หนึ่งในสาม ของโลกสามสี
posted on 05 Oct 2008 10:50 by ccchhhuuunnn in MY-DAYSตอนจะกลับจากสยาม พ่อให้เราเลือกว่าจะนั่งรถเมล์กลับบ้าน หรือนั่งรถไฟฟ้าไปหาน้องที่เรียนพิเศษอยู่ แล้วพ่อจะไปรับอีกที
เรานั่งรถเมล์
มีผู้หญิงผิวดำคนหนึ่งขึ้นรถตามหลังเรา อุ้มลูกเล็กๆมาด้วย เราขยับไปนั่งริมหน้าต่างเพื่อให้ผู้หญิงคนนั้นนั่ง ตอนแรกเรานั่งเฉยๆ มองเจ้าหนูน้อย
น่ารักดี
ฮะๆ
เราลองทำท่าบ๊ายบาย เจ้าหนูน้อยจ้องเราตาแป๋ว แล้วพยามจะบ๊ายบายตอบเรา ยืดแขนมาทางเราแล้วส่งเสียงประมาณ อื๊มๆ ยิ้มให้เราด้วย
ระหว่างทาง แม่เค้าก็หยิบรูปถ่ายออกมาจากซองที่ถือไว้ คงจะไปอัดรูปมา เราชะเง้อๆดูนิดหน่อย เห็นครอบครัวของเค้า ประมาณหกเจ็ดคนยืนยิ้มแป้น รูปถัดไปเป็นรูปเด็กผิวดำสองคน เจ้าหนูน้อยเอามือไปแตะๆที่รูปของตัวเอง
เด็กผู้ชายอีกคนโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ คงนั่งอยู่ที่นั่งด้านหลัง เค้าเดินมาดูรูปกับแม่เค้า แล้วพยามนั่งซ้อนบนตักแม่ที่มีน้องเล็กๆนั่งอยู่
เรากระเถิบไปชิดหน้าต่างรถ แล้วกวักมือให้เค้ามานั่งตรงกลาง
คนพี่น่าจะอายุประมาณอนุบาลสาม ตาโต หัวทุยๆโกนเกลี้ยงเหมือนน้องชาย แต่เห็นร่องรอยของผมเส้นละเอียดหยิกขอด มันซนเป็นบ้า เล่นจั๊กจี้กับน้อง แม่ก็ร่วมวงเล่นด้วย เสียงดังจนคนอื่นๆหันมามอง เราเห็นความประหลาดใจนิดหน่อยของพวกเขา
ผู้หญิงผิวดำอุ้มลูกตัวเล็กๆ นั่งข้างเด็กไทยหน้าตากวนตีน โดยมีเด็กผิวดำอีกคนนั่งอยู่ตรงกลางอากาศเย็น รถติดมหาศาล ฟ้ามืดเหมือนค่ำแล้วทั้งๆที่ยังไม่ถึงหกโมงครึ่งเลยด้วยซ้ำ นี่เป็นการเดินทางคนเดียวตอน ‘กลางคืน’ ครั้งแรกของเรา และเป็นประสบการณ์ที่เราไม่มีวันลืม
เออใช่
ซอยถัดจากบ้านเราไปเป็นถิ่นคนผิวดำ เค้าอาจจะลงป้ายเดียวกับเราก็ได้
นานๆทีเจ้าเด็กคนโตก็จะหันมามองเรา เราทำหน้าย่นๆกวนๆใส่มัน มันก็ทำเลียนแบบเรา เรายักคิ้ว มันก็เอามั่ง แล้วก็ถามเราเป็นภาษาอะไรไม่รู้ที่เราฟังไม่ออก พอแม่เค้าเห็นว่าลูกตัวเองซนเกินไปแล้ว ก็จะเรียกดุๆ เราฟังไม่ออกอยู่ดีว่าเป็นภาษาอะไร แต่คำที่ได้ยินชัดและบ่อยมากคือคำว่า ตู
หรือเป็นภาษาฝรั่งเศสนะ ฝรั่งเศสเคยยึดครองแอฟริกาบางส่วน เราก็เคยอ่านนิยายแอฟริกันที่แปลมาจากภาษาฝรั่งเศส แต่ก็ไม่แน่ คำว่าตู อาจจะเป็นส่วนหนึ่งของชื่อเด็กคนนั้นก็ได้ 555
เราพยามฟังเวลาคนแม่คุยโทรศัพท์ ฟังไม่ออกเลยซักคำ เหอๆ แต่รู้สึกเค้าจะรับโทรศัพท์ด้วยคำว่า อาโล่แต่เราแน่ใจว่าผู้หญิงคนนี้คงพูดภาษาอังกฤษได้ เพราะมือถือของเค้าเป็นภาษาอังกฤษ แล้วเวลาไปซื้อของหรือหาหมอก็คงใช้ภาษาใบ้ตลอดเวลาไม่ได้หรอก
เราอยากคุยกับเค้า ประมาณว่า Where’re you going? แต่ก็คิดว่าอย่าดีกว่าพอเพลงในรถเมล์เปลี่ยนเป็นเพลงรักเธอมั้ง ของโต๋ ศักดิ์สิทธิ์ เจ้าหนูคนที่นั่งอยู่ตรงกลางก็เริ่มเต้นยึกยักๆ แต่พอผ่านไปซักพักก็เริ่มทะเลาะกับน้อง กัด และร้องเสียงดัง
คนหันมามองกันอีก
แล้วมันก็โดนแม่บิดหู
555
ผู้หญิงคนนั้นตัวใหญ่และคงแข็งแรงน่าดู ไม่งั้นคงไม่กล้าพาลูกสองคนออกมานอกบ้านแน่ เราเห็นเค้าสามารถอุ้มลูกคนเล็กได้ด้วยแขนข้างเดียว ซึ่งแม่ตัวเล็กๆอย่างแม่เราไม่มีทางทำได้แหงๆมีอยู่ครั้งนึงที่ประตูรถเมล์เปิด เจ้าคนโตก็ยื่นมือไปจับ (เรานั่งติดกับประตูหลังของรถเมล์) เสียงเตือนยังไม่ทันออกจากปากเรา แม่เค้าก็เอื้อมมือไปกระชากมันกลับมา
ทันเวลา
ประตูไม่หนีบ
โห รู้ซึ้งเลยว่าแม่รักเราแค่ไหน
รถเมล์จอดที่ป้ายตรงข้ามโชว์รูมเปอโยต์ สามแม่ลูกลงรถไป คนที่นั่งฝั่งตรงข้ามมองตามอย่างเป็นห่วง แต่เจ้าหนูคนโตก็เก่งมาก ลงบันไดรถเมล์เองด้วย
เรานึกขำอยู่ในใจ
กะแล้วว่าเค้าอยู่แถวบ้านเรา
ความจริงเราจะลงป้ายเดียวกับเขาก็ได้
ถ้าเราลงป้ายเดียวกับเค้า พวกเค้าต้องงงแหงๆ
ถ้าเราลงป้ายเดียวกับเค้า พวกคนที่นั่งในรถเมล์ก็จะคิดว่าเรามาด้วยกัน
และที่สำคัญ ถ้าเราลงป้ายเดียวกับเค้า ระหว่างทางเราก็ต้องผ่านซอยเปลี่ยวๆ ไม่เอาอ่ะ น่ากลัว ปกติแล้วเราจะนั่งเลยไปอีกป้ายนึงแล้วค่อยเดินย้อนกลับมา
เรานึกถึงโลกใบนี้ ที่ประกอบขึ้นจากคนสามสี แต่ไม่ว่าเราจะเป็นโดนัทเคลือบช็อกโกแลต นม หรือบาวาเรียน ข้างในเราก็สอดใส้แยมสตรอว์เบอรี่เหมือนกัน...
มีเลือดสีเดียวกัน
โชคดีแฮะที่เลือกนั่งรถเมล์

นุชนาฏ
ความคิดของเธอนี่บรรเจิดมาก
มองโลกน่ารักดีนะ
แกน่าจะเอาดีทางงานเขียนอะ
#1 By เบล (125.25.85.130) on 2008-10-06 23:29