แฟนเก่าของผม กับคริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์ 

 

1

ใครจะไปคิดว่าจะเจอแฟนเก่าตอนไปกดกริ่งหน้าบ้านผู้ชายคนอื่น จริงไหม และแน่นอนว่าแฟนเก่าของผมไม่ได้คาดคิดเลย ถึงเธอจะรู้ว่าผมกับผู้ชายคนนั้นเป็นเพื่อนกันก็ตาม เธอคงจะตกใจมาก เมื่อเธอกดกริ่งบ้านเขา แล้วผมเปิดประตูออกมา

 

น้องอ้อมเบิกตากว้าง หลังจากชะงักไปหน่อย เธอก็กวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

               

ผมเองก็ยังไม่ทันตั้งสติ แต่ปากก็พูดไปตามสัญชาตญาณเก่าก่อน และไม่ลืมที่จะประดับรอยยิ้มยียวน

 

“อ้าว เป็นไง ยอมแพ้แล้วใช่มั้ยเนี่ย”

 

“ไม่ใช่เรื่องของพี่” ผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นตอบห้วนๆ เหมือนเช่นที่ผมคุ้นเคย และทันทีที่ได้ยินเสียง ความรู้สึกบางอย่างก็เข้ามาเกาะกุมหัวใจของผม ...ความรู้สึกบางอย่างที่เป็นหมอกเมฆสีเทาและมีกลิ่นหอมจางๆ... ผมอดไม่ได้ที่จะจ้องมองเธอ หนึ่งปีที่ไม่ได้เจอกัน เธอแทบจะไม่เปลี่ยนไปเลย... ผู้หญิงตัวเล็กที่เตี้ยกว่าผมสักศอกหนึ่งเห็นจะได้ แต่มีประกายตาแน่วนิ่ง และหมัดแหลมที่เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ผู้หญิงตัวเล็กที่มีผมสั้นๆ หยิกๆ ชี้ไปทุกทิศทาง และโปรดปรานเสื้อยืด เข็มขัดหนัง และกางเกงขาพองๆ หลวมๆ ที่มียางยืดใต้หัวเข่า ชุดที่เธอใส่วันนี้ผมก็จำได้ ไอ้กางเกงสีช็อกโกแลตมีรอยเย็บแปลกๆ กับเสื้อสีขาวว่างเปล่าตัวนี้ ...นี่เธอไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลยเหรอ

 

แต่ก็มีบางอย่างที่แปลกตา ...แผลเล็กๆ สดใหม่ที่ข้างแก้ม ไปโดนอะไรมานะ?

 

“คุณแสง...อยู่มั้ย” เธอถามหลังจากเกิดความเงียบขึ้นนานเกินจำเป็น ผมผลักไสไล่ส่งความทรงจำทั้งหลายออกไป และบังคับรอยยิ้มให้กว้างขึ้นข้างละหนึ่งเซนติเมตร

               

“นี่มาหาคุณแสงจริงๆ เหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อ”

               

เธอจ้องผมเขม็ง สอดมือขวาเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ผมเห็นเธอทำเช่นนั้นก็เตรียมชักเท้าถอย แต่ก็ยั้งตัวเองเอาไว้ได้ ผมดึงรอยยิ้มยียวนกลับมาประดับใหม่ ราวกับมันเป็นหนวดชุดที่สองของผม

               

“เอาแต่ ‘ตัว’ คุณแสงเหรอ หรือจะเอา ‘อย่างอื่น’ ของเขาด้วย”

               

คราวนี้เธอกัดฟันแน่น มีแสงแดงๆ วาบออกมาจากกระเป๋ากางเกงข้างที่เธอซุกมืออยู่ อยู่ดีๆ อากาศก็ร้อนขึ้นทันตาเห็น ผมรีบยกมือสองข้างขึ้นทำท่ายอมจำนน “โอเคๆ ใจเย็น เดี๋ยวผมไปตามแสงให้ อย่าถล่มอะไรนะ” ผมหันหลังจะกลับเข้าไปในบ้าน แต่เสียงแผ่วๆ ของน้องอ้อมรั้งผมเอาไว้ ...ยังพูดจาแข็งๆ เหมือนเคย แต่คราวนี้ปิดความเสียใจไว้ไม่มิด

               

“เราเคยถล่มอะไรด้วยเหรอ”

               

ผมนิ่งอึ้ง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมต้อนรับทุกคนด้วยประโยคนี้จนกลายเป็นคำพูดติดปากไปแล้ว ‘ลูกค้า’ ที่มาที่นี่มักจะมีแนวโน้มชอบถล่มอะไรต่อมิอะไรอยู่เสมอ ผมลืมไปเสียสนิทว่าเธอเป็นข้อยกเว้น ลืมไปสนิทว่านั่นเป็นสิ่งที่เธอภาคภูมิใจ เป็น ‘เกียรติยศศักดิ์ศรี’ ของเธอ

               

...เธอจะไม่มีวันถล่มอะไรเพื่อขัดขวางใคร ถ้าไม่ให้เธอจัดการแบบเงียบๆ เธอก็จะไม่ทำ...

               

คลื่นความทรงจำฉุดรั้งข้อเท้าและหัวเข่าจนก้าวไม่ออก กำแพงบางอย่างในตัวผมกำลังพังทลาย ผมรู้ว่ามันจะคืบคลานขึ้นมาถึงคอหอยและต่อมน้ำตา ถ้าไม่รีบระบายออกเสียตั้งแต่ตอนนี้

               

“เออ รู้แล้วน่า ไม่เคยหรอก, ...ขอโทษ”

  

 

2

น้องอ้อมเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง อาจจะเข้มแข็งกว่าผมด้วยซ้ำในหลายๆ กรณี ประโยคแรกที่เธอแนะนำตัวกับผมสมัยเป็นนักศึกษาใหม่นั้น เป็นสิ่งที่ผมยังจำติดหูจนทุกวันนี้ และเป็นสิ่งที่บอกความเป็นตัวตนของเธอได้ชัดเจนที่สุด ผมอยากจะคารวะผู้เฒ่าที่ตั้งสมญานามให้เธอเสียจริงๆ ช่างหยั่งรู้ดีแท้

               

เธอบอกผม, “ศิลา, ยินดีที่ได้รู้จัก”

               

ในวันนั้น ผมจ้องมองความแน่วแน่ในดวงตาของเธอ และรู้สึกว่า เธออาจจะเป็นส่วนที่ขาดหายในชีวิตของผมก็เป็นได้ ผม, ผู้มีสมญาที่โคตรจะตรงเผงเช่นกัน (อย่ารู้เลย ชื่อมันเชยบรรลัย) ผมคือความมืด ผมเป็นปีศาจ ผมเป็นเงา เป็นทั้งมนตราและคำสาป เป็นผู้ที่ทรงพลังที่สุดในห้วงนิทรา แต่ในขณะเดียวกันผมก็เป็นความลวงและความปรวนแปร 

               

ในกระเป๋าสตางค์ของผมยังมีภาพภาพหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ถูกพลิกกลับด้านไว้ เพื่อนคนหนึ่งเป็นคนแอบถ่ายตอนเราไปเที่ยวทะเล ไอ้เพื่อนผู้หวังดีคนนั้นอัดรูปมาให้ และเขียนสลักหลังไว้ว่า “แด่คู่ซี้สุดโหด ขอให้ได้กันเร็วๆ” ผมดูทีไรก็ขำทุกที มันเป็นภาพที่น้องอ้อมอยู่ในฉากหน้า กำลังม้วนแขนเสื้อขึ้น ขมวดคิ้วเพราะแสงแยงตา ท่าทางโหดๆ โดยไม่ได้ตั้งใจของเธอ ประกอบกับร่างเล็กๆ และผมหยิกๆ สั้นๆ ทำให้เธอดูเหมือนเด็กอันธพาลเหลือขอ ส่วนผมเหรอ...ผมก็ยืนทำเท่หนวดครึ้ม จับแว่นดันกลับจมูกอยู่เป็นฉากหลังนั่นไง

               

บางคนที่รู้จักกันผิวเผินบอกว่าเราสองคนเหมือนกันมาก จนกระทั่ง หนึ่ง, น่าจะเข้ากันได้ดี หรือ สอง, ไม่น่าจะเข้ากันได้เลย แต่เราก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่ ความจริงเราสองคนต่างกันมากจนเกือบจะตรงข้ามกัน แต่ตัวเลือกก็ยังเหมือนเดิม เราน่าจะเข้ากันได้ดี หรือไม่ก็ ...ไม่น่าจะเข้ากันได้เลย

               

ผมอยากจะเล่าให้คุณฟังว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างผมกับเธอ แต่ว่า...ผมอาจจะไม่เล่าก็ได้ แล้วคุณก็จะไม่มีวันรู้ นั่นเป็นเพราะว่า ผ ม เ อ ง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงแต่ว่า ‘สงคราม’ ทำให้รอยร้าวของเราขยายกว้างจนเกินเยียวยา

               

ถ้าผมต้องเล่าให้เด็กสักคนฟัง ผมอาจจะเล่าว่า เกิดสงครามระหว่างหมาป่ากับเสือ เธอเข้าข้างเสือ ส่วนผมเข้าข้างแกะ

               

เออ แล้วไอ้แกะเนี่ยมันมาจากไหน?

               

เอาใหม่,

               

ผมอาจจะเล่าว่า เกิดสงครามระหว่างหมาป่ากับเสือ เธอเกิดมาเป็นเสือ จึงจำเป็นต้องเข้าข้างเสือ เพราะหัวหน้าแห่งเสือทั้งมวลบอกว่า เสือต้องทำสงครามกับหมาป่าเพื่อปกป้องแกะ เธอศรัทธาในเกียรติยศนั้น ส่วนผมก็เกิดมาเป็นเสือเช่นกัน แต่ผมมองเห็น (ซึ่งอาจจะเห็นผิดก็ได้) ว่าหัวหน้าแห่งเสือและหัวหน้าแห่งหมาป่าล้วนบ้าคลั่งและปลิ้นปล้อน ผมจึงถอดเขี้ยวเล็บ ย้อมขนเป็นสีขาว, ดัดให้ปุยๆ สักหน่อย, แล้วทำตัวเนียนกลายเป็นแกะไป

               

คุณคงพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหม

               

ส่วนคนที่ชื่อแสงนั้น มันเป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็กของผม เป็นคู่รักคู่แค้นในวัยคะนอง เป็นหนี้ชีวิตผมหนึ่งครั้ง ในขณะที่ผมเป็นหนี้ชีวิตมันสองครั้ง เป็นเจ้าของคลินิกถอดเขี้ยวเล็บเสือ - - เปลี่ยนเสือให้กลายเป็นแกะ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นหัวหน้าแห่ง ‘แกะเนียน’

               

ผมบอกนายแสงสั้นๆ ว่าใครมา ด้วยมาดเคร่งขรึมแบบที่บุรุษพึงกระทำ แต่ไอ้แสง จ้าวแห่งแกะเนียน แทบจะกระโดดลงจากเตียงด้วยความตื่นเต้น ทำเอาหน้ามืดเข่าทรุดต้องลงไปนั่งกับพื้น หมอนี่มันเป็นโรคอะไรสักอย่างภายในลมปราณของมัน ต้องล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เรื่อยราวกับคนชรา

               

แต่นอกเหนือไปจากเรื่องราวอื่นๆ ที่เราอาจจะเข้ากันบ้างไม่เข้ากันบ้าง เขาเป็นคนเดียวที่เชียร์ผมกับน้องอ้อมสุดใจขาดดิ้น ทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอหน้าเธอเลย เขาบอกว่าเราสองคนเหมือนตัวละครอะไรซักอย่างในตำนานที่เขาอ่านเจอ

               

แต่ช่างมันเถอะ ผมลืมไปแล้ว

               

“เชี่ย...” ไอ้แสงนวดหัวเข่าอยู่บนพื้นข้างเตียง เสยผมยาวๆ ของมัน แล้วเงยหน้าขึ้นมองผม ปั้นหน้าจริงจัง “แล้วน้องเค้ามาหามึง...หรือมาหากู?”

 

 

 3

ผมให้เวลาไอ้แสงใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย และตระเตรียมอะไรๆ ความจริงผมยังไม่อยากลงมาเลย ผมไม่รู้จะเริ่มยังไง ผมกำลังจะบอกว่า ผมไม่อยากเจอเธอ แต่พอมองลงมาจากบันได เห็นเธอยังนั่งอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน หันหลังให้ผม จ้องตากับฟ้าครึ้มฝนและสายลมหวีดหวิว ผมก็รู้ตัวว่าผมคิดถึงเธอมากจริงๆ

               

ยามเย็นในฤดูมรสุมมักจะทำให้คนเราไม่สบายใจอยู่ลึกๆ แม้แสงแดดจะเมตตา แต่เมฆดำอวบอ้วนก็คืบคลานเหมือนลางร้าย มันก็น่าสงสัยนะ ...เมฆดำขนาดนั้น เหตุใดเมื่อบิดตัวลงมาจึงกลายเป็นน้ำใสๆ?

               

แต่บางทีคำตอบมันก็ง่ายมาก

               

ก็ความเศร้าสีเทา แต่น้ำตาใสๆ ยังไงหละ

               

แหม่

               

ผมมองตามเธอออกไปนอกบ้าน มองต้นไม้น้อยใหญ่ในกระถางที่กำลังส่ายไหวตามแรงลม มองบ่อปลาขอบหินที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ไปจนถึงประตูรั้วบ้านที่เปิดอ้าอยู่ - - มันไม่ได้ปิดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว บ้านของไอ้แสงเป็นบ้านเล็กๆ กลางซอยที่ดูไม่สลักสำคัญอะไรนัก มีแต่ต้นไม้และบ่อปลาและต้นไม้ แต่จริงๆ แล้วผมก็รู้ว่าบ้านมันเป็นบ้านที่จงใจให้ดูไม่สำคัญ และจงใจตกแต่งอย่างไร้สีสัน ประตูรั้วทาสีขาว ทางเดินโรยกรวดหินดินทรายตามธรรมชาติของมัน และต้นไม้ทุกต้นในกระถางล้วนแต่เป็นไม้ใบ แม้แต่โกสนยังเลือกโกสนเขียว และเฟื่องฟ้าดอกขาว ปลาในบ่อก็เป็นสีจืดๆ เช่นกัน ผมยังจำได้ว่าวันแรกที่มาบ้าน ผมล้อมันว่าทำไมไม่ซื้อปลาสีเขียว มันหัวเราะชอบอกชอบใจใหญ่ หมอนี่แม่งบ้าจริงๆ

 

ฝนเริ่มตก ลมแรงสาดละอองฝนเข้ามาในบ้าน แต่น้องอ้อมยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง ไม่อยากจะยอมรับเลยนะ แต่ผมก็เป็นห่วงเธออยู่เหมือนกัน อากาศก็ไม่ใช่จะไม่หนาว...

               

ผมเดินไปจนจะถึงตัวเธออยู่แล้ว แต่เธอก็ยังไม่รู้สึก ผมจึงจำต้องส่งเสียงแสดงตัว

               

“ไม่เข้ามาข้างในก่อนเหรอ หือ?”

               

คราวนี้เธอรู้ตัวแน่ แต่ยังไม่หันมา เธอกำวัตถุที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงราวกับพยายามควบคุมอารมณ์ ผมพยายามคิดหาคำพูด

               

“เข้ามา เร็วๆ” แต่แล้วปากเจ้ากรรมก็ทรยศผม “คิดว่าเป็น ‘ฮีโร่’ แล้วจะไม่เป็นหวัดเหรอไง”

               

คำว่า ‘ฮีโร่’ คงจะแทงใจเธอเข้าอย่างจัง ผมเห็นเธอปล่อยมือจากวัตถุในกระเป๋ากางเกง รู้ตัวอีกที