ผู้หญิง…กับมิตรภาพอันซับซ้อน

 


  

หลายคนคงจะมีช่วงหนึ่งในชีวิต ที่เมื่อทำอะไรบางอย่าง - - โดยที่ไม่รู้ว่าคืออะไรด้วยซ้ำ แล้วทำให้เพื่อนคนใดคนหนึ่งไม่พูดกับเราอีกเลย

 

เราไม่รู้ว่าเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นในวัยเด็กของผู้ชายรึเปล่า แต่มองกลับไปในสังคมหญิงล้วนที่เราเติบโตขึ้นมา เรารู้สึกว่า...มิตรภาพระหว่างผู้หญิง ดูเป็นมิตรภาพที่อ่อนไหวและซับซ้อน ก้าวพลาดนิดเดียวจากเพื่อนก็กลายเป็นศัตรู จากที่สนิทกันก็กลายเป็นไม่รู้จักไปในทันที

 

ตอนเป็นเด็กอาจจะเริ่มจากการทำเป็นไม่พูดด้วย และซุบซิบให้เห็นซึ่งหน้า โตขึ้นมาหน่อยอาจจะเริ่ม ‘แบน’ โดยการตั้งกลุ่มรังเกียจเพื่อนคนหนึ่ง โดยที่เค้าอาจจะแค่ไม่เหมือนคนอื่น อาจจะฉลาดมาก หรือสุขภาพไม่ดี หรือแค่ทำพลาดอะไรแบบที่ตอนเด็กๆ พวกเราก็พลาดกัน หรือแค่...อะไรก็แล้วแต่ แต่ด้วยเหตุผลอันลึกลับบางอย่าง มันทำให้เรื่องเปิ่นๆ เด๋อๆ หรืออะไรพวกนั้นกลายเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะยอมรับได้

 

ตอนนั้นเรากังวลมากว่าเราจะหา ‘เอ็กซ์แฟกเตอร์’ อันนั้นเจอได้ยังไง เราจะรู้ได้ยังไงว่าทำอันไหนแล้วเพื่อนจะชอบ ทำอันไหนแล้วเพื่อนจะ ‘แบน’

 

เป็นเพราะอะไรกันนะ?

 

มันคือความอ่อนไหวต่อความแตกต่างของเพื่อนรึเปล่า? บางทีพวกเราก็คาดหวังให้เพื่อนที่อยู่ในกลุ่มเดียวกันต้องทำอะไรตามกัน ถ้าทำตัวแตกต่างก็ถือว่าไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกัน? มันจะเหมือน 'กระทบต่อความมั่นคง' ?

 

มันเป็นกลไกป้องกันตัวอัตโนมัติของกลุ่มผู้หญิงรึเปล่านะ ไม่รู้ทำไม แต่เรานึกถึงดอกไม้ที่รีบหุบทันทีเมื่อต้องละอองฝน ซึ่งจริงๆ แล้วมันไม่แคร์หรอกว่าจะเป็นฝนใสๆ หรือเป็นแมลงที่มาทักทาย หรือเป็นนิ้วอันมุ่งร้ายของใครซักคน กูรู้แต่ว่ากูบอบบาง กูต้องรีบหุบไว้ก่อน?

 

เราอาจจะตอบไม่ได้ชัดเจนเท่าไหร่นัก แต่เรารู้เพียงว่า...มันเป็นการปิดกั้นการทางเลือก และการเติบโตของเพื่อนบางคนโดยที่เราก็ไม่รู้ตัว

 

เราเติบโตขึ้น และเลิกกังวลกับเรื่องพวกนี้ไปนานแล้ว แต่บางทีเงาของมันก็ยังคงอยู่ และเมื่อคุยกับเพื่อนผู้หญิงบางคน เราก็รู้สึกได้เลยว่าเค้ามีความกลัวนี้ติดตัวจนเป็นผู้ใหญ่ เราเข้าใจว่าพวกเค้าคงรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดเมื่อโดนรังแกจากเพื่อนกลุ่ม ‘สาวๆ แรงๆ’ - - โดนรังแกแบบที่ไม่มีความรุนแรงทางกายเข้ามาเกี่ยวข้อง

 

แต่หลายคน, รวมทั้งเราด้วย ก็คงรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดในทางตรงกันข้ามด้วยเช่นกัน เมื่อต้องแกล้งทำเป็น ‘แบน’ เพื่อนคนใดคนหนึ่ง ทั้งๆ ที่จริงๆ ก็ไม่ได้รู้จักกันเลย และบางทีก็ไม่มีเหตุผลใดๆ เลย เพียงแค่เพื่อให้ตัวเองอยู่รอดในสังคมผู้หญิงก็เท่านั้น บางทีทุกวันนี้ก็ยังอดคิดไม่ได้ว่าถ้าตอนนั้นไม่ได้ขี้ขลาด ถ้าเรายืนหยัดแบบเท่ๆ เพื่อเพื่อนซักคนที่แทบจะไม่รู้จักกันสักครั้งหนึ่ง เราจะยังคงเป็นเราในทุกวันนี้ไหม

 

หรือนี่เป็นเรื่องเจ็บปวดที่อยู่นอกเหนือความเข้าใจของเรา - - ของพวกเราจริงๆ ?

 

พี่เจ้อกับวรรณ #4 โปรเจคไฟแรงของนายมิกกี้

 

 

มิกกี้ พนักงานหนุ่มจบใหม่ เลเวล 0 อายุ 22 ปี, ขาว, ตี๋, และกระตือรือร้น ถึงเขาจะเพิ่งเริ่มงานใหม่ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่เขาก็มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่ง ว่าแผนงานที่เขาคิดขึ้นมานี้มันเจ๋งที่สุด และจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กรอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนเลย

               

เอาละเว้ย... มิกกี้คิด ...ฉันจะแจ้งเกิดที่นี่แหละ

               

ในขณะเดียวกัน พี่เจ้อ หรือนายโรเจอร์ เลเวล 4 หัวหน้าแผนกเล็กๆ น่ารักแผนกนั้นก็กำลัง แ ส ร้ ง ทำท่าครุ่นคิดเรื่องแผนงานของเจ้าหนุ่มมิกกี้ วันนี้พี่เจ้อแต่งตัวต่างจากทุกวัน เสื้อเชิ้ต เนคไท กางเกง สีดำสนิท ไม่มีเลื่อมสีทองแพรวพราว แต่อย่าคิดว่าพี่เจ้อจะลืมสีทองของโปรดของตัวเองไปได้ง่ายๆ, ไม่มีทางอยู่แล้ว - - เขาแค่เปลี่ยนจาก “ตัว” ไปเป็น “หัว” เท่านั้นเอง วันนี้พี่เจ้อโปรยกากเพชรสีทองลงบนจะงอยผมโมฮอค และสวมแว่นกันแดดใหม่เอี่ยมที่เลนส์เคลือบสีทองวาวๆ เหมือนแมลงอวกาศ มิกกี้ไม่กล้าสบตาพี่เจ้อเลย ทั้งๆ ที่ปกติเขาพูดกับใครต้องสบตาทุกครั้ง - - ไม่ใช่เพราะกลัวอะไรหรอก แต่เพราะมันเวียนหัวต่างหาก

               

พระเจ้าเถอะ... หนุ่มมิกกี้สบถอยู่ในใจ ...ช่วยถอดไอ้แว่นบ้าๆ นี่ซะทีด้ายม้ายย จะอ้วกอยู่แล้ววว...

               

“อืมม...” พี่เจ้อจับคาง ทำท่าครุ่นคิด ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเลย ไอ้แผน-ใหม่-ไฟ-แรง แบบนี้น่ะไม่มีทางหลุดรอดไปได้อยู่แล้ว

               

“ว่าไงครับ” มิกกี้ถาม มองเขาอย่างคาดหวังเต็มที่

               

“ไม่ผ่าน!” พี่เจ้อประกาศ

               

“อ้าว!” มิกกี้ร้อง “ทำไมล่ะครับ”

               

“พี่บอกให้เราคิดแผนสำหรับแผนกของเรา ไม่ใช่แผนที่จะให้ ทุ ก แ ผ น ก ช่วยกันทำ”

               

“แต่มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนะครับ!”

               

“นี่ เลิกคิดเรื่องความเปลี่ยนแปลงทีเถอะ”

               

มิกกี้จ้องมองพี่เจ้อ พี่เจ้ออดรู้สึกไม่ได้ว่าดวงตาของหนุ่มมิกกี้เหมือนมีเปลวไฟลุกโชน อืมม...ชักสนุกละสิ

               

“แต่ว่าผมนั่งศึกษาโครงสร้างองค์กรมาทั้งคืนเลยนะครับ! อย่างน้อยพี่เจ้อก็น่าจะช่วยคุยกับหัวหน้าแผนกคนอื่นๆ อย่างคุณวรรณ หรือคุณสุ...” มิกกี้ชะงักเมื่อพี่เจ้อเริ่มหัวเราะก๊ากๆ ดังลั่น

               

“คุยกับ...คุณสุ...เนี่ยนะ...ฮ่าๆๆ เรารู้จักคุณสุรึเปล่า ไอ้หนู ฮ่าๆๆๆ”

               

มิกกี้ไม่พอใจมากเมื่อหัวหน้าหัวเราะเยาะถึงเพียงนั้น “ขอความร่วมมือกันก็ไม่เสียหายนี่ครับ”

               

“ใช่ๆ ไม่เสียหาย” พี่เจ้อควานหาแก้วน้ำ “แต่ฉันไม่คุยให้หรอกนะ”

               

“งั้นผมคุยเองครับ!” มิกกี้ประกาศ ทุบกำปั้นลงบนตัก พี่เจ้อนึกอุปาทานเห็นไฟลุกขึ้นมาจากกำปั้นนั้น ลามไปทั่วร่างของมิกกี้เหมือนเขากลายเป็นซุปเปอร์ไซย่า ฮ่าๆ...แกล้งเด็กสนุกจริงๆ...

               

พี่เจ้อจิบน้ำช้าๆ จับตามองเด็กใหม่ของเขา “ผมไม่สนหรอกว่าพวกพี่จะตั้งแง่อะไรกัน” มิกกี้พูดเสียงดัง “เราอยู่องค์กรเดียวกันก็ต้องมีเป้าหมายร่วมกันไม่ใช่เหรอครับ และถ้าวิธีเดิมๆ - - วิธีที่พวกเราแยกกันทำงานมันไม่มีประสิทธิภาพ...”

               

“นี่...ขอถามอะไรหน่อยนะ...” พี่เจ้อขัด ชูแก้วน้ำให้มิกกี้ดู “เคยสงสัยบ้างมั้ยว่าทำไมบนโต๊ะหัวหน้าต้องมีแก้วน้ำ?”

               

มิกกี้ชะงักกึก ตามไม่ทันว่าพี่เจ้อหมายถึงอะไร และวินาทีถัดมา พี่เจ้อก็สาดน้ำโครมใส่หัวตั้งๆ ของนายมิกกี้ - - - ด้วยความโหดเหี้ยมเท่าที่แว่นตาแมลงอวกาศสีทองจะอำนวย

               

“โอ๊ย!”

               

เปลวไฟในอุปาทานของพี่เจ้อดับมอดลงพร้อมเสียงซ่าๆ

               

“อะไรครับเนี่ย”

               

“เค้าให้หัวหน้าทุกคนมีแก้วน้ำอยู่บนโต๊ะ เอาไว้จัดการกับเด็กใหม่ไฟแรงยังไงล่ะ” พี่เจ้อกล่าวอย่างเคร่งขรึม ทั้งที่ในใจทั้งขำและสะท้อนใจในขณะเดียวกัน โอเค...ไอ้เจ้อ...อย่าไปสงสารมัน...แกก็เคยโดนมาก่อน...

               

มิกกี้เช็ดน้ำออกจากตา กล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง “แต่ผมมั่นใจว่าผมทำได้”

               

“โวะ” พี่เจ้อวางแก้วน้ำลง “ยังไม่เลิกอีกนะ”

               

“ก็พี่เจ้อบอกเองนี่ครับ!”

               

“บอกอะไร?”

               

“พี่เจ้อบอกว่า แผนกของคุณสุใช้งบประมาณมากที่สุด รองลงมาก็คือของคุณวรรณ แล้วก็ของเรา ผมก็เลยคิดแผนนี้ขึ้นไง เราสามแผนกร่วมมือกันพัฒนาโปรดักต์ที่ดีที่สุดแค่ ชิ้ น เ ดี ย ว  ถ้าเรา ยุ บ โปรดักต์ของคุณวรรณกับคุณสุ แล้วเอาคนมารวมกัน มันจะทำให้...”

               

พี่เจ้อมองมิกกี้ตาค้าง ...ไม่นะ เด็กคนนี้...

               

ทำไมมันถึงคิดอย่างที่ฉันเคยคิดเมื่อหลายปีที่แล้ววะเนี่ย?

 

/////

 

สิบนาทีต่อมา เด็กใหม่ของวรรณก็รับโทรศัพท์ แล้วก็หันมาบอกนาย “คุณวรรณคะ คุณโรเจอร์ขอคุยด้วยค่ะ”

               

วรรณยื่นมือ รอรับโทรศัพท์ ทั้งๆ ที่สายตายังจดจ่ออยู่กับคอม

               

“เอ่อ คุณโรเจอร์บอกว่าให้คุณวรรณไปหาที่ห้องน่ะค่ะ”

               

วรรณถอนหายใจ เซฟดราฟท์อีเมลอย่างเสียมิได้

               

...โอ๊ย พี่เจ้อ!

 

/////

 

วรรณเดินเข้าไปในห้องพี่เจ้อที่เปิดประตูค้างไว้ “ว่าไงคะ”

               

พี่เจ้อกับมิกกี้เงยหน้าขึ้นจากการสนทนาอันร้อนแรง หันมามองสาวผมสั้น ตาสวย หน้าตาย และสวมเสื้อสีฟ้าเรียบร้อยตลอดกาล แววตาของพี่เจ้อแสดงความตื่นเต้นเป็นอันมาก จนวรรณนึกอุปาทานเห็นเปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ในดวงตาตี่ๆ คู่นั้น (พี่เจ้อถอดแว่นแมลงอวกาศแล้ว)

               

“วรรณ” พี่เจ้อเริ่ม ผายมือไปทางมิกกี้ “เด็กใหม่ของพี่มีโปรเจคใหม่น่ะ อยากจะขอยืมคนของเธอสักหน่อย”

               

วรรณพยักหน้า มองเด็กหนุ่มที่ท่าทางไฟแรงไม่แพ้กัน “ไม่เกินสิบนาทีได้มั้ยคะ?”

               

พี่เจ้อหัวเราะพรืด “งานด่วนขนาดนั้นเชียว”

               

“ค่ะ” วรรณตอบ ดูนาฬิกา

               

“ไม่ถามเหรอว่ากี่คน” พี่เจ้อถามกลับ

               

คราวนี้วรรณที่หน้านิ่งมาตลอดเริ่มมีท่าทางประหลาดใจ “กี่คน? จะเอามากกว่าหนึ่งคนเหรอ”

               

“มิกกี้ อธิบายให้คุณวรรณฟังซิ”

               

วรรณยืนนิ่งฟังมิกกี้แจกแจงแผนงานรวมโปรเจคของเขา โดยมีพี่เจ้อคอยสนับสนุน เธอแปลกใจที่มันคล้ายกับไอเดียบางอย่างที่เธอกับพี่เจ้อเคยคุยกันเมื่อนานมาแล้ว - - ยุบผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่มารวมกัน แล้วมุ่งมั่นทำชิ้นเดียวชิ้นนั้นให้ดีที่สุด - - แต่เธอก็ผลักความคิดนั้นกลับเข้าไปในส่วนลึกที่สุดของสมอง ...มันไม่มีประโยชน์หรอก เธอบอกตัวเอง ถึงแม้ว่าฉันจะ... ไม่ๆ มันไร้สาระ ให้ตายเถอะพี่เจ้อ...เรียกฉันมาฟังอะไรเนี่ย…เรายังไม่อยากโดนไล่ออกกันใช่มั้ย?

               

“ซื้อมั้ยวรรณ” พี่เจ้อถามอย่างกระตือรือร้น

               

“เอาเลยครับคุณวรรณ” มิกกี้สนับสนุน “ถ้าไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำตอนไหนล่ะครับ”

               

“ใช่” พี่เจ้อว่า “แล้วพี่ก็รู้ว่าเธอทำได้ ถ้าเธอโอเคเมื่อไหร่ เราก็ค่อยไปปร