โจรสลัด senior

posted on 02 Jun 2011 22:48 by ccchhhuuunnn
 
กำลังจะเปิดเทอมแล้ว 
ปีสุดท้าย ใน "มหาวิทยาลัย"

เหมือนเป็นโจรสลัดงุนงง ที่เดินทางมาจากไหนไม่รู้ มาอยู่บนเรือลำนี้
เรือเล็กๆ ที่ทั้งเย็นชาและอบอุ่น
ทั้งอบอุ่นและเย็นชา
 
เจออะไรมากมาย
เลวร้ายสุดยอด น่าเบื่อหาที่เปรียบมิได้ ขำๆ ชิวๆ สนุกแสรดๆ และปลาบปลื้มประทับใจ 
 
ร่วมปล้นความรู้มากมายกองเท่าภูเขา ที่ใช้เวลาเท่าชีวิตก็เข้าใจได้ไม่หมด

มองเห็นฝั่งแล้ว
ยังลังเลอยู่ว่า บนเรือหรือบนฝั่ง อันไหนจะดีกว่ากัน

แต่ยังไงก็เลือกไม่ได้ ถึงไม่กระโดดขึ้นฝั่ง ก็ต้องโดนถีบลงไปอยู่ดี

ขอให้โดนถีบลงฝั่งเหอะวะ

เพราะว่ายน้ำไม่เป็น! 
ตามนั้นคับ

อยากกลับมาเขียนบล็อกของเอกซ์ทีนอีกจัง
 
อิอิ

เขาหลอกเธอด้วยฝัน...

posted on 05 Nov 2010 14:40 by ccchhhuuunnn

เขาหลอกเธอด้วยฝัน...

 

 

 

เขาหลอกเธอด้วยฝัน

ถึงคืนวันอันเสรี

ปัญญาที่เธอมี

เขาให้เกียรติ เขาเอ็นดู

 

เขาหลอกเธอด้วยฝัน

ถึงยุติธรรม์อันสวยหรู

เขารู้เธอเชิดชู

ผู้สละเพื่อสังคม

 

เขาหลอกเธอด้วยฝัน

จะห้ำหั่นความขื่นขม

อย่างกล้าหาญ อย่างเฉียบคม

เหมือนเธอหวังครั้งยังเยาว์

 

ฉันอาจด่าว่าเธอ

ว่าหลงละเมอและโง่เขลา

ไม่เห็นหรือว่าเงา

ข้างหลังเขานั้นทอดยาว

 

แต่ฉันอาจจะร้องไห้

ให้หัวใจดวงสีขาว

เพราะในคืนฟ้าพร่างดาว

เขาจะดับแสงของเธอ

 

 

 

วันเกิด, 2553

กีตาร์ ตุ๊กตา ตะเกียง

posted on 24 Aug 2010 20:46 by ccchhhuuunnn
รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเด็กไม่ยอมโตเลยว่ะ

มัวแต่เล่นกีตาร์ ทั้งๆ ที่เล่นยังไงก็ไม่เก่ง เวลาก็ไม่มี เพลงก็ไม่ได้ฟัง
จะทำหนังสือ ทั้งๆ ที่รู้ว่าทำไปก็ไม่ค่อยมีคนอ่าน
เสนอหน้าไปทำรับน้องคณะ ทั้งๆ ที่ตอนปี 1 เบื่อจะแย่ แทบจะหนีกลับ

ที่ทำก็เพราะไม่อยากกลับบ้านเร็ว
ประสาทเนาะ

เหมือนเด็กเห่อของเล่น
ทำงานคณะเพื่อจะได้ไม่ต้องเจอกับโลกของความเป็นจริง
ที่ต้องเรียนบางอย่างที่ไม่เห็นจะอยากรู้ และต้องอยู่บ้านว่างๆ

หนังสือไม่อ่าน
เรียนเอกอังกฤษก็ยังพูดอังกฤษไม่ได้
วรรณคดีก็ได้ c ทุกตัว
เพื่อนเค้าไปถึงไหนๆ แล้ว
นะ

เบื่อความรู้สึกที่ต้องเป็นผู้ใหญ่กับเด็กในเวลาเดียวกัน
คือจริงๆ โตเป็นควายแล้วไง เป็นผู้ใหญ่ก็ได้
กลับบ้าน อ่านหนังสือ ทำงานบ้าน
แต่ยังอยากทำอะไรๆ ที่อยากทำอยู่

ไม่อยากเป็นหัวหน้างาน เพราะรู้สึกเหมือนทำคนเดียว
แต่ไม่อยากเป็นสมาชิกทั่วไป เพราะงานจะไม่มาถึงมือ
อยากเป็นรองหัวหน้ามากกว่า
ดูเห็นแก่ตัวเนอะ แต่ก็จริง มันเหมือนมีคนค้ำประกัน ว่างานจะไม่ล่มแน่ แล้วเราก็จะได้ช่วยอะไรเค้าได้เต็มที่
เราจะไ้ด้เสนอความเห็นอะไรๆ ได้มากมายแล้วให้มันเป็นคนตัดสินใจ
ได้อุ่นใจว่าอย่างน้อยยังมีคนที่จะนำเรา
ตัดสินใจเองแล้วเสี่ยงเหลือหลายยย

บอกแล้วว่าเหมือนปลากับบ่อปลา
คนบางคนเลือกจะเป็นปลาตัวเล็กในบ่อใหญ่ และ/หรือ บ่อที่มีปลาตัวผู้ 555
เออ บ่อใหญ่มันเยี่ยม
ถ้าเลือกอีกบ่อที่เล็กกว่า ทุกคนก็จะเป็นปลาตัวใหญ่
แต่เป็นปลาใหญ่ที่โดดเดี่ยว และถูกมองด้วยสายตาประหลาด

ทำไมตารางสอนคณะเรามันอินดี้ขนาดนี้วะ
ไม่มีใครที่เรียนเหมือนกันเลย
นัดเจอกันยากยิ่งกว่าอะไรทั้งหมด
นัดเช้า คนที่เรียนบ่ายก็ยังไม่มา
พอนัดบ่าย คนที่เรียนเช้าก็จะกลับบ้าน
นี่ยังไม่นับคนที่เรียนตอนเที่ยงวัน

โหวตอะไรก็ไม่ได้ เพราะไม่มีคนมาโหวต
เผด็จการไป อะไรผิดพลาดก็ต้องรับ

คณะเรามันไม่ได้มี 'หนึ่งคน' อย่างที่บอกหรอกพี่
แต่ไม่ได้หมายความว่า เราอยากให้มี 'สามร้อยคน' เท่านั้น
เราอยากให้ทุกคนเป็น ทั้ง 'หนึ่งคน' และ 'สามร้อยคน' ไปพร้อมๆ กัน
ไม่ใช่เอะอะก็ทำตามๆ เค้าไป
แต่ไม่ใช่เอะอะก็เรื่องของกู อย่ามายุ่ง

บางทีก็อายนะ ที่พูดอะไรไว้แล้วทำไม่ได้
ไม่ใช่เพราะขี้เกียจหรอก แต่ท้อว่ะ
มันก็มีหลายคนจะมาช่วย แต่เอาเข้าจริงๆ ทุกคนก็ไม่ว่างกันหมด
คนที่ไม่ว่างจริงๆ เราเข้าใจมากๆ เลยนะ

แต่คนที่ไม่ได้ไม่ว่างแล้วบอกว่าไม่ว่างมันก็มี

ตอนนี้รู้แล้วว่างานที่ยากที่สุดคือ การขอให้คนอื่นมาช่วยทำงาน
ทำไมคณะเราเวลาจะทำกิจกรรม จะต้องของร้องกันมากมาย?
ต้องทำทุกอย่างเพื่อเอาใจเพื่อนสต๊าฟ หลังจากนั้นค่อยดูแลรุ่นน้อง
คนที่ทำ ต้องเสียสละเพื่อสต๊าฟก่อน
ไม่งั้นสต๊าฟจะไม่มาทำ

เออ เราเข้าใจ งานคณะเรามันแย่ ระบบมันไม่ดึงดูดใจ
ตอนปี 1 เรามาทำก็แทบจะกรี๊ด
นี่พี่คิดว่าพวกเราเป็นคนใช้ไม่มีสมองหรือไง?
พี่ไม่อยากให้น้องช่วยคิดเลยเหรอคะ เดี๋ยวก็สั่งให้ตัดไอ้นั่น ตามแบบนั้น ทำท่าอย่างงี้ ตามพี่คนนี้
มันก็เลยฝังใจใช่ไหม ว่าทำงานคณะแล้วไม่ได้รับความสำคัญ
เราก็รู้สึก และพยามจะไม่ทำให้คนอื่นรู้สึก

เออ

คณะเราไม่ต้องมีกิจกรรมอะไรเลยดีมะ

เราเชื่อ หลายคนตอบว่าดี อย่างจริงใจ

เราเหมือนเป็น...เหมือนเด็กที่เปิดกล่องของเล่น แล้วได้ของที่อยากได้ แต่ไม่ใช่แบบที่อยากได้
เหมือนอยากได้ตุ๊กตาบลายธ์ แต่กลับได้ตุ๊กตาบาร์บี้
อยากเล่นกีตาร์ ก็ได้มาแต่กีตาร์ วิทยุไม่มี คอมมี แต่ลำโพงไม่ค่อยจะดี พรสวรรค์ยิ่งไม่มี
อยากทำหนังสือ ก็ได้ทำหนังสือ แต่ต้องทำงานคอมพิวเตอร์/เลขา/การเงิน/ประชุม/การทะเบียน/ประชา
สัมพันธ์/การกีฬา/อีเว้นท์ และอื่นๆพ่วงอีกเ่ท่าตัว
อยากทำอะไรก็ได้ที่จะได้ค้างคณะ หรือกลับบ้านช้าๆ แต่กลับต้องทำรับน้อง ที่ตัวเองไม่ค่อยชอบเท่าไหร่

จะไม่ทำก็ไม่ได้
เพราะมันอาจจะแย่ยิ่งกว่า...

สรุปคือ แก รน หา ที่ เอง

ฮ่า

คนที่ไม่เคยทำกิจกรรมไม่รู้หรอก ว่าความเหนื่อยคือความสุข
อันนี้พูดจริง
มันรู้สึกเหมือน เฮ้ย เราสามารถทำอะไรเพื่อคนอื่นได้
เวลาเห็นคนอื่นมีความสุขเพราะเรา มันเป็นสิ่งที่ไม่น่าเชื่อ

ตั้งใจไว้ว่า ถึงเราจะไม่ได้เขียนหนังสืออย่างมีความสุขเหมือนเมื่อตอนเด็กๆ แล้ว
แต่ถ้าเราสามารถทำให้ความฝันของเพื่อนๆ และน้องๆเป็นจริงได้
ให้พวกเขาได้คิดได้เขียนอย่างที่อยากทำ
อย่าให้ใครมาว่าพวกเขาเหมือนที่เราโดนว่ามา
มันคงเป็นอะไรที่เยี่ยมมาก

นึกถึงเรื่อง ไมรอน ของพี่พัณณิดา
ที่บอกว่า

"ข้ามอบชวาลา ของข้าแด่ท่าน"

ไม่ค่อยตรงเท่าไหร่... แต่เราก็รู้สึกเหมือน ได้รับมอบตะเกียงของรุ่นพี่มาแล้ว
ถ้าไม่จุดต่อให้คนอื่นๆ ซักวันมันก็จะดับไป

แล้วก็จะโดนด่าว่า ทำไมถึงปล่อยให้มันดับ
ไม่ใช่รุ่นพี่ด่านะ
เราคงด่าตัวเอง

ปล. เขียนไว้ตั้งแต่เดือนที่แล้ว แต่เมื่อวานมีเรื่องอีก ก็เลยเพิ่มๆ เข้าไป
ปปล. เรื่องที่ยกมาเป็นแค่สถานการณ์สมมุติเท่านั้น ไม่เคยอยากได้ตุ๊กตาบลายธ์

ตอนแรกคิดจะเขียนยาวๆ
แต่ปรากฏว่าสิ่งที่คิดจะเขียน อาจารย์เอามาสอนในห้องแล้ว ก็เลยเบื่อ ไม่อยากเขียนละ

สั้นๆละกัน

คือว่า...ผู้ปกครองหลายคนอาจจะกลัวเมื่อลูกหลานของพวกเขาสนใจงานเขียน มีงานเขียนอยู่สองประเภท คือ "เรื่องแต่ง" และ "เรื่องจริง" ซึ่งประเภทแรกดีกรีความหวาดกลัวมักจะสูงกว่า

เนื่องจากคนส่วนใหญ่คิดว่า "เรื่องแต่ง" ก็คือ "เรื่องไม่จริง"

 

ใครไม่รู้ แต่รู้สึกจะเป็นคนดัง เคยพูดไว้ประมาณว่า "นิทานไม่ได้บอกว่า...มังกรมีอยู่จริง เพียงอย่างเดียว แต่ยังบอกอีกว่า มังกรนั้น...สามารถถูกพิชิตได้"

เป็นคำพูดที่คมมากเลย

มันจริงรึเปล่าหละ ที่ในโลกนี้จะต้องมีคนที่มีอำนาจ มีความแข็งแกร่งเหมือนมังกรตัวนั้น แล้วมันจริงรึเปล่า ที่คนพวกนี้ไม่ได้อยู่ค้ำฟ้า มันก็จริงพอๆกับเรื่องที่บอกว่า โมเลกุลของน้ำ ประกอบด้วยไฮโดรเจนสองอะตอม และออกซิเจนหนึ่งอะตอม

แต่ขณะเดียวกัน

เรื่องแต่ง ที่เป็นเรื่องไม่จริง ก็มีเหมือนกัน เช่น เรื่องที่บอกว่า ขึ้นรถไฟฟ้าแล้วจะเจอเนื้อคู่(ไม่ใช่ละ)
อ้อ... แล้วเรื่องที่ดูเหมือนเรื่องจริง อาจจะเป็นเรื่่องแต่งก็ได้ เช่น สิ่งที่เรียกว่า การบิดเบือนข้อมูล แล้วผลของมันก็ทำให้เราตกอยู่ในสงครามข่าวสารอันยิ่งใหญ่อย่างทุกวันนี้ไง

 

เพราะงั้น...ท่านผู้ปกครอง เรื่องจริงกับเรื่องแต่งมีอยู่ในงานเขียนทุกประเภท

อย่ากลัวนวนิยายเลยนะ

 

 

language story 2 : I'm afraid of writing.

posted on 06 Nov 2009 23:49 by ccchhhuuunnn
มันแปลกมั้ย ที่เราเขียนบล็อก แต่กลัวการเขียน


นานมาแล้ว สมัยที่เด็กทุกคนต้องควานหา identity ของตนเอง
เราคิดว่า เอาละวะ เราจะเป็นคนเขียนหนังสือละ!


แล้วเราก็เขียน


หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น
มันสนุกแฮะ


แต่เคยได้ยินมั้ย ในวิทยุคลื่นไหนไม่รู้ โฆษณาอะไรซักอย่าง
บอกว่า
วัยรุ่น ถึงจะแหวกแนวยังไง ก็ยังต้องเหมือนเพื่อน


นั่นแหละ


บางทีการเขียนทำให้เรารู้สึกว่า
เราแตกต่าง แต่เราไม่เหมือนเพื่อน
เราเป็นตัวประหลาด


บางทีเราก็เจอเพื่อนที่เป็นตัวประหลาดเหมือนกัน
แต่สุดท้ายเรากลับพบว่า พวกเขาแค่แต่งคอสเพลย์เป็นตัวประหลาดเท่านั้น ข้างในเขาเป็นคน


เรากลัวมาก และสิ่งที่เราเขียนก็เริ่มก้าวร้าว


จนกระทั่งถึงจุดที่เราทนไม่ได้


เราค่อยๆ กลายร่างกลับมาเป็นคน


ในที่สุดเราก็กลับมาเป็นคน


เหมือนเพื่อนแล้ว

แต่เราไม่แตกต่างอีกแล้ว


คิดดูสิว่ามันน่าตกใจขนาดไหน เมื่อมาเข้ามหา'ลัยแล้ว เพิ่งรู้ว่ามีตัวประหลาดเต็มคณะไปหมด
ดีใจมากๆเลย

แต่ในขณะเดียวกัน
มันก็โคดเสียใจ


เราไม่สามารถไปร่วมก๊วนกับพวกเค้าได้
เพราะเรากลายเป็นคนไปแล้ว


สิ่งที่เราเจอ หรือไม่ก็คิดไปเองว่าเจอ
ทำให้เราฝังใจกับความกลัวหลายๆอย่าง


และมันเป็นปัญหามากในการเรียนมหา'ลัยวิชานี้


เรากลัวการใช้ศัพท์ยากๆ หรือศัพท์แปลกๆ โดยเฉพาะพวกคำที่ใช้อธิบายอารมณ์ ความงาม หรือความเคลื่อนไหว
เพราะเราเคยเห็นพวกที่ใช้เว่อร์ๆ แล้วรู้สึกว่ามันเฟค
แต่พอเราใช้บ้าง โดย(ตอนนั้นคิดว่า)เลือกเฉพาะคำที่ดูมีรสนิยม มันก็กลายเป็นว่า
เรากำลังเขียนโดยใช้ภาษาของผู้ใหญ่
ใช้แล้วไม่เหมือนเพื่อน

บางทีเรารู้สึกว่า ช่วงที่เพื่อนๆเป็นวัยรุ่น เราโตกว่าพวกเค้า แต่พอพวกเค้าโต เรากลับเด็กลง
พอกลัว ก็เลยไม่ใช้
พอไม่ใช้ ก็เลยใช้ไม่เป็นแล้ว
แล้วพอถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้...

อีกเรื่องนึง เรากลัวคำจำกัดความของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
งงมั้ย
555


เรากลัวที่จะบอกคนอื่นว่า แต่งเรื่อง แต่งกลอน เขียนนิยาย
เราจะขนลุกซู่ไปทั้งตัวด้วยความหยะแหยง เมื่อมีใครแนะนำเราให้ใครอีกคนรู้จัก โดยใช้คำพวกนี้


พูดจริงๆนะเนี่ย
มันเป็นความกลัวฝังใจ
ลองพูดคำพวกนี้ด้วยน้ำเสียงดูหมิ่นสิ
เรารู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยามว่าชอบเพ้อฝัน


ได้ยินกี่ครั้งก็รับไม่ได้ ไม่ชินซักที


มีนักเขียนหลายคนที่ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน ว่าพวกเขาชอบเพ้อฝัน
แต่เราไม่ใช่


แม้ว่าคำว่า เขียนหนังสือ และวรรณกรรม จะดูเป็นคำที่ไร้ความรู้สึกมากกว่า
แต่มันก็ใช้แทนไม่ได้


ลองคิดดูสิถ้ามีคนบอกว่า "อ๋อ เค้าเขียนหนังสือ" (ได้ตีพิมพ์ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ)
หรือบอกว่า "ก็เขียนพวกวรรณกรรมอ่ะ" (ใครยกย่องแกให้เป็นวรรณกรรมเนี่ย)
อีเดียดจะตายชัก 5555


ความกลัวเรื่องที่สาม คือเราหมดความเชื่อในเรื่องพวกนี้ไปแล้ว
ว่าการได้อ่านหนังสือซักเล่ม ดูละคร ดูหนังซักเรื่อง หรือดูงานศิลปะสักชิ้นหนึ่ง มันอาจเปลี่ยนชีวิตคนได้
มันเป็นแรงบันดาลใจในชีวิต
มันมีพลังบางอย่างที่ขับเคลื่อนสังคม
 

เอางี้ดีกว่า เราเชื่อว่ามันจริง แต่เราไม่เชื่อแล้วว่าเราจะเป็นคนที่ทำมันได้


เราจะมีคำถามตลอดเวลาว่า ถูกแล้วเหรอวะที่จะใช้เวลาไปกับเรื่องพวกนี้?
มันเป็นเรื่องหลอกลวงรึเปล่าวะ? เรามีอย่างอื่นที่ต้องรับผิดชอบรึเปล่า?


แล้วลองนึกสภาพคนที่เรียนวิชาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ชอบเรื่องพวกนี้ แต่กลัวเรื่องพวกนี้ดูสิ


สนุกมากกกก

:)






คนไทย...

 

บางคนเก่งภาษาไทยแต่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ
บางคนเก่งภาษาอังกฤษแต่ไม่เก่งภาษาไทย

 

จริงเหรอ

 

เราไม่เคยเชื่อเลย

 

มันน่าหมั่นไส้มาก เวลาเพื่อนเราบอกว่า เก่งภาษาอังกฤษมากกว่า เพราะเรียนภาษาไทยมันยาก เรียนไม่รู้เรื่อง

แล้วคนที่เก่งภาษาไทยมากกว่าภาษาอังกฤษ แสดงว่า ไม่มีความถนัดด้านภาษาอังกฤษ รึเปล่า

 

ตอนเราอยู่ม.ต้น เราคิดเรื่องนี้เยอะมาก

 

เราคิดว่า เป็นไปไม่ได้หรอก ที่เราจะเก่งไทยมากกว่าอังกฤษ หรือเก่งอังกฤษมากกว่าไทย
ถ้าเก่งภาษาไหน ก็ต้องเก่งภาษาอื่นด้วย
มันเป็น “ความสามารถด้านภาษา”

 

แต่ที่เราเก่งไม่เท่ากันสองภาษา เพราะเราคุ้นเคยกับภาษาไทยมากกว่า
ความเก่งด้านภาษาอังกฤษ ของเรากับเพื่อนๆ น่าจะขึ้นอยู่กับ “โอกาส” และ “ประสบการณ์”

 

คนไหนที่เก่งกว่า ก็คือคนที่มีโอกาสรู้จักกับภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน เช่น ไปเรียนกับสถาบันข้างนอก ดูหนังฟังเพลงฝรั่ง และอื่นๆ หรือคือคนที่สนใจและตั้งใจเรียนมากกว่าเพื่อน หรือคือคนที่ไม่มีความทรงจำอันเลวร้ายกับภาษาอังกฤษตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้จักมัน เพราะเราว่านะ...ถ้าตอนเด็กมากๆ ซักอนุบาลหรือป.1 เราถูกบังคับให้ท่องศัพท์ยากๆ เยอะๆ ที่เราไม่เข้าใจ เราก็จะเกลียดมัน และฝังใจว่ายังไงก็เรียนไม่รู้เรื่อง แล้วก็เลยไม่รู้เรื่องจริงๆ

 

ดังนั้น ความสามารถด้านภาษาที่แท้จริง ควรวัดจากความเก่งภาษาไทยไม่ใช่เหรอ เพราะภาษาอังกฤษแต่ละคนโอกาสไม่เท่ากัน แล้วอีกอย่าง ภาษาอังกฤษที่เราเรียนตอนมัธยม ก็เป็นความรู้ระดับเบื้องต้น สำหรับประเทศที่ใช้เป็นภาษาแม่ เท่านั้นเอง 
 

เราไม่แน่ใจหรอกนะว่าที่เราคิดมันถูกต้องรึเปล่า อาจจะเป็นเพราะตอนเด็กๆ เราเรียนภาษาไทยได้ดีกว่าอังกฤษนิดหน่อย แล้วรู้สึกว่าถูกล้อเลียนประมาณว่า "เชย" 
 

เราก็เลยหาข้อแก้ตัวให้ตัวเอง

 

แต่พอเราเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น (ตอนนี้เอกอังกฤษ) เราก็รู้สึกว่าไอ้ที่เราคิดตอนเด็กๆมันจริงมากขึ้นมาหน่อย ตอนนี้ บทเรียนภาษาอังกฤษเริ่มใกล้เคียงภาษาไทยตอนมัธยมเข้าไปทุกที มีวรรณกรรม(นิยาย เรื่องสั้น กลอน บทละคร) ให้อ่านเหมือน ทักษะสัมพันธ์ หรือวรรณคดีวิจักษ์ มีอุปมา อุปลักษณ์ และบุคคลวัต เรียนโครงสร้างคำและประโยคภาษาอังกฤษเหมือนภาษาไทยเลย ทั้งพวก อาการนาม กริยานุเคราะห์ นิยมวิเศษณ์ และพวกประโยคความเดียว ความรวม ความซ้อน แล้วยังมี เรียงความ สอบพูดหน้าห้อง สอบฟัง สอบจับใจความ และอื่นๆ

 

มันกำลังวัดความสามารถทาง ภาษา ที่แท้จริงของเราอยู่ใช่มั้ย
เช่นเดียวกับตอนที่เรียนภาษาไทย
ใครเข้าใจวรรณกรรมได้ลึกซึ้งกว่า ใครมองเห็นโครงสร้างอันซับซ้อนของภาษาได้ทะลุกว่า คนนั้นสามารถกว่า

 

แล้วเราก็เอียนเต็มทีแล้ว

 

เบื่อที่สุดในโลก!!!

 

อ้าว นอกเรื่อง ฮ่าๆ

 

เราเคยดูทีวีรายการนึง พ่อกับแม่เรียนเมืองนอกมา พอมีลูก พ่อก็จะพูดภาษาอังกฤษกับลูกตลอด ไม่พูดภาษาไทย ส่วนแม่จะเป็นคนพูดภาษาไทยเอง ปรากฎว่าเด็กคนนั้นพูดไทยกับแม่ แล้วก็พูดอังกฤษกับพ่อได้เท่าๆกัน

 

ถ้ามีเด็กแบบนี้ซักสองคน เราก็จะรู้ว่าเด็กคนไหนถนัดด้านภาษามากกว่ากันใช่มั้ย

เออ

 

แต่จะรู้ไปทำไมล่ะ

 

ความจริงแล้วความเก่ง หรือความเก่งกว่ากัน มันไม่ได้สำคัญมากมาย
ขึ้นอยู่กับความรักกับความพยายามต่างหาก

 

แต่ปัญหาก็คือ ตอนนี้เรายังพยายามกับภาษาอังกฤษไม่พอ แต่ก็ขี้เกียจเหลือแสนนน...
ส่วนภาษาไทย หยุดพยามมานานละ

 

แล้วเราก็เลิกรักพวกมันแล้วด้วย ทั้งสองตัวนั่นแหละ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...
เราจะกลับมาเมื่อไม่สามารถทำการบ้านต่อไปได้แล้ว

 

ฮ่า...

 

OctoPhobia

posted on 26 Sep 2009 12:50 by ccchhhuuunnn

สอบเสร็จแล้ว

เอาอีกละ...

 

ปิดเทอมแล้ว

เอาอีกละ

 

ครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ไม่อยากลุกจากห้องสอบ

ไม่อยากปิดเทอม

 

กลัวเดือนตุุลา กลัวเดือนมีนา เมษา พฤษภา

 

บ้าแน่เลยว่ะ

มีแต่คนอยากปิดเทอม

 

ปิดเทอมเป็นกรงขัิง รู้ป่ะ

อยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรเลย

ไม่ได้ไม่มีอะไรทำ 

มีเยอะแยะที่อยากจะทำ มากมายก่ายกอง

 

แต่ทำไม่ได้ว่ะ

ทำไม่ได้

ทำไม่ได้

ทำไม่ได้

 

ขอทำเหอะ 

นะ

นะ

นะ

 

อย่าว่าเลยนะ

 

 

 

HANG and BLANK

posted on 19 Aug 2009 15:43 by ccchhhuuunnn

อ่านหนังสือ+ดูหนังเยอะแยะอีกแล้ว

ทนไม่ได้กับหนังสือเรียน
จริงจังนะเนี่ย

แค่เดือนเดียว อ่านไปตั้ง 10 กว่าเล่ม

รู้สึกว่า อันที่อยากเรียน เค้าสอนน้อยเกินไป อันที่ไม่อยากเรียน จำเป็นต้องเรียน อันที่รู้สึกเฉยๆ ก็เฉยจริงๆเฉยที่สุดในจักรวาล อย่าให้บอกเลยว่าวิชาอะไรบ้าง

รู้สึกแย่อ่ะ อยากโดดเรียนไปทำอย่างอื่น แต่ก็ไม่มีใครโดดเป็นเพื่อน โดดไปก็ไม่มีอะไรทำ
ชีวิตไร้ค่าอย่างร้ายแรง

อยากคุยเรื่องหนังสือที่อ่านอ่ะ แหะๆ ใครเคยอ่าน/ดูเีรื่องไหนบ้าง คุยกันหน่อยเดะ

 

Suicide Shop (ฌอง เติลเล่)
นึกว่าจะสนุกซะอีก เสียดายอ่ะ ไอเดียดี แต่น่าเบื่อ+เว่อร์มาก หรือเป็นเพราะแปล? ชอบแึค่หน้าสุดท้าย ตอนที่...(ไม่สปอยดีกว่า)

เวลาในขวดแก้ว (ประำัภัสสร เสวิุกุล)
อ่านก่อนจะสอบภาษาอังกฤษ อ่านแล้วเลยไม่มีอารมณ์อ่านหนังสือเลย 555 แซ้ดอ่ะ

Slumdog Millionaire (Danny Boyle)
เจ๋ง แต่ ฮอลลีวู้ด มากๆ

คำให้การของทายาทซูเปอร์แมน (พิสิฐ ภูศรี)
บางเรื่องก็ดี บางเรื่องก็แป้กๆ

ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม (ภาณุ ตรัยเวช)
อ่านของคนนี้ตั้งแต่ เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์ กะ วรรณกรรมตกสระ ละ บางทีเขียนยืดไปหน่อย แต่ชอบอ่ะ เนื้อเรื่องเจ็บปวดดี

Always: Sunset on Third Street (Takashi Yamazaki)
น่าร้ากกก 555

Harry Potter 7( J.K. Rowling)
โอ้ว ในที่สุดก็จบ เราว่าคนเขียนต้องอัจฉริยะแน่เลยว่ะ วาง plot ละเอียดมาก ชื่นชมที่กล้าเขียนด้านมืดของดัมเบิลดอร์-และเขียนได้เทพจริงๆ แต่สเนปน้ำเน่าไปป่ะ 5555

ความสะอาดของผู้ตาย (ปราบดา หยุ่น)
ปราบดามาก

SCI-TREK (รวมเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของนานมีบุคส์อะวอร์ด)
ไม่ชอบเลย ผิดหวัง เรางงมากว่า เนี่ยนะได้รางวัล? เกือบครึ่ง plot ซ้ำกับของวินทร์ เลียววาริณ(แต่เราไม่รู้ว่าวินทร์ได้ไอเดียมาจากคนอื่นอีกรึเปล่า) แต่ก็มีบางเรื่องที่โอเค

พญาอินทรี (จรัญ ยั่งยืน)
เขียนดี...ทั้งวิทยาศาสตร์และการเมือง

Detective Conan (อาโอยาม่า โกโช)
อยู่ดีๆก็อยากอ่าน ชอบเรื่องนี้อ่ะ เป็นอะไรที่ฮามาก ถ้าบอกว่าชอบพ่อของรัน จะโดนรุมมั้ย 555 แต่ถ้าคิดดูดีๆ ...ญี่ปุ่นนี่มีอาชญากรรมเยอะ+ใกล้ตัวขนาดนั้นเลยเหรอวะ แถมยังมีแต่ฆาตกรโรคจิตที่วางแผนซับซ้อน ใครจะไปญี่ปุ่นระวังด้วยนะเว้ย 555

พระเจ้าในห้องสมุด (เซโอะ ไมโกะ)
เพิ่งอ่านจบเมื่อกี้ ที่หน้าปกบอกว่าคล้าย Dead Poet Society แต่เราไม่เคยอ่าน เรื่องนี้ดีอ่ะ ง่ายๆ แต่มันมีอะไรบางอย่าง

Spy X : The Code (Peter Lerangis)
หนังสือเด็กอ่ะ สนุกดี ยังอ่านไม่จบ

 

ปกติเราจะไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนึงจบในวันเดียว เพราะเราเห็นใจคนเขียนอ่ะ เค้าคิดตั้งนาน เขียนตั้งนานกว่าจะได้ซักเล่มนึง แต่ช่วงนี้มีหลายเล่มที่เราอ่านวันเดียว แสดงว่าต้่องมีอะไรผิดปกติแล้ว

เราอยากหนีจากวิชาเรียนมากขนาดนี้เลยเหรอ...

 

เคยถูก "แย่ง" อะไรมั้ย

posted on 31 Jul 2009 13:06 by ccchhhuuunnn

(อย่าบอกนะว่าไมู่รู้จะกด play ตรงไหน 555)

 

 

 ก็...ตามนั้น

เคยถูก แย่ง อะไรมั้ย

มันเป็นเรื่องน่าเจ็บปวดเนอะ 555

 

 

 

***

ไม่ได้อัพนานมากเลย เพราะไม่รู้จะเอาไอ้ตุ่นน้อยนี่ลงบล็อกได้ยังไง

อัพโหลดแล้ว error ตลอด

 

ตอนแรกนึกว่าเป็นเพราะเน็ตช้า แต่ไปใช้ไฮสปีดที่คณะก็ยังโหลดไม่ได้

ตอนสองนึกว่าไฟล์คงใหญ่เกินกำหนดของ exteen  แต่ลดขนาดไฟล์แล้วก็ยังโหลดไม่ได้

ตอนสาม นึกขึ้นได้ว่าเรา import รูปโซฟาลง stage เป็น jpg แล้วมันทำให้โหลดไม่ได้ป่ะวะ เราเลยเปลี่ยนรูปเป็น gif แต่ก็เหมือนเดิม

สุดท้ายเลยเอารูปออก แล้ว save as

คราวนี้ปรากฏว่าอัพโหลดได้!!!

 

แต่ว่า...

 

พออัพโหลดไฟล์จริงมันก็ยังโหลดไม่ได้อยู่ดี

ทำไมวะ!!!

 

คิดจนสมองบวมกว่าจะนึกขึ้นได้ว่า มันเป็นเพราะ ชื่อไฟล์ ต่างหาก

ตอนแรกเรา save ชื่อ TOON#1

แต่ไฟล์ที่ save as ชื่อ TOON-1

 

เป็นเพราะว่าเราใช้ # ก็เลยโหลดไม่ได้

โง่แสดดด อุตส่าห์หาสาเหตุตั้งนาน...น

T_____T

 

 

 

 

ปล. ขอบคุณรูป จาก www.designlaunches.com นะ