The Toilet Audition

posted on 01 Apr 2013 21:28 by ccchhhuuunnn directory Fiction
The Toilet Audition
 

1

เรายังคงนึกถึงทุกคนอยู่

ถึงแม้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะจบลงแล้วก็ตาม

 

และต่อให้เราไม่ได้คิดถึงทุกคนอีกต่อไปแล้ว

บางสิ่งบางอย่างก็ยังคงอยู่

 

เสมอ

 

และ(อาจจะ)ตลอดไป

 

 

2

ถึงจะผ่านมามากกว่าหนึ่งพันวันแล้ว แต่เราก็ยังคงนึกถึงวันนั้น ในวันกึ่งร้อนกึ่งหนาว ในเวลากึ่งเช้ากึ่งสาย วันที่เราต้องเดินไปตามทางเชื่อมกึ่งสะพานที่แสงแดดส่องลงมาสว่างจ้า แสงพวกนั้นกระทบพื้นหินอ่อนขาวจนดูเหมือนเรากำลังเดินอยู่ในลำแสง --- นี่เป็นที่มาของชื่อ ‘สะพานแห่งแสง’ แห่งนั้น และมันก็เป็นวันที่เรายังคงตกหลุมรักสะพานนี้ ในฐานะที่มันชื่อเดียวกับเรา ราวกับว่ามันสร้างขึ้นมาเพื่อเราโดยเฉพาะ และเป็นวันที่น้ำหนักของความใหม่กดทับอยู่บนบ่าทั้งสองของเรา วันที่เรากำลังดิ้นรนอยู่ระหว่างนิยามของความใหม่กับความเก่า วันที่เราภาวนาให้ความเก่ากับความใหม่ไม่มีอะไรดีกว่ากัน ให้ความใหม่ของเราเป็นเพียงสามเหลี่ยมเรียบๆ รูปหนึ่ง ที่อยู่ถัดจากสี่เหลี่ยมเกลี้ยงๆ รูปหนึ่ง


ที่เราหวังเช่นนั้น

 

เพราะในตอนนั้น

 

เราเป็นจักรพรรดิคนใหม่

 

นั่นแปลว่าจักรพรรดิคนเก่าไม่อยู่แล้ว ไม่มีตัวตนอีกต่อไป เบาโหวงว่างเปล่า แปลว่าจักรพรรดิคนใหม่เป็นคนละคนกับจักรพรรดิคนเก่า เป็นคนอีกคนหนึ่งที่ไม่ใช่จักรพรรดิคนเก่า เป็นคนอีกคนหนึ่งที่แตกต่างจากจักรพรรดิคนเก่า และอาจแปลได้ตามขนบธรรมเนียมว่า จักรพรรดิคนเก่าสิ้นชีพ หรือสละบัลลังก์ และอาจแปลได้ตามขนบธรรมเนียมว่าจักรพรรดิคนใหม่เป็นลูกชายหัวแก้วหัวแหวนหัวไม้เท้ายอดทองหัวตะบองยอดเพชรของจักรพรรดิคนเก่า

 

หรือไม่ก็เป็น...ผู้สังหาร...จักรพรรดิคนเก่า

 

เราจำได้ว่า วันเหล่านั้นเป็นวันที่เรามุ่งมั่นกับการดำเนินรอยตามนักรบแห่งอดีตกาล ในยุคที่ผู้ชายทุกคนยังคงไว้ผมยาว ไม่ว่าจะสวมทับด้วยเขาสัตว์ หรือใส่วิกดัดเป็นลอน หรือมันเป็นจุกชี้ๆ หรือทำผมมวยประดับด้วยที่ครอบทองคำยอดแหลม เราตั้งใจมั่นว่าเรานี่แหละจะดำเนินรอยตาม

 

และเป็นวันที่ทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตไม่ว่าสุขหรือเศร้าถูกทิ้งเอาไว้เบื้องหลัง

 

เป็นวันที่เบื้องหน้ามีเพียงสิ่งเดียว…

 

 

3

ตอนนั้นเรารู้สึกยังไงนะ

 

ตอนที่เราผลักประตูไม้แกะสลักเปิดออก และก้าวเข้าไปในห้องน้ำของข้าราชบริภาร และจ้องมองประตูห้องน้ำทั้งเจ็ดห้องที่เรียงกันเป็นรัศมีครึ่งวงกลม ประตูไม้สักทุกบานถูกแทนที่ด้วยประตูเหล็กลงสลักแน่นหนาจากด้านนอก และฉาบทับด้วยพลังเวทสามชั้น แต่เรายังคงได้ยินเสียงดิ้นรนกุกกักเล็กน้อย ยังจำได้ว่าเราจ้องมองประตูหมายเลขสี่นานที่สุด เพราะเป็นประตูที่อยู่ตรงกลาง ยังจำได้ว่าเป็นยามเช้าอันสงบเงียบ มีเพียงละอองฝุ่นลอยฟุ้งในแสงแดด ยังจำได้ว่าเราขึ้นไปนั่งขดตัวอยู่ระหว่างอ่างล้างมือที่สามกับสี่ (มีอ่างทั้งหมดแค่หกอ่าง) ประจันหน้ากับประตูทั้งเจ็ดบาน ยังจำได้ว่าระหว่างรอ เราเท้าคางกับมือซ้าย ขยับวอสีดำเทอะทะในอุ้งมือขวา โยนๆ รับๆ เพื่อหยั่งน้ำหนักของวัตถุดึกดำบรรพ์ ฟังเสียงวอโครกๆ ครากๆ เหมือนกระเพาะมังกร ยังจำได้ว่าคืนก่อนนั้นเราไม่ได้นอน ตื่นเต้นจนเหนื่อย เครียดจนนอนไม่หลับ และเศร้าชิบหายจนกินอะไรไม่ลง แต่ในที่สุดตอนเช้าเราก็มาปรากฏตัวที่ห้องน้ำข้าราชบริภารอันสะอาดสะอ้านและเงียบสงบ หลังจากเดินทำท่าเคร่งขรึมแบบไอด้อลมาตลอดทางเดินแห่งแสงนั้น

 

หน่วยปฐมพยาบาลและกู้ชีพรายงานตัวเป็นหน่วยแรก ตามมาด้วยหน่วยการ์ด และสุดท้ายเป็นหน่วยเทคนิค ยังจำได้ว่าตอนนั้นเรากระวนกระวายมาก และด่าพวกเทคนิคไปหลายยกเหมือนกัน แต่มองย้อนกลับไป จริงๆ แล้วเหมือนเรากำลังด่าคนอื่นเพื่อกลบเกลื่อนความวิตกกังวลของตัวเอง อ่อนหัดจังเลย

 

ในที่สุด เมื่อทุกสิ่งทุกอย่างพร้อมแล้ว เราก็หายใจลึกๆ สามครั้ง นึกดีใจที่ไม่มีใครเห็นเรา เพราะเรากำลังมือสั่นยิ่งกว่าวันที่สวมมงกุฎครั้งแรกซะอีก เรานั่งขัดสมาธิบนพื้นที่แคบๆ ระหว่างอ่างล้างมือสองอ่างนั้น สะบัดผมยาวๆ ไปด้านหลัง วางศอกบนเข่า เอามือเท้าคาง มืออีกข้างยกวอขึ้นจ่อปากอย่างคูลสุดๆ ทั้งๆ ที่อยู่คนเดียว

 

“พร้อมแล้ว, จัดเลย”

 

ยังไม่ทันสิ้นเสียงเรา ก็มีเสียงปลดล็อคกุญแจมือดังคลิก – เจ็ดเสียง

 

แล้ววินาทีถัดมา

 

ประตูห้องน้ำสองบานก็ระเบิดออกพร้อมกัน

 

 

4

พอทุกคนถูกปลดล็อคกุญแจมือ เสียงของพลังหลากหลายชนิดก็ดังกึกก้องสะท้านสะเทือน แรงระเบิดแทบจะฉีกกระชากตัวเราออกเป็นชิ้นๆ แต่อยู่ดีๆ เราก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังยิ้มกว้าง ความเหนื่อย ความง่วง และความเศร้าทั้งหลายมลายหายไป เลือดในกายของเรากำลังตอบสนองต่อสัญชาติญาณดิบเถื่อน แต่บางทีเราก็รู้ตัวว่าร่างกายไม่ค่อยจะเหมาะสมกับจิตใจซักเท่าไหร่ เราได้ยินเสียงประตูสองบานเปิดออก ผู้ผ่านการออดิชั่นสองคนแรกคงกำลังจ้องมองเราโก่งคอสำลักก้อนเลือด ท่ามกลางเศษฝุ่นที่ร่วงกราวราวหิมะ มันอาจจะไม่ใช่ก้อนเลือดก็ได้นะ มันอาจจะเป็นชิ้นส่วนของปอดก็ได้ ใครจะรู้ เลือดสีแดงเข้มผสมกับน้ำลายหนืดเหนียว แต่ในที่สุดเราก็ถ่มออกมาจนหมด ศิลปกรรมบนพื้นไม่ค่อยน่าพิสมัยเท่าไหร่นัก เราเช็ดปากด้วยแขนเสื้อ เงยหน้าขึ้นมอง

 

สบตากับพี่ชายสองคน

 

ในวันออดิชั่น พี่คนหนึ่งใช้มวลพลังดิบเถื่อนอัดลูกไฟมหากาฬระเบิดประตูเหล็กเป็นจุณมหาจุณ ในขณะที่พี่อีกคนใช้เลเซอร์สีแดงกรีดขอบประตูสองข้างเนี้ยบๆ แล้วค่อยๆ จับประตูวางนอนกับพื้น พี่คนนึงใส่หมวกไหมพรมกับชุดฮิปฮอปเหมือนขาใหญ่ท้ายซอย ขณะที่พี่อีกคนใส่เชิ้ตผูกไทตัดรองทรง แต่ว่าเนิ่นนานหลังจากนั้น, หลังจากได้มารู้จักและร่วมเป็นร่วมตายกับพวกเขา เราถึงได้รู้ว่า เราอาจจะอ่านบางส่วนเสี้ยวของคนคนหนึ่งจากการอ่านพลังของเขาได้เช่นกัน

 

แต่เราก็ได้รู้ด้วยว่า เราไม่ควรจะเชื่อว่าตัวเองจะอ่านใครออกเลย

 

พี่โหดสัสที่ชอบระเบิดทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้านั้น บางทีก็อินโนเซนส์อย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะกับพวกเรื่องทะลึ่งๆ และหนักๆ เข้าก็ทำให้พวกเราหัวเราะได้เป็นวรรคเป็นเวร คงจะคล้ายๆ กับพลังของเขาละมั้ง พลังของพี่โหดสัสเป็นพลังทำลายล้างก็จริง แต่มันไม่มี ‘ความเข้มข้น’ – เหมือนปืนฉีดน้ำพลังสูงที่อาจจะเจาะลูกกะตาคนให้ทะลุกะโหลกได้ เหมือนน้ำป่า เหมือนเขื่อนแตก เหมือนสึนามิที่ถล่มเมืองทั้งเมืองได้ ทั้งๆ ที่เป็นเพียงน้ำใสๆ และเขามักจะถูกสบประมาทเยาะเย้ยโดยพวกเลเวล 99 คนอื่นที่เจอระหว่าง แต่แน่นอนว่าหลังจากต่อสู้กันจนรู้ผลแพ้ชนะแล้ว หลายคนต้องถอนคำพูด และหลายคนไม่มีเรี่ยวแรงเหลือแม้แต่จะถอนคำพูดด้วยซ้ำ 

 

ส่วนพี่ชายแสงเลเซอร์คนนั้นเรานับถือสายตาเขาจริงๆ แม้จะจัดการปีศาจรูปทรงทุเรศๆ ซักตัวยังต้องผ่ากลางให้สองข้างสมมาตรกัน หรือไม่ก็ต้องเล็งหัวใจ เส้นเลือดใหญ่และจุดรวมประสาท ไม่ก็ระหว่างดวงตา (ต่อให้มีตาเจ็ดตา พี่แกก็รู้ว่าจุดกึ่งกลางรัศมีดวงตามันอยู่ตรงไหน เมพสุดละ) แต่เห็นมาในลุคพี่หมอศัลย์มาดเนี้ยบแบบนี้ จริงๆ เขาก็เป็นคนตลกนะ เหมือนเสียงเวลาแสงเลเซอร์ของเขากรีดผ่านเนื้อวัตถุ มันเป็นเสียงซู่ซ่า สนุกๆ น่ารักๆ เหมือนเสียงเจียวไข่ในน้ำมัน

 

เรายังคงคิดถึงพี่ชายทั้งสองเสมอนะ แม้ว่าในที่สุดแล้วพี่ทั้งสองจะทอดทิ้งเราไว้ที่ขอบเหว แล้วหันหลังเดินจากไปก็ตาม ...แต่บางทีมันก็เหมือนความทรงจำของเรามีสองส่วนแยกจากกัน คือ ‘ก่อนวันนั้น’ และ ‘หลังวันนั้น’ และเรายังคงคิดถึงเรื่อง ‘ก่อนวันนั้น’ อยู่เสมอ โดยเฉพาะเหตุการณ์วันแรกที่เจอกัน เรายังจำได้ว่าในที่สุดเราก็ยิ้มให้พวกเขา เลือดติดฟันรึเปล่าวะ เอาแขนเสื้อข้างเดิมเช็ดอีกนิดหน่อย โอเค แล้วก็ยิ้มให้ใหม่ พี่สองคนคงนึกว่าตัวเองออกจากห้องน้ำมาเป็นคนแรกและคนเดียวแน่ๆ เพราะทั้งสองดูตกใจมากที่เห็นสายตาเรามองคนสองคนกลับไปกลับมา (กระจกด้านตรงข้ามแหลกละเอียดไปแล้ว)

 

ทั้งสองจึงหันมามองหน้ากัน

 

แล้วร้อง “เฮ้ย!”

 

แล้วชี้หน้า

 

จากนั้นก็ตามด้วย “ไอ่เห้...!”

 

และ “มรึงมาด้วยเหรอฟะ!?!”

 

ตอนนั้นน่ะ จำได้ว่าเรายิ้มกว้างสุดๆ เลย เพราะเราคิดว่าเราได้ครอบครองม้ากับเรือ ได้ครอบครองนักรบสองคนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในปฐพี

 

 

5

หลังจากพี่สองคนนั้นพังประตูออกมาแล้ว เราก็มองสำรวจห้องน้ำที่เหลือ ห้องทางซ้ายมือสุดของเรามีเปลวไฟสีเหลืองทองลามเลียอยู่ด้านใต้ และกลอนตัวล่างสุด – จากทั้งหมดเกือบร้อยอัน – เริ่มจะหลอมละลาย ถัดมา ที่ห้องน้ำหมายเลขสอง มีเสียงงัดแงะดังก๊องแก๊ง ห้องน้ำหมายเลขสามเหลือแต่เศษประตู ห้องหมายเลขสี่ดูเหมือนผู้เข้าแข่งขันกำลังพยายามสุดชีวิตที่จะพังประตูออกมาให้ได้ มีเสียงกระแทกดังโครมๆ ไม่หยุด ประตูสั่นสะเทือน ก้อนพลังที่ระเบิดอยู่ในนั้นก็เข้มข้นพอที่จะทำให้เราช้ำในได้ แต่กลับไม่มีน็อตแม้สักตัวที่หลุดออกมาเลย ห้องหมายเลขห้าว่างเปล่าสะอาดเรียบร้อย ส่วนห้องหมายเลขหกและเจ็ดเงียบสนิท แต่เราก็รู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยียบที่แผ่ซ่านออกมา

 

ใช้มนตร์ดำแน่ๆ... เราแอบตื่นเต้นเล็กน้อย เราไม่เคยเจอมนตร์ดำจังๆ มาก่อน แต่เค้าว่ากันว่ามนตร์ปรกติร้อน มนตร์ดำเย็น

 

“ไม่เห็นรู้สึกเลย” พี่สองคนพูดเหมือนกัน เราเริ่มไม่แน่ใจ ขยับไปสำรวจห้องน้ำหมายเลขหกและเจ็ด

 

แต่อยู่ๆ เสียงกุกกักก๊องแก๊งในห้องน้ำหมายเลขสองก็หยุดลง เราสามคนหันไปมอง ความมืดทิ้งตัวจังหวะสั้นๆ จากนั้นกลอนทั้งหมดก็ร่วงกราวลงกับพื้น แล้วลูกบิดก็หมุน ประตูถูกเปิดออกด้วยวิธีปกติธรรมดา

 

เราสบตากับเธอ

 

เธอเป็นผู้หญิงส่วนสูงกลางๆ ค่อนไปทางผอม ผิวสีน้ำผึ้ง ใส่เสื้อยืดแขนยาวและกางเกงยีนส์มอซอ ผมยาวรุ่ยๆ รวบหลวมๆ แต่เธอมีรอยยิ้มที่สว่างสดใส เธอสะพายกระเป๋าหนังสุดเท่ที่เต็มไปด้วยซิปอย่างคุ้นชินทะมัดทะแมง ราวกับมันเป็นอวัยวะที่สามสิบสามของเธอ

 

แล้วเราก็เห็นว่าในมือเธอถือไขควงขนาดพอดีๆ หนึ่งอัน บนพื้นเกลื่อนไปด้วยตัวล็อค บานพับ และน็อตนับไม่ถ้วน

 

เธอเปิดประตูเหล็กที่ผนึกพลังเวทแน่นหนาได้ด้วยไขควงธรรมดาๆ เพียงอันเดียว

 

ไม่มีใครคาดคิดหรอกว่าผู้หญิงที่ไม่มีเวทมนตร์คนนี้จะเป็นสายลับอันดับหนึ่งของพวกเรา ไม่ใช่อะไรหรอก เพราะถ้าเราใช้คนที่มีเวทมนตร์ให้แอบเข้าไปในฐานที่มั่นของค่ายพ่อมดหรือค่ายปีศาจ พวกมันจะจับพลังเวทในตัวคนๆ นั้นได้ทันที ตอนแรกเราก็กลัวว่าเป็นสายลับแบบนี้มันจะอันตรายเกินไปรึเปล่า แต่แล้ว... ไม่ใช่สิ และแล้ว... ต่างหาก และแล้วเราก็ได้กลัวในสิ่งที่เรากลัว เมื่อเธอกลับมาจากภารกิจแรกด้วยสภาพโชกเลือด

 

แต่เธอก็รายงานความลับของศัครูด้วยรอยยิ้มสว่างๆ