language story 2 : I'm afraid of writing.

posted on 06 Nov 2009 23:49 by ccchhhuuunnn  in MY-DAYS
มันแปลกมั้ย ที่เราเขียนบล็อก แต่กลัวการเขียน


นานมาแล้ว สมัยที่เด็กทุกคนต้องควานหา identity ของตนเอง
เราคิดว่า เอาละวะ เราจะเป็นคนเขียนหนังสือละ!


แล้วเราก็เขียน


หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น
มันสนุกแฮะ


แต่เคยได้ยินมั้ย ในวิทยุคลื่นไหนไม่รู้ โฆษณาอะไรซักอย่าง
บอกว่า
วัยรุ่น ถึงจะแหวกแนวยังไง ก็ยังต้องเหมือนเพื่อน


นั่นแหละ


บางทีการเขียนทำให้เรารู้สึกว่า
เราแตกต่าง แต่เราไม่เหมือนเพื่อน
เราเป็นตัวประหลาด


บางทีเราก็เจอเพื่อนที่เป็นตัวประหลาดเหมือนกัน
แต่สุดท้ายเรากลับพบว่า พวกเขาแค่แต่งคอสเพลย์เป็นตัวประหลาดเท่านั้น ข้างในเขาเป็นคน


เรากลัวมาก และสิ่งที่เราเขียนก็เริ่มก้าวร้าว


จนกระทั่งถึงจุดที่เราทนไม่ได้


เราค่อยๆ กลายร่างกลับมาเป็นคน


ในที่สุดเราก็กลับมาเป็นคน


เหมือนเพื่อนแล้ว

แต่เราไม่แตกต่างอีกแล้ว


คิดดูสิว่ามันน่าตกใจขนาดไหน เมื่อมาเข้ามหา'ลัยแล้ว เพิ่งรู้ว่ามีตัวประหลาดเต็มคณะไปหมด
ดีใจมากๆเลย

แต่ในขณะเดียวกัน
มันก็โคดเสียใจ


เราไม่สามารถไปร่วมก๊วนกับพวกเค้าได้
เพราะเรากลายเป็นคนไปแล้ว


สิ่งที่เราเจอ หรือไม่ก็คิดไปเองว่าเจอ
ทำให้เราฝังใจกับความกลัวหลายๆอย่าง


และมันเป็นปัญหามากในการเรียนมหา'ลัยวิชานี้


เรากลัวการใช้ศัพท์ยากๆ หรือศัพท์แปลกๆ โดยเฉพาะพวกคำที่ใช้อธิบายอารมณ์ ความงาม หรือความเคลื่อนไหว
เพราะเราเคยเห็นพวกที่ใช้เว่อร์ๆ แล้วรู้สึกว่ามันเฟค
แต่พอเราใช้บ้าง โดย(ตอนนั้นคิดว่า)เลือกเฉพาะคำที่ดูมีรสนิยม มันก็กลายเป็นว่า
เรากำลังเขียนโดยใช้ภาษาของผู้ใหญ่
ใช้แล้วไม่เหมือนเพื่อน

บางทีเรารู้สึกว่า ช่วงที่เพื่อนๆเป็นวัยรุ่น เราโตกว่าพวกเค้า แต่พอพวกเค้าโต เรากลับเด็กลง
พอกลัว ก็เลยไม่ใช้
พอไม่ใช้ ก็เลยใช้ไม่เป็นแล้ว
แล้วพอถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้...

อีกเรื่องนึง เรากลัวคำจำกัดความของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
งงมั้ย
555


เรากลัวที่จะบอกคนอื่นว่า แต่งเรื่อง แต่งกลอน เขียนนิยาย
เราจะขนลุกซู่ไปทั้งตัวด้วยความหยะแหยง เมื่อมีใครแนะนำเราให้ใครอีกคนรู้จัก โดยใช้คำพวกนี้


พูดจริงๆนะเนี่ย
มันเป็นความกลัวฝังใจ
ลองพูดคำพวกนี้ด้วยน้ำเสียงดูหมิ่นสิ
เรารู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยามว่าชอบเพ้อฝัน


ได้ยินกี่ครั้งก็รับไม่ได้ ไม่ชินซักที


มีนักเขียนหลายคนที่ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน ว่าพวกเขาชอบเพ้อฝัน
แต่เราไม่ใช่


แม้ว่าคำว่า เขียนหนังสือ และวรรณกรรม จะดูเป็นคำที่ไร้ความรู้สึกมากกว่า
แต่มันก็ใช้แทนไม่ได้


ลองคิดดูสิถ้ามีคนบอกว่า "อ๋อ เค้าเขียนหนังสือ" (ได้ตีพิมพ์ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ)
หรือบอกว่า "ก็เขียนพวกวรรณกรรมอ่ะ" (ใครยกย่องแกให้เป็นวรรณกรรมเนี่ย)
อีเดียดจะตายชัก 5555


ความกลัวเรื่องที่สาม คือเราหมดความเชื่อในเรื่องพวกนี้ไปแล้ว
ว่าการได้อ่านหนังสือซักเล่ม ดูละคร ดูหนังซักเรื่อง หรือดูงานศิลปะสักชิ้นหนึ่ง มันอาจเปลี่ยนชีวิตคนได้
มันเป็นแรงบันดาลใจในชีวิต
มันมีพลังบางอย่างที่ขับเคลื่อนสังคม
 

เอางี้ดีกว่า เราเชื่อว่ามันจริง แต่เราไม่เชื่อแล้วว่าเราจะเป็นคนที่ทำมันได้


เราจะมีคำถามตลอดเวลาว่า ถูกแล้วเหรอวะที่จะใช้เวลาไปกับเรื่องพวกนี้?
มันเป็นเรื่องหลอกลวงรึเปล่าวะ? เรามีอย่างอื่นที่ต้องรับผิดชอบรึเปล่า?


แล้วลองนึกสภาพคนที่เรียนวิชาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ชอบเรื่องพวกนี้ แต่กลัวเรื่องพวกนี้ดูสิ


สนุกมากกกก

:)






คนไทย...

 

บางคนเก่งภาษาไทยแต่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ
บางคนเก่งภาษาอังกฤษแต่ไม่เก่งภาษาไทย

 

จริงเหรอ

 

เราไม่เคยเชื่อเลย

 

มันน่าหมั่นไส้มาก เวลาเพื่อนเราบอกว่า เก่งภาษาอังกฤษมากกว่า เพราะเรียนภาษาไทยมันยาก เรียนไม่รู้เรื่อง

แล้วคนที่เก่งภาษาไทยมากกว่าภาษาอังกฤษ แสดงว่า ไม่มีความถนัดด้านภาษาอังกฤษ รึเปล่า

 

ตอนเราอยู่ม.ต้น เราคิดเรื่องนี้เยอะมาก

 

เราคิดว่า เป็นไปไม่ได้หรอก ที่เราจะเก่งไทยมากกว่าอังกฤษ หรือเก่งอังกฤษมากกว่าไทย
ถ้าเก่งภาษาไหน ก็ต้องเก่งภาษาอื่นด้วย
มันเป็น “ความสามารถด้านภาษา”

 

แต่ที่เราเก่งไม่เท่ากันสองภาษา เพราะเราคุ้นเคยกับภาษาไทยมากกว่า
ความเก่งด้านภาษาอังกฤษ ของเรากับเพื่อนๆ น่าจะขึ้นอยู่กับ “โอกาส” และ “ประสบการณ์”

 

คนไหนที่เก่งกว่า ก็คือคนที่มีโอกาสรู้จักกับภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน เช่น ไปเรียนกับสถาบันข้างนอก ดูหนังฟังเพลงฝรั่ง และอื่นๆ หรือคือคนที่สนใจและตั้งใจเรียนมากกว่าเพื่อน หรือคือคนที่ไม่มีความทรงจำอันเลวร้ายกับภาษาอังกฤษตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้จักมัน เพราะเราว่านะ...ถ้าตอนเด็กมากๆ ซักอนุบาลหรือป.1 เราถูกบังคับให้ท่องศัพท์ยากๆ เยอะๆ ที่เราไม่เข้าใจ เราก็จะเกลียดมัน และฝังใจว่ายังไงก็เรียนไม่รู้เรื่อง แล้วก็เลยไม่รู้เรื่องจริงๆ

 

ดังนั้น ความสามารถด้านภาษาที่แท้จริง ควรวัดจากความเก่งภาษาไทยไม่ใช่เหรอ เพราะภาษาอังกฤษแต่ละคนโอกาสไม่เท่ากัน แล้วอีกอย่าง ภาษาอังกฤษที่เราเรียนตอนมัธยม ก็เป็นความรู้ระดับเบื้องต้น สำหรับประเทศที่ใช้เป็นภาษาแม่ เท่านั้นเอง 
 

เราไม่แน่ใจหรอกนะว่าที่เราคิดมันถูกต้องรึเปล่า อาจจะเป็นเพราะตอนเด็กๆ เราเรียนภาษาไทยได้ดีกว่าอังกฤษนิดหน่อย แล้วรู้สึกว่าถูกล้อเลียนประมาณว่า "เชย" 
 

เราก็เลยหาข้อแก้ตัวให้ตัวเอง

 

แต่พอเราเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น (ตอนนี้เอกอังกฤษ) เราก็รู้สึกว่าไอ้ที่เราคิดตอนเด็กๆมันจริงมากขึ้นมาหน่อย ตอนนี้ บทเรียนภาษาอังกฤษเริ่มใกล้เคียงภาษาไทยตอนมัธยมเข้าไปทุกที มีวรรณกรรม(นิยาย เรื่องสั้น กลอน บทละคร) ให้อ่านเหมือน ทักษะสัมพันธ์ หรือวรรณคดีวิจักษ์ มีอุปมา อุปลักษณ์ และบุคคลวัต เรียนโครงสร้างคำและประโยคภาษาอังกฤษเหมือนภาษาไทยเลย ทั้งพวก อาการนาม กริยานุเคราะห์ นิยมวิเศษณ์ และพวกประโยคความเดียว ความรวม ความซ้อน แล้วยังมี เรียงความ สอบพูดหน้าห้อง สอบฟัง สอบจับใจความ และอื่นๆ

 

มันกำลังวัดความสามารถทาง ภาษา ที่แท้จริงของเราอยู่ใช่มั้ย
เช่นเดียวกับตอนที่เรียนภาษาไทย
ใครเข้าใจวรรณกรรมได้ลึกซึ้งกว่า ใครมองเห็นโครงสร้างอันซับซ้อนของภาษาได้ทะลุกว่า คนนั้นสามารถกว่า

 

แล้วเราก็เอียนเต็มทีแล้ว

 

เบื่อที่สุดในโลก!!!

 

อ้าว นอกเรื่อง ฮ่าๆ

 

เราเคยดูทีวีรายการนึง พ่อกับแม่เรียนเมืองนอกมา พอมีลูก พ่อก็จะพูดภาษาอังกฤษกับลูกตลอด ไม่พูดภาษาไทย ส่วนแม่จะเป็นคนพูดภาษาไทยเอง ปรากฎว่าเด็กคนนั้นพูดไทยกับแม่ แล้วก็พูดอังกฤษกับพ่อได้เท่าๆกัน

 

ถ้ามีเด็กแบบนี้ซักสองคน เราก็จะรู้ว่าเด็กคนไหนถนัดด้านภาษามากกว่ากันใช่มั้ย

เออ

 

แต่จะรู้ไปทำไมล่ะ

 

ความจริงแล้วความเก่ง หรือความเก่งกว่ากัน มันไม่ได้สำคัญมากมาย
ขึ้นอยู่กับความรักกับความพยายามต่างหาก

 

แต่ปัญหาก็คือ ตอนนี้เรายังพยายามกับภาษาอังกฤษไม่พอ แต่ก็ขี้เกียจเหลือแสนนน...
ส่วนภาษาไทย หยุดพยามมานานละ

 

แล้วเราก็เลิกรักพวกมันแล้วด้วย ทั้งสองตัวนั่นแหละ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...
เราจะกลับมาเมื่อไม่สามารถทำการบ้านต่อไปได้แล้ว

 

ฮ่า...

 

OctoPhobia

posted on 26 Sep 2009 12:50 by ccchhhuuunnn  in MY-DAYS

สอบเสร็จแล้ว

เอาอีกละ...

 

ปิดเทอมแล้ว

เอาอีกละ

 

ครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ไม่อยากลุกจากห้องสอบ

ไม่อยากปิดเทอม

 

กลัวเดือนตุุลา กลัวเดือนมีนา เมษา พฤษภา

 

บ้าแน่เลยว่ะ

มีแต่คนอยากปิดเทอม

 

ปิดเทอมเป็นกรงขัิง รู้ป่ะ

อยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรเลย

ไม่ได้ไม่มีอะไรทำ 

มีเยอะแยะที่อยากจะทำ มากมายก่ายกอง

 

แต่ทำไม่ได้ว่ะ

ทำไม่ได้

ทำไม่ได้

ทำไม่ได้

 

ขอทำเหอะ 

นะ

นะ

นะ

 

อย่าว่าเลยนะ

 

 

 

HANG and BLANK

posted on 19 Aug 2009 15:43 by ccchhhuuunnn  in BOOK-MOVIE-COMIC

อ่านหนังสือ+ดูหนังเยอะแยะอีกแล้ว

ทนไม่ได้กับหนังสือเรียน
จริงจังนะเนี่ย

แค่เดือนเดียว อ่านไปตั้ง 10 กว่าเล่ม

รู้สึกว่า อันที่อยากเรียน เค้าสอนน้อยเกินไป อันที่ไม่อยากเรียน จำเป็นต้องเรียน อันที่รู้สึกเฉยๆ ก็เฉยจริงๆเฉยที่สุดในจักรวาล อย่าให้บอกเลยว่าวิชาอะไรบ้าง

รู้สึกแย่อ่ะ อยากโดดเรียนไปทำอย่างอื่น แต่ก็ไม่มีใครโดดเป็นเพื่อน โดดไปก็ไม่มีอะไรทำ
ชีวิตไร้ค่าอย่างร้ายแรง

อยากคุยเรื่องหนังสือที่อ่านอ่ะ แหะๆ ใครเคยอ่าน/ดูเีรื่องไหนบ้าง คุยกันหน่อยเดะ

 

Suicide Shop (ฌอง เติลเล่)
นึกว่าจะสนุกซะอีก เสียดายอ่ะ ไอเดียดี แต่น่าเบื่อ+เว่อร์มาก หรือเป็นเพราะแปล? ชอบแึค่หน้าสุดท้าย ตอนที่...(ไม่สปอยดีกว่า)

เวลาในขวดแก้ว (ประำัภัสสร เสวิุกุล)
อ่านก่อนจะสอบภาษาอังกฤษ อ่านแล้วเลยไม่มีอารมณ์อ่านหนังสือเลย 555 แซ้ดอ่ะ

Slumdog Millionaire (Danny Boyle)
เจ๋ง แต่ ฮอลลีวู้ด มากๆ

คำให้การของทายาทซูเปอร์แมน (พิสิฐ ภูศรี)
บางเรื่องก็ดี บางเรื่องก็แป้กๆ

ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม (ภาณุ ตรัยเวช)
อ่านของคนนี้ตั้งแต่ เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์ กะ วรรณกรรมตกสระ ละ บางทีเขียนยืดไปหน่อย แต่ชอบอ่ะ เนื้อเรื่องเจ็บปวดดี

Always: Sunset on Third Street (Takashi Yamazaki)
น่าร้ากกก 555

Harry Potter 7( J.K. Rowling)
โอ้ว ในที่สุดก็จบ เราว่าคนเขียนต้องอัจฉริยะแน่เลยว่ะ วาง plot ละเอียดมาก ชื่นชมที่กล้าเขียนด้านมืดของดัมเบิลดอร์-และเขียนได้เทพจริงๆ แต่สเนปน้ำเน่าไปป่ะ 5555

ความสะอาดของผู้ตาย (ปราบดา หยุ่น)
ปราบดามาก

SCI-TREK (รวมเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของนานมีบุคส์อะวอร์ด)
ไม่ชอบเลย ผิดหวัง เรางงมากว่า เนี่ยนะได้รางวัล? เกือบครึ่ง plot ซ้ำกับของวินทร์ เลียววาริณ(แต่เราไม่รู้ว่าวินทร์ได้ไอเดียมาจากคนอื่นอีกรึเปล่า) แต่ก็มีบางเรื่องที่โอเค

พญาอินทรี (จรัญ ยั่งยืน)
เขียนดี...ทั้งวิทยาศาสตร์และการเมือง

Detective Conan (อาโอยาม่า โกโช)
อยู่ดีๆก็อยากอ่าน ชอบเรื่องนี้อ่ะ เป็นอะไรที่ฮามาก ถ้าบอกว่าชอบพ่อของรัน จะโดนรุมมั้ย 555 แต่ถ้าคิดดูดีๆ ...ญี่ปุ่นนี่มีอาชญากรรมเยอะ+ใกล้ตัวขนาดนั้นเลยเหรอวะ แถมยังมีแต่ฆาตกรโรคจิตที่วางแผนซับซ้อน ใครจะไปญี่ปุ่นระวังด้วยนะเว้ย 555

พระเจ้าในห้องสมุด (เซโอะ ไมโกะ)
เพิ่งอ่านจบเมื่อกี้ ที่หน้าปกบอกว่าคล้าย Dead Poet Society แต่เราไม่เคยอ่าน เรื่องนี้ดีอ่ะ ง่ายๆ แต่มันมีอะไรบางอย่าง

Spy X : The Code (Peter Lerangis)
หนังสือเด็กอ่ะ สนุกดี ยังอ่านไม่จบ

 

ปกติเราจะไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนึงจบในวันเดียว เพราะเราเห็นใจคนเขียนอ่ะ เค้าคิดตั้งนาน เขียนตั้งนานกว่าจะได้ซักเล่มนึง แต่ช่วงนี้มีหลายเล่มที่เราอ่านวันเดียว แสดงว่าต้่องมีอะไรผิดปกติแล้ว

เราอยากหนีจากวิชาเรียนมากขนาดนี้เลยเหรอ...

 

เคยถูก "แย่ง" อะไรมั้ย

posted on 31 Jul 2009 13:06 by ccchhhuuunnn  in TOON

(อย่าบอกนะว่าไมู่รู้จะกด play ตรงไหน 555)

 

 

 ก็...ตามนั้น

เคยถูก แย่ง อะไรมั้ย

มันเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดเนอะ 555

 

 

 

***

ไม่ได้อัพนานมากเลย เพราะไม่รู้จะเอาไอ้ตุ่นน้อยนี่ลงบล็อกได้ยังไง

อัพโหลดแล้ว error ตลอด

 

ตอนแรกนึกว่าเป็นเพราะเน็ตช้า แต่ไปใช้ไฮสปีดที่คณะก็ยังโหลดไม่ได้

ตอนสองนึกว่าไฟล์คงใหญ่เกินกำหนดของ exteen  แต่ลดขนาดไฟล์แล้วก็ยังโหลดไม่ได้

ตอนสาม นึกขึ้นได้ว่าเรา import รูปโซฟาลง stage เป็น jpg แล้วมันทำให้โหลดไม่ได้ป่ะวะ เราเลยเปลี่ยนรูปเป็น gif แต่ก็เหมือนเดิม

สุดท้ายเลยเอารูปออก แล้ว save as

คราวนี้ปรากฏว่าอัพโหลดได้!!!

 

แต่ว่า...

 

พออัพโหลดไฟล์จริงมันก็ยังโหลดไม่ได้อยู่ดี

ทำไมวะ!!!

 

คิดจนสมองบวมกว่าจะนึกขึ้นได้ว่า มันเป็นเพราะ ชื่อไฟล์ ต่างหาก

ตอนแรกเรา save ชื่อ TOON#1

แต่ไฟล์ที่ save as ชื่อ TOON-1

 

เป็นเพราะว่าเราใช้ # ก็เลยโหลดไม่ได้

โง่แสดดด อุตส่าห์หาสาเหตุตั้งนาน...น

T_____T

 

 

 

 

ปล. ขอบคุณรูป จาก www.designlaunches.com นะ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

JUNE ไร้

posted on 01 Jul 2009 17:37 by ccchhhuuunnn  in MY-DAYS

เราไม่ได้อัพบล็อกเลยตลอดเดือนมิถุนา

ดูเหมือนคนขวางโลก

5555

 

ความจริงเดือนที่แล้วงานไม่ยุ่ง แต่มีเรื่องกลุ้มหลายอย่าง

 

ยังไม่ได้เขียนเรื่องรับน้อง เรื่องเปิดเทอม เรื่องวิชาเอกอังกฤษที่นรกมาก วิชาโทละครที่รู้สึกเหมือนอยู่สินกัม และวิชาที่เสล่อไปเรียนคนเดียว-หมายถึงเรียนตัวต่อตัว - -* (กราบลาท่านอาจารย์ไปลงทะเบียนถอนเรียบร้อยแล้ว ยังเสียวสันหลังอยู่เลย 55) เรื่องน้องรหัส (ดีอ่ะ) เรื่องทัศนศึกษา (ห่วย) และหนังสือที่อ่านไปเยอะมาก (Ragnarok#1 /อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน /ปลาฉลามฟันหลอ /เครซี่ /ต้นไม้ใ้ต้โลก /ไผ่แดง และ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ)

 

เืดือนนี้ก็ยังไม่ค่อยยุ่ง แต่ยังหงุดหงิดๆอยู่

ไว้วันหลังค่อยมาอัพต่อดีกว่า

เสื้อยืด...ตัวตุ่น

posted on 24 May 2009 23:45 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA, TOON

เริ่มยังไงดี

คือ

บ้านรับน้องของเราทำเสื้อขายเมื่อวัน cu firstdate
ทำ 100 ตัว สีชมพู 50 สีดำ 50

แต่ร้านที่เราไปทำ เค้าทำตัวสีชมพูมา ไซส์ไม่ตรงกับที่ให้ดูตอนแรก เห็นแล้วเกือบไม่อยากขาย เพราะมันตัวใหญ่มากกกก
ส่วนตัวสีดำ เค้าก็ทำลายเล็กกว่าในแบบที่เราเอาไปให้ ออกมาน่าเกลียดสุดๆ สกรีนเล็กนิดเดียว

เซ็งที่สุดในโลก

ดวงซวยตลอด

แล้วเราเป็นแม่บ้านด้วยไง รู้สึกเหมือนต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ แต่ก็ ไม่ได้กลัวขายไม่ออก เท่า กลัวเพื่อนไม่มาช่วยขาย

บ้านเราเป็นบ้านเล็ก มี่พี่บ้านรวม 4 ชั้นปีแค่ 50 กว่าคน แต่ปีที่เราเป็นแม่บ้านแจ็คพอตมาก สอบซัมเม่อเลื่อนเพราะเรื่องม็อบเสื้อแดง ทำให้เพื่อนติดสอบเยอะ มาช่วยไม่ได้ซักที แล้วก็มีสมาชิกบ้านจำนวนมากที่ทำหลายงาน ทำงานคณะด้วย ทำงานส่วนกลางด้วย

ทำให้มันไม่ว่างกันซักที ไม่ได้ซ้อมสันกันซักที ไม่ได้คุยงานกันซักที

วันจริง

ขายเสื้อสีชมพูได้ 38 ตัว ขายสีดำได้ 8 ตัว

เจริญมาก ขาดทุนสองพันกว่า

แต่ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยขายมากๆเลย โคดเมื่อยอ่ะเนอะ เราพยามกันเต็มที่แล้วมันได้แค่นี้จิงๆ
แต๊งกิ้วน้า เบส (ที่ไม่ได้อยู่จุฬาแต่ก็มาช่วยขาย), ของขวัญ, ไนซ์ (ที่เราไปลากมาจากโต๊ะลงทะเบียนของเสดสาด), พี่ซาวด์, สรณ์ (แบกหนักมั้ยวะ), เบนซ์ (ที่แวะๆมา), พี่หว่า, พี่เจน, พี่แพรว (ที่อยู่บ้านอื่นแต่ก็แวะมา), พี่ฮั้ว (แม่บ้านคนเก่าที่ไม่ทอดทิ้งกัน), และพี่ดรีม พ่อบ้าน (มุกเรียกน้องฮาโคด เล่นอ่านป้ายชื่อที่น้องลืมถอด "แนนๆ...จำได้มั้ยเราเจอกันที่สยามวันนั้นไง" 555 ) 

มันยังเหลือวันที่น้องต้องมาตรวจร่างกายที่ศาลาพระเกี้ยวอีก 3 วัน

วันแรก สายเพราะข่าวร้าย ส่วนกลางลืมใส่ชื่อบ้านเรากับบ้านฮา ในใบประชาสัมพันธ์บ้านรับน้อง

เยี่ยมเลย ขำมาก

เค้าบอกว่าจะมีแจกใบประมาณนี้รอบสอง คราวหน้าจะมีชื่อบ้านเราแน่ๆ
เราเลยบอกให้เค้าลงขอโทษไว้ในใบใหม่ด้วย

จะคอยดูว่ามีรึเปล่า

มีการมาบอกอีกแหนะ ว่าถ้าลงขอโทษแล้ว จะทำให้เราเด่นเกินบ้านอื่นๆ ทำให้บ้านอื่นๆไม่พอใจ

ไอบร้า

ความผิดใครกันเนี่ย

คุยเสร็จ เราก็ไปยืนกันประมาณครึ่งชั่วโมง มีเรากะพี่ดรีมแล้วก็พี่เจน แต่คนขายของเยอะมาก แค่ครึ่งชั่วโมงก็เริ่มปลงละ เลยไปกินข้าวเที่ยงกันแล้วก็ไม่ได้ขายต่อ

วันที่สองก็ไม่ได้ขาย นั่งร้อยเชือกป้ายชื่อน้องกัน

รู้สึกผิดแฮะที่ทำบ้านขาดทุน น้อยหน้าเพื่อนๆที่ทำบ้านอื่นด้วย เพราะมันขายกันได้เยอะกว่า บางคนขายหมดไม่ก็เกือบหมด แต่อย่างน้อยก็ได้กำไร พั้นช์, ก้อย, ฝ้าย ที่ทำเสื้อขายกันเองก็คุ้มทุนละ เหมือนบ้านเราไม่มีสปิริตเหลือแล้ว พอคนน้อยแล้วเงียบเหงาว่ะ

กลับบ้านไป แม่ก็ถาม "เป็นไงเสื้อขายหมดยัง"
ไม่รู้จะตอบไงดี

อาจจะเป็นเพราะบ้านเรามีแผนสอง คือ ถ้าเสื้อเหลือ ก็เอาเป็นเสื้อพี่บ้าน ไม่ต้องทำเสื้อพี่บ้านใหม่ ก็เลยไม่คิดว่า "เฮ้ย ต้องหมด ต้องสู้เว้ย" อะไรแบบนี้มั้ง

หรือปัญหาอาจจะอยู่ที่เราเองก็ได้ ที่รู้สึกไม่อยากขายตั้งแต่เห็นเสื้อ

แต่เราอยากให้ขายหมด อยากให้ได้กำไรด้วย เพราะเปิดเทอมไปจะได้เอาไว้นัดบ้าน ให้น้องบ้านเจอกันบ่อยๆ จะได้ไม่มีปัญหา บ้านแตก เหมือนปีเราที่นัดบ้านแค่ 2-3 ครั้ง ผลออกมาก็คือ มีแต่คนย้ายออก

พวกที่ย้ายออกน่ะ เป็นพวก "ความหวังของบ้าน" ทั้งงั้น 5555

คิดไปคิดมาเลยโทรไปคุยกับแอม แล้วก็โทรตามพี่ๆบางคนที่ว่าง ให้มาขายเสื้อวันศุกร์กัน วันสุดท้ายแล้ว อยากลองดูว่าเราจะคุ้มทุนได้ไหม

วันรุ่งขึ้น เทวดาชั่วร้ายมาก ฝนตกตั้งแต่ตี 3 เราไปถึงจุฬาตั้งแต่ 8 โมงกว่า ฝนยังไม่หยุดตก ไปเจอ แอม ที่บอกว่าจะมาช่วยขาย แต่มันต้องไปงานกะแม่ตอน 10 โมง ก็เลยได้แค่นั่งเม้ากัน 555

แต่ขอบคุณมากนะเว่ยสำหรับกำลังใจ

10 โมงกว่า เรากะพี่ดรีมก็ไปยืนขายเสื้อกันที่ใต้ศาลาพระเกี้ยว เพราะฝนยังไม่หยุด

และ

ขายได้!

ไม่น่าเชื่อแฮะ

พอขายได้สองสามตัว พี่เจนก็มาช่วย แล้วก้อขายได้อีกสามสี่ตัว

มี่พี่คนนึง อยู่สินกำ แต่จบไปแล้ว ทำงานเรื่องเสื้อผ้าอยู่ที่แม่ฮ่องสอน เค้ามาซื้อเสื้อเราด้วยหละ บอกว่าลายน่ารัก ว้าวๆ 555

เพื่อนอีกคน ที่ยืนขายอยู่ข้างๆ ก็ซื้อของเรา ทั้งๆที่เราไม่ได้ซื้อของเค้าตอบ

จนบ่ายโมง เราขายได้ประมาณ 7 ตัว เราซื้อเองอีกตัว แล้วเพื่อนในบ้านก็ซื้อเองสองสามตัว สรุปคือ เสื้อชมพูขายหมด

ขาดทุนแค่พันนึงเท่านั้น

ส่วนเสื้อสีดำ ก็เป็นเสื้อพี่บ้าน
เรียกว่า ไม่ขาดทุนแล้ว ได้มั้ยเนี่ย เพราะเสื้อพี่บ้านประมาณ 40 ตัว ถ้าเอาไปให้ร้านทำตัวละ 70-80 ก็จะเสียเงิน เกือบ 3000

ดีใจจัง

ส่วนใหญ่ที่มาซื้อเสื้อเราวันสุดท้าย มีแต่ผู้ปกครองแฮะ ขนาด+ลายมันไม่โดนใจวัยรุ่นมั้ง 555 เราเลยคิดกันเล่นๆว่าปีหน้าจะทำเสื้อ "ลูกกูติดจุฬาฯ"

วันนั้นรู้เลยว่าทุกอย่างมันขึ้นกับ กำลังใจ จริงๆ ถ้าไม่ยอมแพ้ก็ทำได้ทั้งงั้น นี่ถ้าเราขายกันเต็มวันทั้ง 3 วัน อาจจะขายเสื้อสีดำได้บ้างก็ได้ 555

ได้รู้อีกอย่าง คือมีคนขาดทุนมากกว่าเราเยอะแยะ บางบ้านเสื้อเหลือเป็นร้อย มีพี่คนนึงทำเสื้อมาร้อยหรือสองร้อยตัวจำไม่ได้ละ แต่ขายได้แค่ 20 ตัวเอง บางคนก็ทำเสื้อมาทุนสูงมาก พวกเสื้อคอวี หรือสกรีนหลายสีแล้วขาดทุน เรานี่ถือว่าโชคดีแล้ว

เรากลัว ธุรกิจ กับ การตลาด ไปเลยว่ะ ขอสารภาพ

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการทำยังไงก็ได้ให้โดนใจคนซื้อ ถ้าสินค้าไม่ดีเท่าไหร่ ก็ต้องลดแลกแจกแถม ไม่ก็ใช้ มารยา สารพัดแบบ 

เพื่อผลสรุปสุดท้าย คือ กำไร

เห็นมาแล้วกะตา

พวกที่เอาพี่สวยๆ มาดักน้องผู้ชาย เค้าไม่ซื้อก็ขวางทางไม่ให้เดิน เอาเสื้อพาดไหล่น้อง เอาสมุดยัดเยียดให้น้อง

มีน้องตั้ง 3 คนแหนะ ที่มาดูเสื้อเราแล้วใส่ไม่ได้ เพราะเค้าตัวใหญ่เกินไป เสียใจอ่า เค้าอุตส่าห์หวังว่าเสื้อเราใหญ่มากแล้วน่าจะใส่ได้ แต่ก็ใส่ไม่ได้ เราไม่ได้บังคับเค้าเลยนะ บอกให้ลองเลย ถ้าใส่ไม่ได้พี่ไม่ตื๊อ

ทำไมคนกลุ่มน้อยต้องถูกมองข้ามอยู่เรื่อย ถ้าเราเป็นพวกเค้า เราจะเสียใจป่าววะ

การขายของแบบนี้ มองที่คนส่วนใหญ่ก่อนเสมอ

ถ้าคราวหน้าเราทำเสื้อขนาดมหึมา กับเสื้อตัวจิ่ว และเสื้อ "ลูกผม/ลูกเดี๊ยนติดจุฬาฯ"
มันจะมีคนซื้อมั้ย จะมีคนตัวใหญ่กะคนตัวเล็กเดินผ่านเราบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ แล้วเราจะไปรู้ได้ไงว่าพวกผู้ใหญ่เค้าชอบเสื้อแบบนั้นกันรึเปล่า

 

 

คืนวันแรกที่ขายเสื้อ เรานั่งเปิดแฟ้มเก่าๆที่วาดรูปเล่นตอน ม.5-6 ดู

แล้วก็เจอสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง

เราเลยออกแบบเสื้อเอาไว้ อยากใส่เสื้อที่ไม่ใช่เสื้อ "ตลาด"
ไม่ต้องสนใจว่า คนส่วนใหญ่ จะชอบรึป่าว
เป็นเสื้อที่มีเรื่องราวของเราเองอยู่ในนั้น

มันออกมาเป็นแบบนี้

 

 

แม่เราฮามาก บอกว่าไอ้สัตว์ประหลาดตัวนี้ เหมือน ไอ้นั่น ฮ่าๆๆๆๆ จินตนาการบรรเจิดมาก แล้วแม่ก็ถามน้องเราว่ามันคือรูปอะไร น้องเราโคดใสซื่อเลย มันตอบว่า "ก็ไอตัวเนี้ยมันร้องไห้จะเอาดาว แต่ดาวแตก ดาวเนี่ยเป็นของเล่นของมันใช่มะ"

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นตัวอะไร แต่อยากให้เป็น ตัวตุ่น แฮะ ไม่รู้ทำไม

ตุ่นน้อย

555

ตอนม.6 เราวาดไว้เป็นแอนิเมชั่นทำมือ แบบที่เขียนไว้ที่มุมสมุด พอพลิกเร็วๆมันจะเคลื่นไหว

ความจริงมันเป็นตัวตุ่นที่สร้างดวงดาวได้

น่ารักมั้ยล่ะ

 

 

แต่ช่วงนี้กำลังรู้สึก...สูญเสีย

 

UNTITLED

posted on 08 May 2009 00:37 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA, MY-DAYS

ในที่สุด

มันก็เสร็จจนได้
หลังจากเหนื่อยกับมันมาหลายปี

ส่งเกือบเส้นตายพอดีอะ ต้องส่งเป็น ems. เปลืองตังอีก ถึงเราจะรู้สึกแย่นิดหน่อยที่เหมือนทำลวกๆ ไม่ค่อยได้ตรวจทาน แต่เรารู้ว่าเราทำดีที่สุด...เท่าที่จะทำได้แล้ว

อยากจะกรี๊ดดดดด!

ในที่สุดก็ทำสิ่งที่มีคนไม่อยากให้ทำได้แล้วโว้ยยย!!!

พูดไปก็รู้สึกผิด ไม่รู้จะทำไงดีกับไอ้ "ความรู้สึกผิด" อันเนี้ย เหมือนเรากำลังทำอะไรหลอกลวงเค้า

แต่ถ้าเราเลิกทำ เราตายแน่
แต่ถ้าเรายังคงทำให้เค้าเห็น เราก็ตายแน่เหมือนกัน

เสียใจมากๆอ่ะ อยากจะร้องไห้ดังๆ

แงๆๆๆๆๆ

เราไม่สงสัยเลยว่าเค้ารักเรารึเปล่า เค้าดีกับเราที่สุด ทุกๆอย่างจริงๆ
บางทีเรายังรู้สึกเลยว่าเค้ารักเรามากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ

แต่เราจะทำยังไงดี กับสิ่งที่เรารู้สึกว่า ยังไงก็ตาม...เค้าไม่ยอมรับเรา

มันไม่ใช่ ความฝันของเรา ว่ะ ดูโง่ น้ำเน่ามาก
รับไม่ได้จริงๆแฮะคำนี้ ฮ่าๆ
มันคือ สิ่งที่เราน่าจะทำได้ มากกว่า

เราเสียดายที่เผลอไปทำให้เค้ารู้
เสียดายที่ไม่ได้เก็บเอาไว้ตลอดไป

อะไรๆมันอาจจะดีกว่านี้

รู้มั้ย

มีเรื่องกับคนที่แย่ๆ มันโคตรจะง่าย เราจะยืดอกได้เต็มที่เลยว่าเราถูก เราดี เราเจ๋ง เราหาพวกได้
ต่อให้แพ้เค้าหรือโดนรังแกยังไง บางทีความภูมิใจอันนี้ก็ทำให้รู้สึกดีๆ

แต่ถ้ามีเรื่องกับคนดีๆหละ แล้วถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครถูกใครผิดล่ะ
เราจะแน่ใจได้ไงว่ามันไม่มีใครถูกใครผิด
หรือเราเป็นคนผิดเอง

เรายอมมีเรื่องกับคนแย่ๆซักสิบคน ยังดีกว่าต้องมีอะไรที่ "ตรงกันข้าม" กับคนที่แสนดีแบบนี้จริงๆ

ขอโวยอีกที

เสียใจมากกกกกก!

ขอโทษนะคะ

ขอโทษ...

***

 

 

 

จบ

เปลี่ยนเรื่อง

อ่อ ขอบอกก่อน ถ้าจะเม้นให้เราช่วยอย่าพูดถึงเรื่องข้างบน สนใจแต่เรื่องข้างล่างก็พอ

***

 

 

 

เลือกเอกแล้ว 

ลาก่อนเอกสเปน

ข้อดีของเอก
1.อุตส่าห์ได้ A นะเนี่ย 555
2.เป็นเอกเดี่ยว ไม่มีวิชาโท เวลาอ่านหนังสือก็ทุ่มแค่วิชาเดียว ชิวๆ สอบย่อยบ่อยๆ สอบปลายภาคน้อยๆ

ข้อเสีย
1.เราทนเรียนเอกเดี่ยวไม่ไหว ต้องเบื่อตายแน่ ยิ่งคณะนี้...
2.เราเกลียด conversation ของสเปนมากกก ฟังออก แต่พูดไม่ทัน เวลาสอบพูดเป็นคู่ ก็จะไปยืน blank อยู่ตรงหน้าเค้า ขายหน้าสุดๆ เหมือนพอเข้าไปในห้องแล้วสมองเราจะอันตรธานไปทันที ครั้งแรกสอบพูดคู่กับเพื่อนที่กำลังเป็นไข้เลือดออก แต่มันพูดมากกว่าเรา 5 เท่า ครั้งที่สอง โดนด่าว่า พูดช้ามาก แต่ก็ยังผัน verbo ไม่ถูก
3.แล้วอาจารย์ก็บอกว่า เวลาไปสมัครงาน ถ้าจะใช้สเปนสมัคร ต้องพูดอังกฤษได้ด้วย

กำ

ขอไปเรียนเอกอังกฤษก่อนนะ ยังใช้อังกฤษได้ไม่ถึงครึ่งของภาษาไทยเลย 555

ข้อดีของเอก (เท่าที่รู้)
1.ให้เลือกวิชาโท
2.ใช้ได้ตลอดกาล

ข้อเสีย
1.ยากมากกกก เจอแต่พวกขั้นเทพ
2.โหล ไม่ชอบ
3.หนีวิชาการพูดไม่พ้น เราโคดเกลียดวิชาแบบนี้อ่ะ แล้วสำเนียงอังกฤษเราก็ขายหน้าโรงเรียนมาก

คณะเราเอกอังกฤษตั้ง 80 กว่าคน เซ็งเลย 555 แต่เราจำใจเลือกเอกนี้เพราะจะโทการละคร ทำเบื้องหลัง เปนแพ็คเกจที่อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะงานโหดทั้งคู่

5555

เอาเหอะ

ถ้าไม่ได้โทละครเราคงเบื่อตายจริงๆว่ะ ยอมเสี่ยงเลย

แต่เลือกแบบนี้ก็ต้องมาเจอเรื่องที่บ้านอีก

ไม่พูดดีกว่า

***

 

 

รองจากภาคละคร ขอบคุณฝ่ายสาราฯ (หนังสือ) ของคณะมากๆ ที่ทำให้เราได้ทำอะไร

เพิ่งรู้ตัวว่าอยู่ได้เพราะสองอย่างนี้แหละ

ตอนเพิ่งเข้ามาใหม่ๆ เราไม่ได้คิดอะไร หวังแค่ได้ทำกิจกรรมเยอะๆก็พอ

อาจจะโมโหมาจากที่โรงเรียน ที่ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ ไอ้ที่ทำก็...นะ
ตัวอย่างเช่น ให้เราไปช่วยเขียนบทบางอย่าง กลายเป็นว่าเราต้องไปนั่งแก้สำนวนของบทที่บางคนกำหนดมาแล้ว แล้วมันก็ออกมากลวงๆ นึกว่าเรารู้สึกคนเดียว แต่ปรากฏว่า รุ่นน้องเค้าก็บ่นเหมือนกัน

อายอ่ะ

พอเข้ามา เราก็ทำทุกอย่างนะ เกือบทุกกิจกรรม แต่มันก็เหมือนเดิม เพื่อนเรามันไม่ทำกันแล้ว คงรู้ตั้งนานละ แต่เราพยามมองโลกในแง่ดีเกินไปว่ะ จนโดนเรื่องนกกระดาษงานจุฬาวิ.เข้าไป น็อกเลย

คิดว่าจะเลิกทำแล้ว

มีค่ายอาสาอีกอัน เราต้องแลกหลายอย่างเพื่อให้เข้าประชุมค่ายได้ทุกวันศุกร์ แต่พอเราหิ้วกระเป๋าไปตอนเช้า เรียนเสร็จยังไม่ทันทำค่าย ตอนเย็นก็ต้องหิ้วกลับ

เพราะตำรวจปราบพันธมิตร ที่บ้านไม่ให้ไปค่าย สั่งให้กลับเดี๋ยวนี้ จะเอารถมารับ
เค้าโทรไปหาพี่ประธานค่าย อาจารย์ที่ปรึกษาค่าย บอกให้เลื่อน แต่เค้าไม่เลื่อน
เรานั่งรอรถนานมาก เพื่อนๆไปไหนกันหมดแล้วไม่รู้
แต่พอขึ้นรถแล้ว พ่อดันถามว่า ตกลงจะกลับมั้ย
รู้สึกแบบ...

ปรอทแตก

สั่งให้กลับ แล้วทำไมต้องถาม
รู้อยู่ว่าเราจะเสียใจแค่ไหนถ้าไม่ได้ทำค่ายนี้ แล้วทำไมต้องถาม

แต่ตอนนั้นกลัวแม่มาก (แม่รออยู่ที่บ้าน) ไม่อยากมีเรื่องอะไรอีกแล้ว แล้วก็ประชดชีวิตด้วย

เค้าพูดเหมือนเรากำลังทำสิ่งที่ผิดอยู่ มีเหตุผลมากจนเราเชื่อ 

เราเลย...กลับบ้าน

อยากตายมากอ่ะตอนนั้น

ทุกอย่างที่ทำมากับมือล่มสลาย
ทำไมกุโง่งี้วะ

แม่ไม่ยอมให้ไปค่ายครั้งอื่นๆอีกแล้วด้วย เพราะไม่ใช่ค่าย "หญิงล้วนสองวัน" เหมือนค่ายอักษรค่ายนั้น
ขณะที่น้องเราได้ไปค่ายแนะแนวคณะต่างๆไม่ต่ำกว่า 5 ค่ายแล้ว

โลกยุติธรรมมาก

เราจะจำการตัดสินใจครั้งนั้นไปชั่วชีวิต

***

 

 

เราชอบบอกคนอื่นว่าตัวเองว่าง

เราเพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้เอง ว่า ว่าง ของเรา ไม่ได้หมายถึง ไม่มีอะไรทำ
แต่หมายถึง ไม่ได้ทำที่อยากจะทำ

อย่าถามว่าอยากทำอะไร

เพราะเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ช่วงที่ปวดหัวกับไอ้นั่น เรานั่ง ว่างๆ ทั้งวัน รอเวลาดึกๆจะได้ทำมันให้เสร็จซักที
ทำไมสำหรับเรา กว่าจะได้ทำบางอย่าง มันถึงยากเย็นนักวะ
ทำอย่างอื่นก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำ กังวลว่ะ มันค้างคาว่ามันยังไม่เสร็จ
แต่พอได้เวลาจะทำให้เสร็จ ก็รู้สึกผิดบางอย่าง มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำรึเปล่า...

แต่มันก็จบไปแล้ว

จบไปแล้ว

โล่งแล้วหละ

เนอะ...

***

 

 

เราทำบ้านรับน้องด้วย

บ้านเราไซส์เล็กสุด (มี XL L M S) คนน้อยมาก อบอุ่น แต่อาจจะล่มได้

แล้วเราก็ได้เป็นแม่บ้าน เพราะเรา ว่าง ที่สุด (มีพ่อบ้านแม่บ้าน)

ยากเหมือนกันแฮะ 55

ช่วงนี้มีเรียนซัมเมอร์ แต่เราไม่ได้เรียน บางทีรู้สึกว่า ถูกโดดเดี่ยว ทุกคนไม่ว่างกันหมด

แต่เต็มใจทำ

เพราะอยู่บ้านเฉยๆไม่เวิร์คแน่ ไม่ได้ทำงานพิเศษเพราะอยากให้เวลากับไอ้นั่นที่เพิ่งทำเสร็จไป แล้วถ้าอยู่เฉยๆก็ต้องเจอเรื่องเครียดกว่ารับน้องเยอะแยะด้วย

อย่ารู้เลย พูดไปก็รู้สึกผิดเปล่าๆ

***

 

 

บล็อกนี้กี่เอนทรี่แล้ววะ
รู้สึกว่า เราเขียนแต่เรื่องตัวเอง
ดูเหมือนคน เห็นแก่ตัว ป่ะ

555

แค่เราคนเดียวจะมีเรื่องอะไรมากมายวะ
ชีวิตก็มีทุกอย่างพร้อมแล้ว

เราคิดไปเองแหงเลยเรื่องพวกนี้

นั่นแหละ ที่มาของชื่อบล็อก
เราเป็น...คนโชคดีที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย

***

 

 

ใครก็ไม่รู้ บอกว่า หยุดแสวงหาแล้วจะพบ
 

จริงป่าววะ

เรากำลังแสวงหาอะไรอยู่รึเปล่าเนี่ย
แล้วถ้าเราหยุด เราจะพบรึเปล่า
 

แต่ช่างเหอะ

เราจะไม่คิดเรื่องพวกนี้แล้ว จบแล้ว

จบแล้ว

จ บ แ ล้ ว

ไม่มีอะไรต้องหงุดหงิดอีก

ที่เหลือเราก็แค่เตรียมตัวให้พร้อมกับงานมหาโหดที่กำลังจะเจอ

บ้านอินเดียน่า!!!

และการเรียนที่อาจารย์ส.ขู่ว่าอาจจะไม่รอด

เอกอังกฤษ โทละคร

ก้อน่าพิสูจน์นะว่าเราจะรอดมั้ย (หมอดูบอกเกรดจะร่วง เราเชื่อตั้งแต่ก่อนเค้าจะบอก 555) ก้ออยากจะตั้งใจว่า...
ต่อไปนี้หนูจะจดงานให้เรียบร้อยค่ะ!

เราดูหนังสือเรียนพิเศษของน้องแล้วสำนึกผิดมาก ทำไมมันจดเรียบร้อยงี้วะ ถึงเราจะจดทันทุกอย่าง แต่มันก็เน่ามากจนเพื่อนไม่กล้าขอยืม (หรือเป็นแผนกำจัดคู่แข่ง 5555) พอเวลาสอบก็จะบ้า เพราะอ่านไม่ออกว่าเราจดอะไรมาบ้าง แถมยังไฮไลท์มั่ว สีเหลืองแสบตา สีส้มแปร๊ดกับสีม่วงเข้ม เปิดหนังสือแล้วอยากจะอ้วก 

อันไหนที่ต้องท่องก้อเสียเวลาลอกใหม่

โง่จริงๆ

ต่อไปนี้จะไม่ทำอย่างงั้นแล้วคร้าบบบ...

(ก็ตั้งใจอย่างงี้ทุกปี แต่ก็ยังเน่าทุกปีอยู่ดี เหอๆ)

 

 

ใช่แระ
พอไอ้นั่นเสร็จแล้ว
ก็เหลือแต่ความว่างเปล่า

 


แต่ก็หนีไม่พ้นจริงๆว่ะ เรามีสมุดสองเล่มเหลืออยู่ในลิ้นชัก เล่มนึงเป็นสมุดกระดาษสีดำที่เพื่อนให้วันเกิด อีกเล่มเปนสมุดสีครีมกระดาษกรีนรี้ด ได้มาตอนเล่นบัดดี้

สมุดปกขาว สมุดปกดำ

เปิดรอไว้ เผื่อมันจะกลับมา

ต่อราคา

posted on 30 Apr 2009 22:34 by ccchhhuuunnn  in XXX

ไม่รู้ทำไมเราถึงคิดเรื่องนี้อยู่นาน

คงเพราะตอนนั้นเบื่อมาก

เรื่องมีอยู่ว่า

เมื่อวันปีใหม่ (...โห นานมากจิงๆ)

แม่เราจะไปซื้อกระเป๋าแฮนด์เม้ดให้ครูประจำชั้นของน้องๆ แล้วก็ต่อราคาอยู่นั่นแหละ

จนเราเริ่มคิดว่าถ้าคนขายใช้วิธีนี้หลอกคนซื้อ มันจะได้ผลรึเปล่า

 1. ผู้ชายเป็นคนซื้อ ผู้หญิงเป็นคนขาย 

ผู้ชายกะจะซื้อกระเป๋าสองใบ

 

2.

ช. ใบนี้เท่าไหร่ 

ญ. 600

ช. 400 ได้มะ

ญ. อืมม... 450 ละกัน

ช. โอเค ...แล้วใบนี้หละ

 

ญ. 700 

ช. 500?

ญ. ไม่ได้ค่ะ มันเป็นแฮนเม้ด

ช. งั้น 600 ละกัน

ญ. ไม่ได้ค่ะ ไม่ได้จริงๆ

ช. งั้นไม่เอาละ ขอบคุณครับ

 

 

ญ. เดี๊ยวค่ะ!!!

ญ. งั้นถ้าใบนี้ลดให้เหลือ 650 แล้วใบเมื่อกี้เป็น 500 ละคะ

ช. ก็...ได้เลยๆ โอเคๆ : )

 

 

555

บ้าป่ะวะ เราคิดอะไรเนี่ย

 

*หมายเหตุ ที่ภาพประกอบมันแปลกๆเพราะตอนแรกกะจะทำเป็น flash แต่ขี้เกียจ ก้อเลย export ออกมาเป็นรูปภาพ แหะๆ

แค่หลับตา...

posted on 28 Mar 2009 15:10 by ccchhhuuunnn  in MY-DAYS


แค่หลับตา - Kae Lub Tar - BodySlam

 

เราว่าเราแปลกแฮะ


ทำไมเราไม่คิดถึงพวกแกเลยวะ
ไม่คิดถึงโรงเรียนด้วย

เสียใจอ่า

อยากมีฟีวแบบ...อ๋าาาา คิดถึงโรงเรียนจังเรยยย...
อะไรอย่างงี้มั่ง

ฮ่าๆ

แต่...คิดๆดูมันก็ไม่แปลกหรอก (มั้ง)
ก็จบมาตั้งปีนึงแล้ว แต่น้องเรายังเม้า+บ่นเรื่องที่โรงเรียนให้ฟังทุกวัน


แล้วบางวันเราก็ต้องไปรับไปส่งไอ้น้องอีกคนที่อยู่ป.1

แล้วบ้านเราก็อยู่ใกล้โรงเรียนมาก

แล้วเราก็ยังคงเจอเพื่อนเก่าบ่อยๆ

แล้วคณะใหม่ที่เราไปอยู่ก็เหมือนโรงเรียนเก่า อ ย่ า ง ยิ่ ง

ไม่มีเหตุผลให้เราต้องคิดถึงเลยใช่มั้ย

แต่เราอยากคิดถึงหนิ

 

ดูนี่ดีกว่า

 

 

 

 

 

ใครฟระ?

5555

 

แล้วนี่ล่ะ

 

 

แล้วพวกนี้??

 

 

แล้วยัยนี่?

 

ฮ่าๆ

 

เออ

บอกไว้ก่อน อย่างอนนะเว่ย นี่ไม่ใช่ top friends ใน hi5

เราเรียงรูปตามลำดับอักษรชื่อเล่น 

55555

 

ยังจำกันได้ป้ะเนี่ยว่าไหนเปียใคร

 

จำได้ปะ ตอนจะทำหนังสือรุ่น เราคิดชื่อกลุ่มกันแทบตาย แล้วก็หารูปรวมกันแทบตายเหมือนกัน

ตลกอ่ะ

บอกไม่ถูกว่า...

 

เหมือนนานแสนนานมาแล้ว

...หรือ... 

เหมือนเพิ่งเมื่อวานนี้เอง

 

 

แต่ถ้าหลับตาละก็

 

ในหัวใจยังไม่ลืมเลือน

ฟ้าครามสดใสหัวใจที่งดงาม!