตอนที่เธอคนนั้นไขประตูออกมา ตาลุง, ผู้อยู่หลังประตูที่ทรุดลงไปหนึ่งคืบก็แอบเขย่งดู ตอนที่เจ้าหนูซัดกำปั้นทะลุประตูออกมาได้ ตาลุง, ผู้อยู่หลังประตูที่ทรุดลงมาเกือบฟุตนึงแล้ว ก็ชะโงกหน้าออกมาส่งเสียงอู้หู และตอนที่เราถูกโจมตีโดยพี่สาวหลังประตูบานที่หก ตาลุง, ผู้อยู่หลังประตูที่ทรุดลงมาครึ่งบาน ก็เฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดอย่างใจจดใจจ่อ

 

และหลังจากนั้นเราก็ได้เรียนรู้ว่าแกเป็นสุดยอดของความเชื่องช้าจริงๆ บางทีช้าซะจนดูเหมือนแกจงใจแกล้งช้า แกเคยรักษาแผลให้หนึ่งในพวกเรา เชื่องช้าซะจนเลือดจะหมดตัวตายกว่าแผลจะปิด แต่พอปิดแล้วก็ปิดสนิทไม่เหลือแผลเป็นใดๆ เลย อีกครั้งหนึ่งพวกเราเคยรอแกทำซุป หิวจนแทบจะกินกันเอง แต่พอได้ชิมแล้วมันรสชาติหกดาว เหนือคำบรรยายจริงๆ

 

ถึงลุงจะแปลกและโหดมันฮา แต่เราก็คิดถึงลุงมาก อยากจะบอกว่า เราไม่เคยลืมวันที่ลุงวิ่งเร็วๆ เป็นครั้งแรก และเชื่อว่าพวกเราทุกคนไม่มีใครลืมเช่นกัน ขอบคุณลุงมากนะ

 

 

8

เรายังคงคิดถึงเธอ พี่สาวผู้แสนเศร้าคนนั้น เธอทำได้ยังไงนะ แบกรับความขมขื่นไว้ได้มากมายขนาดนั้น เรายังคงจำได้ว่าตอนนั้นเรารู้สึกหนาวๆ ตั้งแต่เริ่มการแข่งขัน แต่เรานึกว่าเป็นเพราะอากาศ ไม่นึกเลยว่าจะเป็นเพราะเธอ นั่นสินะ เราไม่น่าจะแปลกใจเลย ก็ตอนเข้าใกล้เปลวไฟของตาลุง เราไม่ได้อุ่นขึ้นเลย ไม่ใช่ว่าเราไม่สามารถสัมผัสความร้อนนั้น แต่เรารู้สึกถึงแค่ปลายนิ้ว ในตัวเรายังคงหนาวเหน็บเหมือนก้อนน้ำแข็งที่เพิ่งเอาออกมาตั้งกลางแสงแดด

 

เราวอเรียกหน่วยพยาบาลให้มารับตัวเจ้าหนูน้อย แต่ตอนนั้นเองที่เธอเข้ามา เธอเข้ามาในตัวเรา และมองเห็นตัวตนของเราทะลุปรุโปร่ง ความหยิ่งทะนงโง่เขลา และความอ่อนแอน่าละอาย เธอกุมเอาความคิดจิตใจของเราไว้ ทุกสิ่งทุกอย่างดับมืด และเราก็จมลงไป เราพยายามต่อสู้ดิ้นรนอย่างสุดกำลัง แต่เธอก็มองเห็นตัวตนอันกลวงเปล่าของเราอยู่ดี... มองเห็นว่าทำไมกำแพงเมืองถึงพังทลาย มองเห็นโล่ของท่านพ่อแตกเป็นเสี่ยงๆ ดาบของท่านแม่ที่มีแหวนของท่านแม่หลอมละลายติดอยู่ และเศษเส้นผมของท่านพี่ที่ติดอยู่ในกำปั้นของศัตรู

 

เธอมองเห็นว่าเรามันเป็นอัลเคมิสต์กะหลั่วๆ เราเกิดมาเพื่อเปลี่ยนทองให้เป็นเหล็ก ไม่ใช่เปลี่ยนเหล็กให้เป็นทอง ถึงเราจะสามารถเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นเหล็กได้ แต่มันจะมีประโยชน์อะไรนักหนาหรือ? เราประหยัดงบกองทัพได้เพราะเราสามารถเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่างให้กลายเป็นเหล็ก แล้วให้ช่างทำอาวุธเอาไปตอกไปตี เป็นดาบ เป็นโล่ เป็นหอก เป็นธนู แต่ถ้าเราเกิดมาเพื่อเปลี่ยนเหล็กเป็นทองละก็ มันไม่ดีกว่าเหรอที่จะเอาทองไปฟาดหัวศัตรูให้มันไสหัวกลับไปซะที

 

“ไม่เลย” ทุกคนบอกเรา

 

แต่เราไม่เชื่อ และด้วยเหตุนีเองการออดิชั่นถึงเริ่มต้นขึ้น เราต้องการอัศวินโต๊ะกลมเพื่อออกไปผจญภัย ตามหาสิ่งที่เรียกว่า ‘คริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์’

 

ในโลกที่อัญมณีห่าเหวทุกชนิดมีพลังเวทไปซะหมด ‘คริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์’ นั้นเป็นสิ่งวิเศษสุด

 

แต่ตอนนั้นวิเศษยังไงเราก็ไม่รู้หรอก จนได้มาจริงๆ แล้วนั่นแหละ...

 

เล่าถึงไหนแล้วนะ...

 

ระหว่างที่กำลังยื้อยุดกันอยู่ ก่อนที่เธอจะเห็นความน่าสมเพชทุกหยาดหยดในตัวเรา ...เราก็ซัดกำปั้นออกไปเต็มรัก ใครจะไปนึกว่ากำปั้นนั้นจะทะลุแนวป้องกันของเธอ และทำให้อดีตของเธอไหลทะลักเข้ามาในตัวเรา เหมือนคลื่นสีดำพุ่งเข้ามาตามรอยแยกของประตู เราเห็นภาพพร่าเลือนและมวลสารสีดำหนักอึ้ง รวมทั้งโลหิตมหาศาล เราเห็นภาพเด็กผู้หญิงวิ่งหนีไม่คิดชีวิต ภาพเด็กสาวถูกรุมกระทำย่ำยีกลางซอยเปลี่ยว และผู้หญิงคนหนึ่งกำลังทำในสิ่งที่เราไม่อาจจะจินตนาการถึง และตอนนั้นเองที่ทุกสิ่งทุกอย่างหายวับไป และเรารู้สึกอบอุ่นขึ้นมาอีกครั้ง เราลืมตาขึ้นมาพบว่าตัวเองกำลังนั่งอยู่บนพื้น พี่ชายสองคนเขย่าตัวเรา ตาลุงส่งเสียงถามว่าเป็นไงบ้าง

 

นั่นสินะ ตลกดี เรานึกไม่ถึงจริงๆ กฎของการออดิชั่นก็คือ ต้องพยายามออกมาจากห้องน้ำประตูเหล็กนั่นให้ได้ คนอื่นเขาออกมาได้แล้วจริงๆ แต่ผู้หญิงคนนี้ก็ออกมาเหมือนกัน ...เพียงแต่ออกมาในอีกรูปแบบหนึ่งที่เราไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลย

 

เราออกคำสั่งผ่านวิทยุให้ปลดล็อคประตู แล้วเราก็สบตากับเธอ...

 

ในเมื่อต่างคนต่างรู้จุดอ่อนซึ่งกันและกัน มันก็เลยดูเหมือนแฟร์น่ะนะ

 

“ผ่าน” เรายิ้มยิงฟันให้เธอ

 

 

9

เรายังคงนึกถึงไอ้หน้าตูดคราวน์ปริ๊นซ์แห่งอาณาจักรตะวันตกเฉียงใต้ ทายาทอันดับหนึ่งของศัตรูอันดับสอง นึกถึงวันที่ทุกคนมารุมล้อมประตูบานสุดท้ายที่เงียบสนิทไม่มีร่องรอยการต่อสู้ใดๆ เราเคาะประตู แต่แล้วก็ได้ยินเสียงน้ำ หรือจะพูดให้ถูกก็คือ ได้ยินเสียงน้ำพุ่งใส่ภาชนะที่มีน้ำรองรับ จากนั้นก็เป็นเสียงรูดซิป แล้วก็เสียงกดชักโครก

 

พระเจ้าก็พระเจ้าเถอะ

 

ใครจะไปคิดว่าผู้มาออดิชั่น จะชิวถึงขั้นนั่งขี้ได้สบายใจเช่นนี้ เราอยากเห็นหน้าจริงๆ แล้วเราก็บอกไปตามนั้น เขาตอบด้วยเสียงหัวเราะหึๆ จากนั้นประตูห้องน้ำก็ถูกซัดจนล้มมาข้างหน้า ตัวล็อคทั้งหมดฉีกขาด สภาพเหมือนรถถูกชน

 

แล้วเราก็สบตากับ ‘ตีน’ เปล่าๆ ข้างหนึ่งที่มีควันฉุย

 

มีรอยสักอันหนึ่งอยู่บนฝ่าตีน

 

เราจำรอยสักนั้นได้ทันที ...มันคือรอยสักศักดิ์สิทธิ์ที่เราถูกบังคับให้จดจำมาแต่เด็ก ว่านี่คือตราประทับของศัตรู แต่สิ่งที่เราท่องมาก็คือ รอยสักนี้จะปรากฏอยู่บนฝ่ามือของราชวงศ์ชั้นสูง แล้วนี่มันอะไรกันฟะ ไม่ใช่ฝ่ามือนี่หว่า

 

เรายังจำได้ว่าเขามองเราเหมือนกำลังรู้สึกสนุกมาก เขาขยับแว่นสายตากรอบดำแล้วยักคิ้วให้ ในที่สุดพอเห็นเราใบ้กินขนาดนั้นเขาก็ยักไหล่ วางรองเท้าข้างนั้นลง แล้วก้มลงใส่รองเท้า ผูกเชือกสบายๆ

 

เรามารู้ทีหลังว่าเขาถูกเตะออกมาจากตำแหน่งทายาท เนื่องจากขณะที่พวกพ่อมดแก่ๆ เอาแต่หลับตาท่องคาถา เขาก็สะเออะเอาตีนซ้ายจุ่มลงไปในหม้อน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ แทนที่จะเป็นมือขวาเหมือนที่กระทำกันมาแปดพันยี่สิบสามปีเจ็ดเดือน เรื่องนี้เป็นความระห่ำร่ำเกรียนส่วนตัว หรือเป็นการขบถทางสัญลักษณ์อันซับซ้อนเราก็ไม่อาจรู้ได้ เราไม่เคยเอ่ยปากถามเหตุผลที่แท้จริงของเขา และเขาก็ไม่เคยปริปากถึง

 

เราสองคนกลายมาเป็นคู่คิดคู่แค้น ด้วยความที่อายุเท่ากันและมีเลือดสีเดียวกัน เราคิดอะไรคล้ายกันจนน่าตกใจ และบ่อยครั้งที่ต้องลงเอยเป็นหัวหน้าร่วมกัน เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานก็เป็นตัวตายตัวแทนกันได้ หรือถ้ามาถึงทางแพร่ง ต้องแบ่งเป็นสองกลุ่ม เราก็มักจะจองตำแหน่งกันคนละกลุ่ม แต่ก็ยังมีอะไรบางอย่างที่ทำให้เราคิดว่าเราไม่มีทางเอาชนะเขาได้เลย เขาทำให้เรารู้ซึ้งถึงคำกล่าวที่ว่า คนที่หัวเราะได้คือผู้ชนะ เพราะมีหลายครั้งที่เขายอมจำนนต่อเหตุผลของเราแต่โดยดี ใช่, เขาจำนนก็จริง แต่เขามักจะเอ่อถ้อยคำยอมจำนนด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ ด้วยประกายตาเยาะเย้ยอยู่ในที จนสามารถทำให้ผู้ชนะรู้สึกเหมือนเป็นผู้แพ้ได้ บางทีเราก็สงสัยนะว่ามันเป็นคำเยาะเย้ยกลวงๆ รึเปล่า แบบว่าแค่อยากเยาะเย้ยน่ะ หรือว่าเขารู้อะไรดีกว่าเราจริงๆ แต่ไม่ยอมบอกเรา...

 

ไม่อยากยอมรับเลยว่า บางคราว เราก็คิดถึงเขาเช่นกัน

 

 

10

เรายังคงคิดถึงทุกคนอยู่

ถึงแม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะจบลงแล้วก็ตาม

 

มันเหมือนกับว่า ทุกคนเคยมาใช้ชีวิตอยู่ในตัวเรา มาเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา

 

ทั้งๆ ที่ในวันกึ่งร้อนกึ่งหนาว เวลากึงเช้ากึ่งสายนั้น เราไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตเราจะต้องเปลี่ยนไป

 

ตอนนั้นเรานึกไม่ถึงหรอก ว่าไอ้ ‘คริสตัลใสๆ ไม่มีเวทมนตร์’ นั่นจะให้อะไรกับเรา นึกไม่ถึงหรอกว่าใครใน ’สหายผู้ผ่านการออดิชั่น’ จะทรยศเรา นึกไม่ถึงหรอกว่าจะมีใครในนั้นที่เราเป็นคนฆ่าเขาเองกับมือ นึกไม่ถึงหรอกว่าจะมีใครตายแทนเรา นึกไม่ถึงหรอกว่าเราจะได้รักใคร นึกไม่ถึงหรอกว่าจะมีใครรักเรา นึกไม่ถึงหรอกว่าใครในนั้นจะปิ้งขนมปังอร่อยที่สุดในสามโลก นึกไม่ถึงหรอกว่าจะมีใครเกากีตาร์เพราะที่สุดในจักรวาล นึกไม่ถึงหรอกว่าหนึ่งในนั้นได้จะรับอาณาจักรและบัลลังก์ของเราครึ่งหนึ่ง หนึ่งในนั้นเราจะไม่ได้พบเขาอีกเลย หนึ่งในนั้นจะเขียนจดหมายถึงเราทุกปี หนึ่งในนั้นจะทำให้เรารู้สึกผิดอย่างร้ายกาจ หนึ่งในนั้นจะทำให้เราภาคภูมิใจจนยากจะบรรยาย หนึ่งในนั้นจะเสียสละยาทั้งหมดของเขาให้เรา หนึ่งในนั้นจะหัวเราะได้อย่างชั่วร้ายมากตอนที่เราเดินสะดุดขี้อูฐ... นึกไม่ถึงเลย...

 

บางทีเราก็นึกอยากย้อนกลับไป ณ วันนั้น วันแรกที่เราได้พบกับทุกคน วันที่โลกยังสว่างและบริสุทธิ์สดใส

 

แต่ทุกครั้งเราก็จะรีบดึงตัวเองกลับมา

 

เพราะเรารู้ว่าเรื่องราวหลังจากนั้นหลอมรวมเป็นส่วนหนึ่งของตัวเราเสียแล้ว

 

และต่อให้เราพยายามลืม พยายามปฏิเสธ บางสิ่งบางอย่างก็ยังคงอยู่

 

เสมอ

 

และ(อาจจะ)ตลอดไป

 

 

 

เขียน: กุมภา-มีนา 2013

...................................................................................

หมายเหตุ

1. เรื่องนี้เป็นเรื่องสั้น อยู่ใน universe เดียวกับ ย่าได้เลเว่วเท่าไหร่ค้าบตอนอายุหกขวบ แต่ไม่ต่อกันเลย และไม่เกี่ยวกันเลย แต่จะอ่านทั้งสองเรื่องก็ได้นะ อิอิ

2. ไอเดียเริ่มแรกอยากทำคาแรคเตอร์ดีไซน์ เพื่อจะเอาไปใช้ต่อ แต่เขียนจบก็รู้สึกว่าไม่ไหวละค้าบ คงจะจบที่ตรงนี้แหละ 55555

3. ดูงานอื่นๆ ของเราได้ที่ สารบัญ นะ (อยู่ข้างๆ Home Foot in mouth)

4. ขอบคุณที่อ่านค้าบ