แฟนเก่าของผม กับคริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์ 

 

1

ใครจะไปคิดว่าจะเจอแฟนเก่าตอนไปกดกริ่งหน้าบ้านผู้ชายคนอื่น จริงไหม และแน่นอนว่าแฟนเก่าของผมไม่ได้คาดคิดเลย ถึงเธอจะรู้ว่าผมกับผู้ชายคนนั้นเป็นเพื่อนกันก็ตาม เธอคงจะตกใจมาก เมื่อเธอกดกริ่งบ้านเขา แล้วผมเปิดประตูออกมา

 

น้องอ้อมเบิกตากว้าง หลังจากชะงักไปหน่อย เธอก็กวาดสายตามองผมตั้งแต่หัวจรดเท้า

               

ผมเองก็ยังไม่ทันตั้งสติ แต่ปากก็พูดไปตามสัญชาตญาณเก่าก่อน และไม่ลืมที่จะประดับรอยยิ้มยียวน

 

“อ้าว เป็นไง ยอมแพ้แล้วใช่มั้ยเนี่ย”

 

“ไม่ใช่เรื่องของพี่” ผู้หญิงตัวเล็กคนนั้นตอบห้วนๆ เหมือนเช่นที่ผมคุ้นเคย และทันทีที่ได้ยินเสียง ความรู้สึกบางอย่างก็เข้ามาเกาะกุมหัวใจของผม ...ความรู้สึกบางอย่างที่เป็นหมอกเมฆสีเทาและมีกลิ่นหอมจางๆ... ผมอดไม่ได้ที่จะจ้องมองเธอ หนึ่งปีที่ไม่ได้เจอกัน เธอแทบจะไม่เปลี่ยนไปเลย... ผู้หญิงตัวเล็กที่เตี้ยกว่าผมสักศอกหนึ่งเห็นจะได้ แต่มีประกายตาแน่วนิ่ง และหมัดแหลมที่เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน ผู้หญิงตัวเล็กที่มีผมสั้นๆ หยิกๆ ชี้ไปทุกทิศทาง และโปรดปรานเสื้อยืด เข็มขัดหนัง และกางเกงขาพองๆ หลวมๆ ที่มียางยืดใต้หัวเข่า ชุดที่เธอใส่วันนี้ผมก็จำได้ ไอ้กางเกงสีช็อกโกแลตมีรอยเย็บแปลกๆ กับเสื้อสีขาวว่างเปล่าตัวนี้ ...นี่เธอไม่ได้ซื้อเสื้อผ้าใหม่เลยเหรอ

 

แต่ก็มีบางอย่างที่แปลกตา ...แผลเล็กๆ สดใหม่ที่ข้างแก้ม ไปโดนอะไรมานะ?

 

“คุณแสง...อยู่มั้ย” เธอถามหลังจากเกิดความเงียบขึ้นนานเกินจำเป็น ผมผลักไสไล่ส่งความทรงจำทั้งหลายออกไป และบังคับรอยยิ้มให้กว้างขึ้นข้างละหนึ่งเซนติเมตร

               

“นี่มาหาคุณแสงจริงๆ เหรอเนี่ย ไม่น่าเชื่อ”

               

เธอจ้องผมเขม็ง สอดมือขวาเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ผมเห็นเธอทำเช่นนั้นก็เตรียมชักเท้าถอย แต่ก็ยั้งตัวเองเอาไว้ได้ ผมดึงรอยยิ้มยียวนกลับมาประดับใหม่ ราวกับมันเป็นหนวดชุดที่สองของผม

               

“เอาแต่ ‘ตัว’ คุณแสงเหรอ หรือจะเอา ‘อย่างอื่น’ ของเขาด้วย”

               

คราวนี้เธอกัดฟันแน่น มีแสงแดงๆ วาบออกมาจากกระเป๋ากางเกงข้างที่เธอซุกมืออยู่ อยู่ดีๆ อากาศก็ร้อนขึ้นทันตาเห็น ผมรีบยกมือสองข้างขึ้นทำท่ายอมจำนน “โอเคๆ ใจเย็น เดี๋ยวผมไปตามแสงให้ อย่าถล่มอะไรนะ” ผมหันหลังจะกลับเข้าไปในบ้าน แต่เสียงแผ่วๆ ของน้องอ้อมรั้งผมเอาไว้ ...ยังพูดจาแข็งๆ เหมือนเคย แต่คราวนี้ปิดความเสียใจไว้ไม่มิด

               

“เราเคยถล่มอะไรด้วยเหรอ”

               

ผมนิ่งอึ้ง ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่ ผมต้อนรับทุกคนด้วยประโยคนี้จนกลายเป็นคำพูดติดปากไปแล้ว ‘ลูกค้า’ ที่มาที่นี่มักจะมีแนวโน้มชอบถล่มอะไรต่อมิอะไรอยู่เสมอ ผมลืมไปเสียสนิทว่าเธอเป็นข้อยกเว้น ลืมไปสนิทว่านั่นเป็นสิ่งที่เธอภาคภูมิใจ เป็น ‘เกียรติยศศักดิ์ศรี’ ของเธอ

               

...เธอจะไม่มีวันถล่มอะไรเพื่อขัดขวางใคร ถ้าไม่ให้เธอจัดการแบบเงียบๆ เธอก็จะไม่ทำ...

               

คลื่นความทรงจำฉุดรั้งข้อเท้าและหัวเข่าจนก้าวไม่ออก กำแพงบางอย่างในตัวผมกำลังพังทลาย ผมรู้ว่ามันจะคืบคลานขึ้นมาถึงคอหอยและต่อมน้ำตา ถ้าไม่รีบระบายออกเสียตั้งแต่ตอนนี้

               

“เออ รู้แล้วน่า ไม่เคยหรอก, ...ขอโทษ”

  

 

2

น้องอ้อมเป็นผู้หญิงที่เข้มแข็ง อาจจะเข้มแข็งกว่าผมด้วยซ้ำในหลายๆ กรณี ประโยคแรกที่เธอแนะนำตัวกับผมสมัยเป็นนักศึกษาใหม่นั้น เป็นสิ่งที่ผมยังจำติดหูจนทุกวันนี้ และเป็นสิ่งที่บอกความเป็นตัวตนของเธอได้ชัดเจนที่สุด ผมอยากจะคารวะผู้เฒ่าที่ตั้งสมญานามให้เธอเสียจริงๆ ช่างหยั่งรู้ดีแท้

               

เธอบอกผม, “ศิลา, ยินดีที่ได้รู้จัก”

               

ในวันนั้น ผมจ้องมองความแน่วแน่ในดวงตาของเธอ และรู้สึกว่า เธออาจจะเป็นส่วนที่ขาดหายในชีวิตของผมก็เป็นได้ ผม, ผู้มีสมญาที่โคตรจะตรงเผงเช่นกัน (อย่ารู้เลย ชื่อมันเชยบรรลัย) ผมคือความมืด ผมเป็นปีศาจ ผมเป็นเงา เป็นทั้งมนตราและคำสาป เป็นผู้ที่ทรงพลังที่สุดในห้วงนิทรา แต่ในขณะเดียวกันผมก็เป็นความลวงและความปรวนแปร 

               

ในกระเป๋าสตางค์ของผมยังมีภาพภาพหนึ่ง ซึ่งตอนนี้ถูกพลิกกลับด้านไว้ เพื่อนคนหนึ่งเป็นคนแอบถ่ายตอนเราไปเที่ยวทะเล ไอ้เพื่อนผู้หวังดีคนนั้นอัดรูปมาให้ และเขียนสลักหลังไว้ว่า “แด่คู่ซี้สุดโหด ขอให้ได้กันเร็วๆ” ผมดูทีไรก็ขำทุกที มันเป็นภาพที่น้องอ้อมอยู่ในฉากหน้า กำลังม้วนแขนเสื้อขึ้น ขมวดคิ้วเพราะแสงแยงตา ท่าทางโหดๆ โดยไม่ได้ตั้งใจของเธอ ประกอบกับร่างเล็กๆ และผมหยิกๆ สั้นๆ ทำให้เธอดูเหมือนเด็กอันธพาลเหลือขอ ส่วนผมเหรอ...ผมก็ยืนทำเท่หนวดครึ้ม จับแว่นดันกลับจมูกอยู่เป็นฉากหลังนั่นไง

               

บางคนที่รู้จักกันผิวเผินบอกว่าเราสองคนเหมือนกันมาก จนกระทั่ง หนึ่ง, น่าจะเข้ากันได้ดี หรือ สอง, ไม่น่าจะเข้ากันได้เลย แต่เราก็รู้ดีว่ามันไม่ใช่ ความจริงเราสองคนต่างกันมากจนเกือบจะตรงข้ามกัน แต่ตัวเลือกก็ยังเหมือนเดิม เราน่าจะเข้ากันได้ดี หรือไม่ก็ ...ไม่น่าจะเข้ากันได้เลย

               

ผมอยากจะเล่าให้คุณฟังว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างผมกับเธอ แต่ว่า...ผมอาจจะไม่เล่าก็ได้ แล้วคุณก็จะไม่มีวันรู้ นั่นเป็นเพราะว่า ผ ม เ อ ง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเกิดอะไรขึ้น รู้เพียงแต่ว่า ‘สงคราม’ ทำให้รอยร้าวของเราขยายกว้างจนเกินเยียวยา

               

ถ้าผมต้องเล่าให้เด็กสักคนฟัง ผมอาจจะเล่าว่า เกิดสงครามระหว่างหมาป่ากับเสือ เธอเข้าข้างเสือ ส่วนผมเข้าข้างแกะ

               

เออ แล้วไอ้แกะเนี่ยมันมาจากไหน?

               

เอาใหม่,

               

ผมอาจจะเล่าว่า เกิดสงครามระหว่างหมาป่ากับเสือ เธอเกิดมาเป็นเสือ จึงจำเป็นต้องเข้าข้างเสือ เพราะหัวหน้าแห่งเสือทั้งมวลบอกว่า เสือต้องทำสงครามกับหมาป่าเพื่อปกป้องแกะ เธอศรัทธาในเกียรติยศนั้น ส่วนผมก็เกิดมาเป็นเสือเช่นกัน แต่ผมมองเห็น (ซึ่งอาจจะเห็นผิดก็ได้) ว่าหัวหน้าแห่งเสือและหัวหน้าแห่งหมาป่าล้วนบ้าคลั่งและปลิ้นปล้อน ผมจึงถอดเขี้ยวเล็บ ย้อมขนเป็นสีขาว, ดัดให้ปุยๆ สักหน่อย, แล้วทำตัวเนียนกลายเป็นแกะไป

               

คุณคงพอจะเข้าใจแล้วใช่ไหม

               

ส่วนคนที่ชื่อแสงนั้น มันเป็นเพื่อนสนิทในวัยเด็กของผม เป็นคู่รักคู่แค้นในวัยคะนอง เป็นหนี้ชีวิตผมหนึ่งครั้ง ในขณะที่ผมเป็นหนี้ชีวิตมันสองครั้ง เป็นเจ้าของคลินิกถอดเขี้ยวเล็บเสือ - - เปลี่ยนเสือให้กลายเป็นแกะ พูดง่ายๆ ก็คือ เป็นหัวหน้าแห่ง ‘แกะเนียน’

               

ผมบอกนายแสงสั้นๆ ว่าใครมา ด้วยมาดเคร่งขรึมแบบที่บุรุษพึงกระทำ แต่ไอ้แสง จ้าวแห่งแกะเนียน แทบจะกระโดดลงจากเตียงด้วยความตื่นเต้น ทำเอาหน้ามืดเข่าทรุดต้องลงไปนั่งกับพื้น หมอนี่มันเป็นโรคอะไรสักอย่างภายในลมปราณของมัน ต้องล้มหมอนนอนเสื่ออยู่เรื่อยราวกับคนชรา

               

แต่นอกเหนือไปจากเรื่องราวอื่นๆ ที่เราอาจจะเข้ากันบ้างไม่เข้ากันบ้าง เขาเป็นคนเดียวที่เชียร์ผมกับน้องอ้อมสุดใจขาดดิ้น ทั้งๆ ที่ไม่เคยเจอหน้าเธอเลย เขาบอกว่าเราสองคนเหมือนตัวละครอะไรซักอย่างในตำนานที่เขาอ่านเจอ

               

แต่ช่างมันเถอะ ผมลืมไปแล้ว

               

“เชี่ย...” ไอ้แสงนวดหัวเข่าอยู่บนพื้นข้างเตียง เสยผมยาวๆ ของมัน แล้วเงยหน้าขึ้นมองผม ปั้นหน้าจริงจัง “แล้วน้องเค้ามาหามึง...หรือมาหากู?”

 

 

 3

ผมให้เวลาไอ้แสงใส่เสื้อผ้าให้เรียบร้อย และตระเตรียมอะไรๆ ความจริงผมยังไม่อยากลงมาเลย ผมไม่รู้จะเริ่มยังไง ผมกำลังจะบอกว่า ผมไม่อยากเจอเธอ แต่พอมองลงมาจากบันได เห็นเธอยังนั่งอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน หันหลังให้ผม จ้องตากับฟ้าครึ้มฝนและสายลมหวีดหวิว ผมก็รู้ตัวว่าผมคิดถึงเธอมากจริงๆ

               

ยามเย็นในฤดูมรสุมมักจะทำให้คนเราไม่สบายใจอยู่ลึกๆ แม้แสงแดดจะเมตตา แต่เมฆดำอวบอ้วนก็คืบคลานเหมือนลางร้าย มันก็น่าสงสัยนะ ...เมฆดำขนาดนั้น เหตุใดเมื่อบิดตัวลงมาจึงกลายเป็นน้ำใสๆ?

               

แต่บางทีคำตอบมันก็ง่ายมาก

               

ก็ความเศร้าสีเทา แต่น้ำตาใสๆ ยังไงหละ

               

แหม่

               

ผมมองตามเธอออกไปนอกบ้าน มองต้นไม้น้อยใหญ่ในกระถางที่กำลังส่ายไหวตามแรงลม มองบ่อปลาขอบหินที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ไปจนถึงประตูรั้วบ้านที่เปิดอ้าอยู่ - - มันไม่ได้ปิดไว้ตั้งแต่แรกอยู่แล้ว บ้านของไอ้แสงเป็นบ้านเล็กๆ กลางซอยที่ดูไม่สลักสำคัญอะไรนัก มีแต่ต้นไม้และบ่อปลาและต้นไม้ แต่จริงๆ แล้วผมก็รู้ว่าบ้านมันเป็นบ้านที่จงใจให้ดูไม่สำคัญ และจงใจตกแต่งอย่างไร้สีสัน ประตูรั้วทาสีขาว ทางเดินโรยกรวดหินดินทรายตามธรรมชาติของมัน และต้นไม้ทุกต้นในกระถางล้วนแต่เป็นไม้ใบ แม้แต่โกสนยังเลือกโกสนเขียว และเฟื่องฟ้าดอกขาว ปลาในบ่อก็เป็นสีจืดๆ เช่นกัน ผมยังจำได้ว่าวันแรกที่มาบ้าน ผมล้อมันว่าทำไมไม่ซื้อปลาสีเขียว มันหัวเราะชอบอกชอบใจใหญ่ หมอนี่แม่งบ้าจริงๆ

 

ฝนเริ่มตก ลมแรงสาดละอองฝนเข้ามาในบ้าน แต่น้องอ้อมยังนั่งนิ่งไม่ไหวติง ไม่อยากจะยอมรับเลยนะ แต่ผมก็เป็นห่วงเธออยู่เหมือนกัน อากาศก็ไม่ใช่จะไม่หนาว...

               

ผมเดินไปจนจะถึงตัวเธออยู่แล้ว แต่เธอก็ยังไม่รู้สึก ผมจึงจำต้องส่งเสียงแสดงตัว

               

“ไม่เข้ามาข้างในก่อนเหรอ หือ?”

               

คราวนี้เธอรู้ตัวแน่ แต่ยังไม่หันมา เธอกำวัตถุที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงราวกับพยายามควบคุมอารมณ์ ผมพยายามคิดหาคำพูด

               

“เข้ามา เร็วๆ” แต่แล้วปากเจ้ากรรมก็ทรยศผม “คิดว่าเป็น ‘ฮีโร่’ แล้วจะไม่เป็นหวัดเหรอไง”

               

คำว่า ‘ฮีโร่’ คงจะแทงใจเธอเข้าอย่างจัง ผมเห็นเธอปล่อยมือจากวัตถุในกระเป๋ากางเกง รู้ตัวอีกที เธอก็คว้าคอเสื้อผมด้วยสองมือ กระแทกผมชนผนังทั้งหัวและตัว สารภาพเลยว่าผมเห็นดาว

               

“คิดว่าตลกมากเหรอ!” เธอตวาด “พี่มันก็แค่ไอ้...ไอ้… ไอ้ตีนวิเศษ!”

               

คุณอาจจะคิดว่าเธอน่ารัก ขนาดด่าผมยังพูดติดอ่าง แต่มันไม่ใช่ว่ะ ผมช็อคมากที่เธอกล้าเรียกผมด้วยคำนั้น คำที่ไม่มีใครเคยรอดชีวิตหลังจากที่ได้เอ่ยมันออกมา ไม่มีเลย ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่าวันหนึ่งมันจะหลุดจากปากเธอ อะไรบางอย่างพลุ่งพล่านอยู่ในสายเลือดของผม คงจะเป็นความคั่งแค้นต่อบรรพชนที่สะสมมาทั้งชีวิต ผมลืมตัว ผมผลักเธอออกอย่างแรงจนเธอล้มกระแทกพื้น แต่เธอก็โซเซลุกขึ้น กำหมัดสู้ ผมแน่ใจว่าผมกำลังจะด่าเธออย่างเจ็บแสบ แต่ปรากฏว่าผมโกรธมากจนคิดคำพูดไม่ออก วินาทีถัดมา กำปั้นของเธอก็พุ่งเข้าหา ผมเบี่ยงหลบและจับไหล่เธอกระแทกกำแพงบ้าง การต่อสู้ทั้งหมดดูเหมือนจะเกิดขึ้นโดยสัญชาตญาณ ขณะที่ถ้อยคำไม่ปะติดปะต่อระเบิดเปรี้ยงปร้างอยู่ในหัว

               

“เฮ้ย!” เสียงหนึ่งร้องมาจากทางบันได “เฮ้ย! ทำอะไรกันน่ะ!” เสียงนั้นแม้จะมีแววขำขันอยู่นิดๆ แต่ก็ฟังดูวิตกกังวลอยู่เหมือนกัน มีเสียงฝีเท้าลงบันไดมาอย่างเร่งรีบ ผมรีบปล่อยมือจากอ้อม ไม่กล้ามองหน้าเธอ ขณะที่นายแสงเดินเข้ามาในขอบเขตสายตา

               

มันหวีเผ้าผมเรียบร้อย ไม่เหลือเค้าของคนเพิ่งลุกจากเตียง และแน่นอนว่ามันต้องสวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว สีที่มันโปรดปราน และสวมทับด้วยเสื้อกั๊กไหมพรม ด้วยความที่มันไว้ผมยาว และมีผมม้าปรกตาไว้ทำซากอะไรสักอย่าง และมีมาดของความรอบรู้และเป็นผู้ดีเกินจำเป็น ใครเห็นมันครั้งแรกจึงมักจะนึกถึงภาพสะท้อนในวัยเยาว์ของแกนดัลฟ์ ซารูมาน ดัมเบิลดอร์และเมอร์ลิน ทั้งหมดนั่นรวมๆ กันนั่นแหละ และอย่าคิดว่ามันไม่ถือไม้เท้านะ... มันถือว่ะ ได้โปรดเถอะ ถือไม้เท้าทั้งๆ ที่อายุยี่สิบสองเนี่ยแหละ ด้วยข้ออ้างโรคประจำตัวอะไรนั่นของมันไง

               

มันมองเราสองคนกลับไปกลับมา ถามยิ้มๆ “จะเคลียร์ก่อนหรือเคลียร์ทีหลัง”

               

ผมทำเป็นหัวเราะ “ไม่มีอะไร แค่สนุกกันเฉยๆ”

               

น้องอ้อมทำเสียง “หึ” ในลำคอ เธอก้าวออกมาข้างหน้า แต่แล้วผมก็เห็นเธอกัดฟัน มือกดสะโพกตรงที่กระแทกพื้น

               

ความรู้สึกผิดแปลบปลาบอยู่ในใจผม แย่แล้ว อะไรหักรึเปล่านี่... แต่แล้วความเป็นห่วงเป็นใยทั้งหมดก็หายวับไปเมื่อนายแสงยื่นมือเข้าไปประคองเธอ

               

ไอ้สัส...

               

“เป็นไรรึเปล่าครับ” มันถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แต่น้องอ้อมยังคงนิ่งและเงียบกริบ พยายามหาจังหวะท่ายืน นี่แหละน้องอ้อมของผม ศิลาแห่งแดนใต้ ดาวรุ่งในกองทัพที่กระโดดข้ามหัวนายพลมานับไม่ถ้วน แต่ถ้าให้เธอเล่าเธอคงเล่าด้วยเสียงนิ่งๆ ว่า “เราไม่ได้กระโดด เราเดินผ่านเขามาเฉยๆ” เออเอาเถอะ แต่ก็เนี่ยแหละ เธอไม่ชอบให้ใครคิดว่าเธออ่อนแอ

               

“ไหวนะครับ” ไอ้แสงถามซ้ำ มองสำรวจตัวเธอ ราวกับมองหาบาดแผลที่ผมเป็นคนทำ

               

อ้อมพยักหน้า ค่อยๆ ปล่อยมือจากตรงที่เจ็บ “ไม่เป็นไร ขอบคุณค่ะ”

               

“เอ่อ...ผมแสงนะครับ” มันแนะนำตัว ก้มหัวให้เล็กน้อย

               

น้องอ้อมมองแสงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็คลี่ยิ้มบางๆ “ศิลา, ยินดีที่ได้รู้จัก”

               

แสงพยักหน้า ทั้งสองจับมือกัน จากนั้นฟ้าก็ผ่าเปรี้ยง แล้วฝนห่าใหญ่ก็สาดเทลงมา ในหูของผมเต็มไปด้วยเสียงโครมครามของน้ำฝน และเสียงสะท้อนของอดีตอันแสนไกล

               

ผมไม่ทันสังเกตว่านายแสงบอกให้อ้อมเข้าไปรอในห้องนั่งเล่น ผมสะดุ้งเฮือกตอนมันตบบ่าผม บอกว่า “หัวมึงน่ะ” แล้วก็เดินหายเข้าไปข้างใน

               

ตอนแรกผมไม่เข้าใจว่ามันหมายความว่าอะไร หัวกูเหรอ? ผมเลยลองจับหัวตัวเองดู เออว่ะ เจ็บว่ะ พอดูมือตัวเองก็เห็นมีเลือดเข้มๆ ติดนิ้วกลับมา จากนั้นผมก็เริ่มรู้สึกว่ามีของเหลวอุ่นๆ ไหลจากแผลที่หัว ผ่านท้ายทอย เข้าไปในปกเสื้อด้านหลัง

               

“เฮ้ยยย...”

 

 

4

ถ้าจะให้ขยายความสงคราม หมาป่า-เสือ-แกะ ในอุปมาของผมนั้น ผมคงต้องเริ่มต้นด้วยความแตกต่างระหว่าง หมาป่า-เสือ-แกะ เสียก่อน - - ความจริงหมาป่ากับเสือนั้นเป็นประชากรประเภทเดียวกัน คือประชากรผู้มีพลังพิเศษ บางคนมีพลังอยู่ในสายเลือด สืบทอดมาจากบรรพบุรุษ บางคนสามารถฝึกฝนตนเองให้มีพลังได้ บางคนได้รับมอบพลังจากคนอื่นผ่านพิธีเวทศักดิ์สิทธิ์ บางคนได้ครอบครองอาวุธในตำนาน หรือบางคนเกิดผ่าเหล่า อยู่ดีๆ ก็มีพลังขึ้นมาซะเฉยๆ แต่วิธีที่ป๊อปปูลาร์มากที่สุดในการ-ได้-มา-ซึ่ง-พลัง ก็คือการพยายามพิชิต ‘อัญมณี’ ซึ่งอัญมณีแต่ละชิ้นก็มีพลังเฉพาะของตนเอง

               

การแย่งชิงอัญมณีเกิดเป็นสงครามน้อยใหญ่นับครั้งไม่ถ้วนมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์ของเรา และเมื่อไม่กี่ปีมานี้ สงครามครั้งยิ่งใหญ่ก็ระเบิดขึ้น เมื่อมีผู้ค้นพบซากปรักหักพังของวิหารศักดิ์สิทธิ์ตรงรอยต่อชายแดนรัฐแห่งเสือและรัฐแห่งหมาป่าพอดิบพอดี เจ้าวิหารนี้ตั้งอยู่บนภูเขา คร่อมสันปันน้ำ พื้นที่ของวิหารอยู่บนทั้งสองรัฐ ฝั่งละครึ่ง ไม่คลาดเคลื่อนแม้แต่ตารางนิ้ว และไม่สามารถโต้แย้งเป็นอื่นได้นอกจากจะต้องทำสงครามแย่งชิงเท่านั้น - - แล้วทำไมพวกเราถึงอยากครอบครองวิหารนี้เสียเหลือเกิน? คำตอบก็คือ เขา-ว่ากันว่า-มีสุดยอดอัญมณีในตำนานที่สามารถเพิ่มพลังให้ผู้ครอบครองได้ 1,001 เท่าสถิตอยู่ในวิหารนั้นนั่นเอง

               

ส่วนประชากรที่เป็น ‘แกะ’ ในอุปมาของผมนั้น คือประชากรที่ไม่ได้มีพลังวิเศษอันใด เป็นประชากรที่เกิดมาพร้อมกับหนึ่งสมองและสองมือ และจำต้องกลายเป็นประชากรใต้ปกครองในรัฐเสือและรัฐหมาป่าไปโดยปริยาย

               

เสือและหมาป่า สามารถเพิ่มพลังตนเองอย่างไรและเมื่อไหร่ก็ได้ และพลังใหม่ที่ได้รับมา ก็จะไปรวมกันกับพลังที่มีอยู่เดิม - - อย่าง...น้องที่ผมรู้จักอยู่คนหนึ่ง เกิดมาพร้อมกับพลังไฟฟ้าที่ได้รับการสืบทอดมาจากพ่อของมัน แล้วพอปีกกล้าขาแข็ง มันก็ดันไปเสาะหาคริสตัลไฟฟ้าจนเจอ ทีนี้จากที่มันสามารถช็อตนู่นช็อตนี่เท่ๆ พอได้คริสตัลไฟฟ้ามาทีนี้ก็เมพเลยครับ สามารถเรียกได้แม้กระทั่งพายุประจุไฟฟ้าขนาดเท่าภูเขา ผมไม่กล้าเตะตูดมันอีกเลย

               

หรืออย่างเพื่อนอีกคน เธอมีพลังที่สามารถทำให้ดอกไม้บาน ผมกับแสงชอบแกล้งเธอบ่อยๆ ตอนอยู่หมู่บ้านเดียวกัน เพราะเธอชอบแอบเข้าไปในสวนของชาวบ้าน และ ‘พูดคุย’ กับดอกไม้ แต่พอมาเจอกันอีกทีเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ผมก็พบว่าเธอกลายเป็นคุณหมอมือหนึ่ง เนื่องจากเธอสามารถพิชิตไข่มุกสีชมพูอันหนึ่งได้ และมันได้มอบพลังในการเยียวยารักษาให้กับเธอ ทายสิว่าเธอใช้อะไรผสมพลังเวทเป็นยาให้คนไข้กิน - - เดาไม่ยากเลยใช่ไหม ก็พวกดอกไม้ที่เธอชอบไปกระซิบขอให้มันบานนั่นเอง

               

หรืออย่างนายแสง มันเกิดมาพร้อมพลังเล่นแร่แปรธาตุ แต่มันเป็นนักแปรธาตุแบบกลับสมการ คือแทนที่มันจะสามารถเปลี่ยนเหล็กให้เป็นทอง มันดันเปลี่ยนทองให้เป็นเหล็ก ไม่แปลกใจเลยที่มันจะโดนเตะออกจากบ้าน... และสมัยที่เรายังร่อนเร่พเนจรกันตอนปิดเทอม ผมกับมันเกิดไปเจอผลึกพิสดารเข้าให้ ผลึกสีน้ำตาลอ่อนใสน่าทะนุถนอม แต่ตอนนั้นผมกำลังเอือมระอากับพลังของตัวเองเต็มทน ไม่ อยากจะลุ้นว่าไอ้ผลึกอันนี้เมื่อรวมกับตัวผมแล้วจะกลายเป็นอะไร นายแสงจึงได้ครอบครองผลึกอันนั้นแต่เพียงผู้เดียว และปรากฏว่ามันคือคริสตัล ‘น้ำตาล’ ว่ะ นายแสงเลยสามารถเปลี่ยนทองให้เป็นเหล็ก และเปลี่ยนเหล็กให้เป็นน้ำตาลหวานๆ มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มันเคยผลิตน้ำตาลขายเป็นอาชีพเสริม และมาเรียนทุกเช้าด้วยสภาพซีดเป็นศพเพราะถูกคริสตัลน้ำตาลแย่งพลังชีวิต แต่ปัญหาก็คือเหล็กมันแพงกว่าน้ำตาล มันก็เลยขาดทุนว่ะครับ ไม่แปลกใจเลย

               

ส่วนน้องอ้อมของผม เธอสามารถเคลื่อนย้ายสิ่งของได้ตามใจปรารถนา แต่มีเงื่อนไขว่าวัตถุชิ้นนั้นจะต้องกำเนิดมาจากหิน ดิน ทราย เธอเล่าให้ฟังว่าตอนเด็กๆ เธอสามารถออกคำสั่งให้โต๊ะหินหนักๆ ลอยขึ้นจากพื้นได้ แต่หมอนอ้วนๆ อันหนึ่งกลับอยู่นิ่งไม่ไหวติง เธอจึงคิดว่าตัวเองไม่เก่งพอ จึงพยายามฝึกฝนออกคำสั่งหมอนชนิดต่างๆ เป็นการใหญ่ แล้วพอโตขึ้นมาอีกนิด เธอก็สามารถพิชิตทับทิมแห่งไฟได้ เธอจึงมีอำนาจหลอมหินและดินให้เป็นลาวา หลอมทรายให้เป็นแก้ว และสามารถสอดไฟเข้าไปในก้อนหิน เอาไปวางไว้ใกล้ๆ เป้าหมาย และสั่งการให้มันระเบิดเมื่อไหร่ก็ได้ บางทีเธอก็สามารถจุดไฟขึ้นมาจากความว่างเปล่า หรือหลอมอะไรต่อมิอะไรได้เหมือนกัน.... โหดจริงๆ ...แล้วตัวของเธอก็ทนความร้อนเสียด้วย ครั้งหนึ่งตอนผมหัดทำอาหาร เธอเดินเข้ามาในครัว แล้วก็มาหยิบหมูทอดจากในกระทะที่น้ำมันเดือดพล่าน ผมลืมตัวร้องห้ามเสียงหลง แต่เธอกลับเอาเข้าปากเคี้ยวอย่างหน้าตายสิ้นดี แล้วยังมีหน้ามาวิจารณ์รสชาติของมันอีก...

               

นี่แหละน้าน้องอ้อมของผม...

               

ส่วนพลังของผมนั้นอย่ารู้เลย ผมไม่อยากพูดถึงจริงๆ

 

 

5

ผมเอาผ้าขนหนูเก่าๆ กดแผลตรงท้ายทอยไว้ขณะเดินเข้ามาในห้องนั่งเล่นที่ไม่มีอะไรเลยนอกจากโต๊ะเตี้ยๆ กับเบาะนั่งสี่ห้าอัน แล้วภาพที่ผมเห็นก็ทำให้ผมเดือดพล่านเหมือนต้มยำหม้อไฟ

               

น้องอ้อมกับไอ้แสงยืนอยู่กลางห้อง ด้วยระยะห่างที่ใกล้กันเกินจำเป็น และดูเหมือนกำลังล้วงอะไรกัน - - ไม่, ไม่ว่ะ ผมตาฝาด น้องอ้อมกำลังเอาอัญมณีของเธอให้นายแสงดูต่างหาก ถึงว่าสินะ ฝนตกแล้วทำไมอากาศยังร้อนๆ ชอบกล

 

...คนทั่วไปเมื่อได้ครอบครองอัญมณี ร้อยทั้งร้อยจะต้องเอามาคล้องคอแนบอก จะมียกเว้นก็พวกที่นำมาติดไว้บนอาวุธประจำกาย แต่น้องอ้อมของผม เธอเอาโซ่เส้นใหญ่คล้องทับทิมแห่งไฟของเธอติดกับเข็มขัดราวกับเป็นกุญแจบ้าน เห็นครั้งแรกผมขำจะเป็นจะตาย แต่พอเห็นการใช้งานจริงแล้วผมก็ไม่ขำอีกต่อไป ...ท่าที่เธอล้วงอัญมณีจากกระเป๋ามากำไว้ด้วยมือขวาและตั้งท่าโจมตีจากมุมต่ำนั้นดูทะมัดทะแมง เข้าท่ากว่าพวกคล้องคอเป็นไหนๆ

               

พูดถึงตรงนี้ เรื่องความประหลาดก็เป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เรามีเหมือนกัน และอาจจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงเราสองคนเข้าหากันก็เป็นได้ คุณคงเดาได้ใช่ไหมว่ารอยสักมนตราของผมอยู่บนอวัยวะส่วนใดของร่างกาย, ใบ้ให้ก็ได้, ดูจากคำต้องห้ามที่น้องอ้อมใช้ด่าผมไปเมื่อกี้นั่นไง

               

ผมเห็นนายแสงลูบคลำทับทิมไฟของอ้อม เขากระซิบกระซาบอะไรกับเธอ แล้วเธอก็พยักหน้า ไอ้ท่าทางทำตัวเป็นบุรุษผู้อ่อนโยนและแสนจะรอบรู้แบบนั้นทำให้สาวๆ หลงมันมานักต่อนัก น้องอ้อมคงไม่รู้หรอกว่าไอ้หมอนี่น่ะจอมวายร้ายเลยทีเดียว ผมอดไม่ได้ ต้องส่งเสียงบอกว่าผมเข้ามา

               

น้องอ้อมสะดุ้ง รีบก้าวถอยจากนายแสง แต่โซ่ของเธอยังคงผูกติดกับเขาไว้เพราะเขาไม่ได้ปล่อยมือจากทับทิมของเธอ ไอ้นายแสงนั่นดูท่าทางจะไม่รู้สึกอะไร มันหันมาส่งยิ้มให้ผม ถามว่า “อ้าว มาแล้วเหรอ” ราวกับเป็นเรื่องธรรมดาที่สุดในโลกที่มันจะทำตัวใกล้ชิดกับแฟนเก่าของเพื่อนขนาดนั้น

               

น้องอ้อมมองผมตาค้างเมื่อเห็นผ้าขนหนูเปื้อนเลือด เธอทำท่าเหมือนจะถามอะไร แต่แล้วเธอก็กัดปาก เบือนหน้าหนี ผมแทบจะเห็นกลไกในสมองของเธอสั่งปิดตัวเองจากความกรุณาทั้งปวง ความสามารถนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยอิจฉา แต่ตอนนี้ผมคิดว่าผมอยากจะจับตัวเธอเขย่าแรงๆ ให้สมองหยุดทำงาน ผมจะได้เห็นหน้าเธอชัดๆ ซะที

               

ผมอยากรู้จริงๆ ว่าจริงๆ แล้ว...

 

เธอน่ะยังคง...?

 

 

6

เมื่อเรานั่งลงรอบโต๊ะกลมเตี้ยๆ ตัวนั้น แสงก็เริ่มกระบวนการซักประวัติของเขา เขาบอกว่าเส้นทางที่เธอกำลังจะเลือกต่อไปนี้เป็นเส้นทางที่ไม่มีวันย้อนกลับ เธอจะต้องตอบคำถามเขาอย่างละเอียด เพราะเขาต้องการจะรู้เหตุผลที่แท้จริงของเธอ และหลังจากนี้เขาก็อาจจะทดสอบว่าเธอเข้มแข็งพอหรือไม่สำหรับเส้นทางสายนี้ เพราะเขาไม่อยากให้เธอต้องเสียใจภายหลัง... ผมฟังประโยคเริ่มของนายแสงมาหลายครั้งจนชินชา แต่ไม่รู้ทำไมครั้งนี้ผมถึงรู้สึกไม่เหมือนครั้งก่อนๆ ผม...กระวนกระวาย ราวกับเป็นตัวผมเองที่กำลังจะถูกซักไซ้ไล่เรียง

               

อาจจะถึงเวลาแนะนำสมาคมลับของผมกับนายแสงแล้ว คุณคงทราบแล้วใช่ไหมว่าโลกของเราเต็มไปด้วยอัญมณี แต่ในโลกที่อัญมณีห่าเหวอะไรก็มีพลังเวทไปซะหมดนั้น สิ่งที่มีอำนาจที่สุดกลับเป็นคริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์ เนื่องจากเจ้าคริสตัลใสๆ ธรรมดาๆ นี้ กลับมีอำนาจลบล้างเวทมนตร์และพลังทุกประเภททั้งหมดทั้งมวล แค่เพียงประชากรเสือหรือประชากรหมาป่าได้สัมผัสมันเท่านั้น การลบล้างสะอาดเกลี้ยงเกลาและไม่มีวันย้อนกลับ ไม่ว่าจะมีพลังเวล 11 หรือ 99 เป็นจอมทัพใหญ่คับฟ้า หรือเคยพิชิตอัญมณีมาได้ยี่สิบเจ็ดอันก็ตาม แตะต้องคริสตัลใสๆ ธรรมดาๆ เมื่อไหร่ ก็จะกลายเป็น ‘แกะ’ เมื่อนั้น

               

นี่จึงเป็นสาเหตุว่าทำไมเจ้าคริสตัลใสๆ ไม่มีเวทมนตร์อันใดนี้จึงกินพื้นที่เกินหนึ่งในสามของประวัติศาสตร์คาบสมุทร คงเดาได้ไม่ยากว่ามันทรงพลานุภาพแค่ไหนเมื่ออยู่ในความครอบครองของแกะผู้มีเพียงหนึ่งสมองสองมือ มันกลายเป็นอำนาจข่มขู่ต่อรองที่มีประสิทธิภาพอย่างร้ายกาจ แค่แกะคนหนึ่งขู่ว่าจะแอบเอาคริสตัลไปแอบจิ้มแขนนายพลที่มีพลังเลเวล 98.75 ก็อาจจะทำให้เขาต้องใส่เสื้อแขนยาว และทำให้การ์ดของเขาไม่ต้องหลับต้องนอนกันทั้งอาทิตย์เลยทีเดียว

               

ครั้งหนึ่งเราเคยใช้คริสตัลธรรมดาๆ ลงโทษนักโทษที่มีพลังต่างๆ ครั้งหนึ่งมันเคยมีค่ายิ่งกว่าทองคำ ครั้งหนึ่งมันเคยเป็นสัญลักษณ์ของหนุ่มสาวที่ต่อต้านอำนาจที่ไม่ชอบธรรมของเสือและหมาป่า ครั้งหนึ่งมันเคยถูกพลิกแผ่นดินกวาดล้างจนสิ้นซาก ...แต่เรื่องนั้นมันเรื่องยาว เอาเป็นว่า, อยู่ดีๆ เจ้าคริสตัลธรรมดานี้ก็หายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ด้วยเหตุผลหนึ่ง แต่หลังจากผ่านไปหลายต่อหลายปี อยู่ดีๆ มันก็กลับมาปรากฏตัวขึ้นอย่างลับๆ ในอุ้งมือของนายแสง จ้าวแห่งแกะเนียน เจ้าของคลินิกลับที่ให้บริการแก่ผู้ที่ต้องกำจัดพลังออกไปจากตัว

               

พูดก็พูดเถอะนะ ผมไม่เคยคิดฝันเลยว่าน้องอ้อมจะมาที่นี่ในวันนี้ ในเมื่อเธอเป็นผู้อุทิศตนเพื่อรัฐแห่งเสือซะขนาดนั้น ผมจะบอกให้ก็ได้ว่าแผลไฟลวกที่ต้นแขนผมนั้นยังไม่หายดีเลย

  

 

7

ผมนั่งเอกเขนกอยู่ตรงมุมหนังสือที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล ฟังนายแสงอ่านประวัติของเธอในแทบเล็ต และมาจบลงที่พาดหัวข่าวของหนังสือพิมพ์เมื่อราวๆ สองอาทิตย์ที่ผ่านมา พาดหัวนั้นเขียนว่า “จอมทัพสรรเสริญ ‘ภูผา-ศิลา’ เป็นวีรสตรี” ผมเห็นเธอเบือนหน้าหนีอีกแล้วเมื่อได้ยินคำนั้น แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไร นายแสงอ่านข่าวไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับการบุกเข้าโจมตีมหาวิหารระลอกที่ 21 ซึ่งมี ‘ภูผา’ เป็นแม่ทัพ และ ‘ศิลา’ นำกำลังสนับสนุน การต่อสู้ยืดเยื้อนานสามสิบชั่วโมง แล้วในที่สุดภูผาก็สิ้นชีพในเงื้อมมือของศัตรู แต่เป็นน้องอ้อมของผมที่นำกำลังอันน้อยนิดที่เหลืออยู่บุกเข้าไปสอยนายทัพหมาป่าได้หนึ่งหัว จบการต่อสู้ เสมอกันไปหนึ่งประตูต่อหนึ่ง

               

งานศพของภูผามีคนมาเข้าร่วมไว้ทุกข์กันอย่างมืดฟ้ามัวดิน และยังเกิดปาฏิหาริย์พระจันทร์ทรงกลดขึ้นในวันนั้นด้วย ผมเคยพบ ‘ภูผา’ ที่ว่านี้สองหรือสามครั้ง เธอกับน้องอ้อมเป็นเพื่อนสนิทกันในวัยเด็ก แต่ไม่ได้เรียนด้วยกันตอนมหาวิทยาลัย คงไม่ต่างอะไรกับผมและนายแสง ตอนได้ยินข่าวว่าภูผาตายแล้ว ผมถึงขนาดต้องเอาโทรศัพท์ล็อคใส่ลิ้นชัก บังคับตัวเองไม่ให้โทรไปหาน้องอ้อม หรือส่งข้อความอะไรไปปลอบโยนเธอ ...น้องอ้อมฟังนายแสงอ่านรายละเอียดของงานศพภูผาและปาฏิหาริย์ต่างๆ ด้วยท่าทางเหมือนไร้วิญญาณ นายแสงจบลงด้วยคำอำลาสั้นๆ ที่น้องอ้อมมอบให้เพื่อนรักผ่านไมโครโฟนบนโพเดี้ยมข้างโลงศพ เกิดความเงียบขึ้นยาวนานหลังจากนั้น กว่าน้องอ้อมจะพูดออกมา

               

“เราไม่ได้คิดเอง” น้องอ้อมบอกเสียงขาดๆ

               

“ครับ?” นายแสงถาม เราสองคนมองหน้ากัน

               

“ไอ้ สุนทรพจน์ นั่น เราไม่ได้เขียนเอง” เธอกำกระเป๋ากางเกง “พวกมัน... ไอ้พวกเหี้ย...”

               

ผมสะดุ้งกับคำพูดของเธอ

               

“อะไรนะครับ” นายแสงถาม

               

“พวกมัน... ฆ่าภูผา” เธอหายใจลึก แต่ถ้อยคำที่กล่าวออกมาก็ยังคงแตกพร่าตรงปลาย “พวกมันฆ่าเขาแล้วยังมีหน้ามา...”

               

“พวกมัน?”

               

อ้อมพยักหน้า “เรามันโง่เอง เราไม่รู้ว่าเขา... ถูกวางแผนให้ตาย”

               

น้องอ้อมเล่าให้ฟังอย่างช้าๆ ด้วยถ้อยคำที่ไม่ปะติดปะต่อกัน บอกว่าพวกมันใช้ภูผาเป็นตัวล่อให้ติดกับ และวางแผนให้ ‘ถูกกิน’ บนกระดานหมากรุก เพื่อจะได้มี ‘มาสคอต’ วีรสตรีไว้โฆษณานอกเหนือไปจากเหล่าวีรบุรุษเต็มแผ่นดินและสรวงสวรรค์ “...เราได้ยินเสียงเขาขอกำลังเสริม แต่พวกนั้นไม่ได้ยินได้ยังไง เรา...เรายังต่อสู้ติดพันอยู่ตรงนี้ เราเข้าไปช่วยเขาไม่ได้ แต่เราก็ได้ยินเสียงเขาตลอด กว่าเราจะหลุดจากตรงนั้นแล้วเข้าไปช่วยเขาได้มันก็สายไปแล้ว... ตอนนั้น เราไม่เข้าใจเลยว่ามันเกิดขึ้นได้ยังไง พวกมันอ้างว่าเครื่องที่กองบัญชาการเกิดขัดข้องกะทันหัน ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย แต่เราไม่เชื่อ เราเลย...แอบเข้าไปดู ถึงเห็นว่าห้องทั้งห้องนั้นถูกฟรีซไว้หมดเลย หมดทั้งคนทั้งเครื่อง ทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด เรารู้เลยว่าเป็นฝีมือของใคร”

               

แสงพยักหน้า จอมพลน้ำแข็งนั้นมีหลายคน แต่คนที่เก่งที่สุดมีคนเดียว แล้วนายแสงก็ถาม, “คุณเสียใจที่เพื่อนถูกหลอกให้ไปตายสินะครับ?”

               

อ้อมนิ่งไปครู่หนึ่ง แวบหนึ่งที่ผมเห็นอะไรบางอย่างคล้ายความสำนึกบาป... ผมเพิ่งสังเกตเดี๋ยวนี้เองว่าน้องอ้อมคุยกับนายแสงราวกับว่าผมไม่ได้อยู่ที่นี่ด้วย “มันก็ต้องเสียใจอยู่แล้ว แต่เหมือนเรา... เหมือนเราตื่นจากฝัน เราไม่ใช่ไม่รู้นะว่าเรื่องพวกนี้มันมีอยู่จริง แต่เรานึกไม่ถึงว่าจะเจอเข้ากับตัว... กับเพื่อน...” เธอส่ายหน้า “เสียงของเขา... ที่ขอให้ใครก็ได้เข้าไปช่วย... ตอนนั้น... ตอนนี้, เรายังได้ยินอยู่เลย”

               

น้องอ้อมนั่งก้มหน้า สองมือกำกันอยู่บนตัก พยายามกอบกู้ลมหายใจของตัวเอง ผมไม่เคยเห็นเธอมีท่าทางแตกสลายแบบนี้มาก่อน ผมอยากจะดึงเธอเข้ามากอด และขยี้หัวหยิกๆ ของเธอ บอกเธอว่าไม่เป็นไรทั้งๆ ที่ความจริงมันต้องเป็นอยู่แล้ว ผมรู้ว่าคราวนี้คงไม่มีหมัดปลายคาง แต่ผมก็รู้ว่าต่อหน้าคนอื่นเธอไม่อยากให้ทำ และยิ่งไปกว่านั้น ผมก็ไม่แน่ใจว่าผมยังมีสิทธิ์จะกอดเธออยู่รึเปล่า

               

ผมอยากจะบอกเธอ อยากให้เธอรู้ว่าถึงแม้ว่าใครๆ จะบอกว่าเธอเป็นศิลา แต่แท้จริงแล้วมันก็เป็นแค่ ‘อุปมา’ เรื่องศิลาเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกับนิทานหมาป่า-เสือ-แกะ ของผม เธอก็เป็นคนที่มีเลือดเนื้อ มีทั้งวันที่เข้มแข็งและวันที่อ่อนแอ แต่ก็นั่นแหละ ผมรู้ว่าเธอไม่ได้ซ่อนความเปราะบางอะไรไว้หรอก ผมแทบจะมองเห็นเธอพยายามหลอมเศษหินแตกๆ ในตัวเธอให้เป็นแมกม่า และกลับกลายเป็นศิลาก้อนเดียวดังเดิม

 

“แสดงว่าเรื่องนี้... ทำให้คุณรู้ความจริง และไม่ศรัทธากองทัพอีกต่อไป?”

               

อ้อมลังเลเล็กน้อย แต่ก็พยักหน้า

               

“คุณจึงอยากจะลบล้างพลังในตัวคุณ”

               

อ้อมพยักหน้า คราวนี้ดูมั่นใจขึ้น

               

“เพื่อใครครับ?”

               

อ้อมขมวดคิ้ว คงรู้สึกได้ว่ามีอะไรบางอย่างในน้ำเสียงนั้น ผมลุกขึ้นนั่งตัวตรง

               

“คุณ...หมายความว่าไงคะ” เธอถามอย่างระมัดระวัง

 

นายแสงจ้องมองเธอ ท่าทางครุ่นคิด “ผมหมายความว่า ถ้าคุณลบล้างพลังในตัวคุณไป ผู้ได้รับผลประโยชน์จะเป็นใครครับ”

               

“ก็...” เธอดูงงๆ “ทำไมเหรอ มันก็เห็นอยู่แล้วนี่ ไม่มีเราก็ไม่ต้องมีใครตายอีกไง”

               

“จริงเหรอครับ”

               

คำถามสั้นๆ ของนายแสงทำเอาน้องอ้อมสะดุดกับคำตอบของตัวเอง “ก็...อย่างน้อยก็ไม่มีใครต้องตายเพราะเราอีกไง”

               

“เหรอครับ” นายแสงยังคงจ้องมองเธอ ราวกับเขาสนใจใคร่รู้คำตอบของเธอเป็นอันมาก เธอดูเหมือนจะหมดความอดทนกับคำถามทู่ซี้ของเขา

               

“ถ้าเราไม่มีพลัง เขาก็ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมาเกณฑ์เราไป เราก็จะได้ถอนตัวออกมาจากเรื่องเลวๆ อะไรนี่ซักที อย่างน้อยก็...แล้วคุณจะถามทำไม”

               

นายแสงหมุนไม้เท้าที่วางพาดอยู่บนตัก หัวไม้เท้าเป็นเหล็กที่หลอมออกมาจนมีรูปร่างเหมือนอัญมณีสีขาวแวววาว มันจ้องมองไอ้ก้อนเหล็กนั่นราวกับมันเป็นคำตอบของทุกสิ่งในจักรวาล ท่าทางขรึมๆ และติดจะเศร้าๆ แต่ผมซึ่งรู้จักมันมานานรู้ดีว่ามันเป็นแววตาเวลาที่มันเตรียมจะท้าทายใครต่อใคร แววตาขณะเตรียมจะ ‘ลองของ’ - - ทำไมผมจะไม่รู้ - - ไอ้แสงน่ะ มันชอบคิดว่ามันกำลังท้าทายทุกสิ่งอย่างในโลกด้วยความเจ็บปวดอันสัตย์ซื่อ ซึ่งบางทีมันก็ทำให้ผมอยากตวัดขาถีบหัวกบาลแม่งซะเลย

               

ผมเดาไม่ผิดหรอก เพราะนายแสงมันเริ่มพูดกับไม้เท้าของตัวเองแล้ว “คุณบอกว่า... ถ้าคุณไม่มีพลัง พวกเขาก็จะไม่มาเกณฑ์คุณ นั่นทำให้เกิดผลขึ้นสองอย่าง อย่างที่หนึ่ง, ไม่มีคนต้องตายเพราะน้ำมือของคุณอีกแล้ว และอย่างที่สองคือ...” มันเงยหน้าขึ้นมองน้องอ้อม พูดชัดถ้อยชัดคำ “คุณไม่ต้อง-กระทำ-สิ่งที่เลวๆ - - อย่างที่คุณบอก - - อีกต่อไปแล้ว”

               

“แล้วมัน?”

               

“มันต่างกันครับ” นายแสงอธิบาย “อย่างที่หนึ่ง ผู้ได้รับประโยชน์คือผู้ที่รอดพ้นจากการกลายเป็นเหยื่อสงคราม แต่อย่างที่สอง ผู้ได้รับประโยชน์คือตัวคุณเอง - - คุณจะรู้สึกดีขึ้น เมื่อคุณไม่ต้อง-กระทำ-ในสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นความชั่วร้าย เมื่อคุณคิดว่าคุณเป็นคนดีขึ้น หรือได้ชดใช้บาปด้วยการแลกกับพลังทั้งหมดที่ตัวเองเคยมี ผลประโยชน์ตกอยู่กับคุณครับ การที่คุณบอกว่า คุณจะได้ถอนตัวออกจากเรื่องนี้ แสดงว่าเป็นแบบที่สอง - - แสดงว่าผู้ได้รับผลประโยชน์คือตัวคุณเองสินะครับ”

               

ถ้าเป็นผม ผมคงลุกขึ้นมาเถียง และเราอาจต้องโต้แย้งกันด้วยตรรกะซับซ้อนสามสิบห้าชั้นจนพระอาทิตย์ขึ้น แต่นี่เป็นน้องอ้อม ถึงเธอจะสามารถเข้มแข็งได้ดั่งศิลา แต่เธอก็มีเพลิงพิโรธของตัวเอง ผมไม่แปลกใจเลยสักนิดเมื่อน้องอ้อมลุกขึ้นมากระชากคอเสื้อนายแสง แสงสีแดงวูบวาบอยู่ในกระเป๋ากางเกง และอุณหภูมิในห้องพุ่งสูงขึ้นจนสุดปรอท

               

เธอจ้องมองนายแสง แต่ผมก็รู้สึกว่าเธอกำลังต่อสู้กับตัวเอง ว่าจะด่าเขาหรือจัดการเขาดี กำลังสงสัยว่าเจตนาที่แท้จริงของนายแสงเป็นยังไง และกำลังสงสัยด้วยว่าตัวเธอเองน่ะคิดยังไง

               

ในที่สุดนายแสงก็ก้มหน้าลง ผมม้าปรกดวงตา “ขอโทษครับ” น้ำเสียงของเขาดูสำนึกผิดจริงจัง

               

“เรามาขอให้คุณช่วยนะ” น้องอ้อมปล่อยมือจากนายแสง กลับไปนั่งลงอย่างเดิม ท่าทางยอมแพ้เหมือนลูกบอลถูกเจาะลม “เราไม่ได้คิดอะไรเพื่อตัวเองแบบนั้น...เรา...”

               

“ครับ ผมเข้าใจครับ”

               

เงียบไปหน่อยนึง ก่อนที่นายแสงจะเริ่มหมุนไม้เท้าของมันอีก “แต่ผมต้องขอให้คุณตอบคำถามผมด้วยครับ มันเป็น...เงื่อนไข... คือ... แต่...หมายถึง... เอาเป็นว่าผมเดาว่าคุณคงจะคิดว่า... ผู้ได้รับผลประโยชน์คือประชาชนตาดำๆ เป็นอันดับหนึ่ง, ส่วนความสบายใจของตัวคุณเองนั้นเป็นอันดับสอง, ถูกต้องมั้ยครับ”

               

อ้อมเริ่มจ้องเขาเขม็งอีกครั้ง

               

“อย่างงี้นะ...” ผมขัดจังหวะ น้องอ้อมหันมามองผมราวกับเพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกว่าผมนั่งอยู่ด้วย แต่ผมไม่ใส่ใจสายตาของเธอ “นายแสงมันแค่ต้องการจะยืนยันว่าคนที่จะได้สิทธิ์ลบล้างพลังนั้นน่ะ เป็นคนที่คิดถึงตัวเองบ้างอะไรบ้าง, ไม่ใช่ลบพลังไปแล้วกลายเป็นการทำลายตัวเอง เพียงแต่มันกวนตีนมากเลยทำให้คนฟังรู้สึกแย่ แค่นี้แหละ ไม่ต้องคิดมาก เข้าใจรึยัง”

               

น้องอ้อมมองผม แล้วหันไปมองนายแสงเพื่อขอคำยืนยัน นายแสงค่อยๆ ขยับยิ้มแพรวพราย “ครับ ผมแค่อยากมั่นใจว่าคุณจะดูแลตัวเองได้หลังจากสูญเสียพลังไป”

               

น้องอ้อมท่าทางเหมือนจะโล่งใจขึ้นมาบ้าง แต่ผมก็รู้ว่านายแสงโกหก ผมตั้งใจมั่นว่าถ้าน้องอ้อมขอตัวไปเข้าห้องน้ำหรืออะไร ผมจะเตะตูดไอ้แสงเข้าไปในห้องครัวแล้วต่อยมันแรงๆ --- ไอ้พวกบ้าคลั่งทฤษฎี “แท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนเห็นแก่ตัว” บ้าอะไรนั่นของมัน

               

“โอเค ผ่านครับ” นายแสงบอก ขยับนั่งตัวตรง “ข้อต่อไป...”

               

“ฮะ?” น้องอ้อมดูซีดๆ คงนึกไม่ถึงว่าจะถูกสอบปากคำยาวเหยียดขนาดนี้ ความรู้สึกบางอย่างในตัวผมกลับเข้ามาอีกครั้ง ผมบอกนายแสงว่ารอเดี๋ยว แล้วผมก็เข้าไปในครัว เทน้ำหวานเย็นๆ ใส่แก้วกลับมาให้เธอ

               

อ้อมมองน้ำแดงในแก้วราวกับมันเป็นโลหิตก็ไม่ปาน เธอดูเหมือนจะต่อสู้กับตัวเองสุดฤทธิ์ว่าจะยอมรับหรือไม่ยอมรับ แต่ในที่สุดเธอก็หลับตา ตอบขอบคุณเสียงแผ่วๆ และรับแก้วน้ำไป

 

 

8

“ผมแน่ใจแล้วครับว่าตอนนี้คุณยอมสูญเสียพลังของคุณไปเพื่อจะได้ไม่ต้องมีส่วนร่วมในสงคราม คุณไม่กลัวที่จะใช้ชีวิตแบบคนที่ไม่มีพลัง แต่ว่า, แล้วตัวตนของคุณล่ะครับ”

               

น้องอ้อมขมวดคิ้ว “ตัวตน?”

               

“สมมุติ...” นายแสงหมุนไม้เท้า เงยหน้าขึ้นสบตากับเธอ “...สมมุติว่าน้ำท่วมอีกครั้ง คุณจะยังอยากได้คริสตัลใสๆ อยู่มั้ยครับ”

               

น้องอ้อมหันมามองผมอย่างคาดคั้น ผมมองเธอแล้วก็มองนายแสง บอกแล้วไอ้นี่มันร้าย ผมไม่เคยคิดเลยว่าเรื่องที่ผมเคยเล่าให้มันฟังด้วยความรักใคร่เอ็นดูเธอ จะถูกมันเอามาใช้เป็นเครื่องมือในวันนี้

               

“คูณเค้าเล่าให้ผมฟังเมื่อนานมาแล้ว จริงๆ แล้วเขาบอกว่าห้ามบอกใคร แต่พอผมเห็นว่าเป็นเจ้าตัวก็เลยคิดว่าไม่เป็นไร”

               

“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่เรามาหาคุณวันนี้?”

               

“เกี่ยวครับ” นายแสงทำท่าแบบเคร่งขรึมจริงจังอีกแล้ว “กรุณาตอบคำถามผมด้วยนะครับ ถ้าสมมุติเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นมาอีกครั้ง...”

               

น้องอ้อมก้มหน้าลง ราวกับเธออยากจะจมน้ำหายไป ผมไม่รู้จะทำยังไง ให้ตายเหอะผมไม่น่าเล่าให้มันฟังเลย

               

เรื่องน้ำท่วมที่กำลังพูดกันอยู่นี้ ถ้าผมจะเล่าเป็นนิทาน ผมก็คงจะเล่าว่า กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เกิดในครอบครัว ‘แกะปฏิวัติ’ ขนานแท้ ซึ่งหมายถึงประชากรหนึ่งสมองสองมือที่เข้าร่วมขบวนการต่อต้าน ‘เสือ’ หรือผู้มีพลังพิเศษ ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวแกะยากจน ถูกขูดรีดโดยแกะที่ร่ำรวยเพราะทำการค้ากับเสือ ซึ่งก็คงตอบไม่ถูกเหมือนกันว่าครอบครัวนี้เกลียดชังใครมากกว่ากันระหว่างเสือกับ ‘แกะรวย’

               

อยู่มาวันหนึ่ง แกะผู้แม่ก็เกือบจะเป็นลมล้มพับ เมื่อเห็นลูกสาวตัวน้อยนั่งมองโต๊ะหินตัวหนึ่ง แล้วอยู่ดีๆ ไอ้โต๊ะนั่นก็ลอยขึ้นมาจากพื้น ไม่เพียงเท่านั้น พอเจ้าหนูเอียงคอไปทางไหน ไอ้โต๊ะตัวนั้นก็ลอยตาม แม่แกะเรียกพ่อแกะมาดู แล้วทั้งสองก็ลงความเห็นว่าลูกสาวของตนเกิดผ่าเหล่า กลายเป็น ‘เสือ’ ไปเสียแล้ว

               

พ่อแกะกับแม่แกะทุ่มเถียงกันอย่างเอาเป็นเอาตายว่าจะทำอย่างไร ไม่ค่อยจะมีสำนักไหนที่รับจ้างเปลี่ยนเสือเป็นแกะ มีแต่พวกสมาคมแกะที่พยายามอยากเป็นเสือ หรือถ้าจะต้องใช้เครื่องอะไรประหลาดๆ ที่พวกแกะนักวิทยาศาสตร์ชอบทำวิจัยกัน มันก็ราคาสูงลิบลิ่ว ข้อสรุปก็คือพ่อแกะกับแม่แกะตกลงใช้วิธีข่มขู่ลูกสาวไม่ให้แสดงพลังต่อหน้าคนอื่น ลงโทษเอาแรงๆ เมื่อเผลอ และพยายามหาหนังสือนิทานเกี่ยวกับขบวนการปฏิวัติคริสตัลใสมาให้เธออ่าน หวังให้เธอรู้สึกเกลียดชังพลังของตนเอง

               

ผลก็คือเธอเติบโตขึ้นมาโดยที่ไม่เข้าใจอะไรเลยแม้แต่น้อย รู้แต่เพียงว่าเธอเป็นคนผิดปกติและเป็นที่เกลียดชังของพ่อแม่ แต่เธอก็ชอบแอบทดลองพลังของตัวเองเวลาอยู่คนเดียว ทำให้เธอพอจะทำอะไรเล็กๆ น้อยๆ ได้ เช่นสร้างปราสาททรายเล็กๆ ขณะที่มือสองข้างยังคงซุกอยู่ในกระเป๋ากางเกง

               

แต่เย็นวันหนึ่ง ขณะที่เธอกำลังมีเรื่องชกต่อยกับพวกอันธพาลที่โรงเรียน เธอก็เผลอใช้พลังบังคับเศษทรายให้พุ่งเข้าตาพวกนั้น แต่พวกนั้นตัวโตกว่า และสามารถกำคอหอยเธอได้ทั้งๆ ที่ไม่ต้องใช้สายตา เธอกลังจะแพ้ แต่ในขณะที่เธอกำลังสู้ยิบตานั้นเอง ทับทิมแห่งไฟก็ส่งเสียงเรียกเธอ…

               

“...เราเลยได้ทับทิมไฟ” น้องอ้อมบอกผมในตอนนั้น ผมพยักหน้า นั่งมองเธอแกว่งแก้วในมือเบาๆ ให้น้ำแข็งกระทบกัน ผมคิดว่าเสียงนั้นช่างเหมาะกับแสงดาวบนระเบียงห้องผมเหลือเกิน สายตาของเธอมองเหม่อไปไกล แล้วก็ไม่มีคำพูดอะไรออกมาอีก

               

“เล่าต่อสิ”

               

“จบแล้ว”

               

“เฮ้ย”

               

อ้อมเหมือนจะคิดอะไรอยู่นานทีเดียว ในที่สุดเธอก็ถามผม

               

“พี่คูณจำได้มั้ย เรื่องที่มีข่าวว่าน้ำท่วมใหญ่ทางใต้ ตอนที่เราเด็กๆ ที่เขาบอกว่าระดับน้ำสูงสุดในรอบร้อยปี”

               

ผมพยักหน้า “จำได้ - - น้ำท่วมใหญ่เป็นเดือน แล้วอยู่ๆ น้ำยังไม่ทันลด เช้ามาก็แห้งไปเองซะงั้น ที่มีประเด็นเรื่อง พระเจ้า อะไรนั่น ...เออ แถวบ้านอ้อมรึเปล่า?”

               

“อือ”

               

“แล้วเป็นไงตอน...”

               

“วันนั้นเราตื่นสาย” น้องอ้อมพูดแทรกผม สายตาจับจ้องอยู่ที่ผลึกน้ำแข็งในน้ำสีอำพัน “ทุกคนตื่นมาเห็นน้ำแห้งไปก็ดีใจกันใหญ่ แต่เรายังไม่ตื่น แม่เข้ามาปลุกแต่เราไม่ได้ยิน ในที่สุดแม่ก็ลากเราลงมาจากเตียง แต่เรา...ก็ยังไม่ตื่น... ในที่สุดเขาก็เอาไม้แขวนเสื้อ --- ฟาดเรา ---บอกว่าเราเป็นคนบาปหนา เป็นลูกหลานซาตาน นอนขี้เซาในวันที่พระเป็นเจ้าแสดงปาฏิหาริย์ วันที่พระเป็นเจ้าประทานพระพร นอนขี้เซาวันที่ทุกคนลุกขึ้นมาซ่อมบ้านซ่อมสะพาน, หุงข้าวหุงปลาแบ่งให้กัน...”

               

เสียงของเธอขาดหาย แล้วเรื่องก็จบลงตรงนี้ ผมรู้สึกว่าเธอกำลังร้องไห้ เพียงแต่ไม่มีเสียงและไม่มีน้ำตา ผมดึงเธอเข้ามากอด พยายามทำความเข้าใจกับเนื้อเรื่องท่อนที่หายไป เธอเกาะตัวผมแน่นเหมือนเกาะขอนไม้ไม่ให้จมน้ำ แต่ก็ไม่มีคำอธิบายอะไรอื่นอีก เธอยอมให้ผมกอดนานๆ เป็นครั้งแรก ยอมให้ผมอุ้มขึ้นเตียง และนอนกับเธอ แต่ตลอดเวลานั้นเธอปิดปากเงียบ จนกระทั่งตอนสายของวันรุ่งขึ้น ผมจึงได้รับข้อมูลมากพอที่จะมาเติมในนิทานท่อนที่ขาดหายไป เธอเล่าให้ผมฟังขณะที่ยังคงซุกหน้าอยู่กับหมอน ราวกับไม่ต้องการให้ผมเห็นหน้าและได้ยินน้ำเสียงที่แท้จริงของเธอ

               

...ในคืนที่สามสิบที่น้ำยังคงท่วมสูงถึงคอหอย เด็กหญิงลูกของพ่อแกะแม่แกะเดินลุยน้ำออกไปตามลำพัง เมื่อถึงตรงที่น่าจะเป็นสี่แยกกลางหมู่บ้าน เธอก็กำทับทิมไฟในกระเป๋ากางเกงของเธอ ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะเผาน้ำทั้งมวลให้ระเหยเป็นไอ ...พลังความร้อนมหาศาลระเบิดออกจากร่างของเด็กหญิงลูกพ่อแกะแม่แกะ พลังในระดับที่เป็นพรสวรรค์ท็อปคลาส เพียงแต่ตอนนั้นเธอไม่รู้ เธอคิดแค่ว่าจะต้องช่วยน้องชายคนเล็กที่กำลังเป็นอหิวาต์ ในที่สุด เมื่อแสงแรกสะกิดเส้นขอบฟ้า น้ำทั้งหมดก็ระเหยหายไป เด็กหญิงลูกพ่อแกะแม่แกะใกล้จะหมดสติเพราะไม่เคยฝึกฝนการใช้พลังแบบนี้มาก่อน แต่เธอก็พาตัวเองไปจนถึงบ้าน ล้มลุกคลุกคลานเข้ามาทางหน้าต่างห้องนอน และหมดสติไปบนเตียงพอดิบพอดี ...เพียงเพื่อจะถูกไม้แขวนเสื้อของแม่ปลุกให้ตื่นในอีกไม่ถึงชั่วโมงถัดมา

               

เธอสารภาพกับผม “หนังสือพิมพ์ลงข่าวกันใหญ่ว่าเป็นฝีมือของพระเจ้า แต่เราไม่กล้าบอกใครเลย ไม่ใช่กลัวคนไม่เชื่อนะ แต่เรา...เรากลัวตัวเองว่ะพี่คูณ เรารู้สึกเหมือนเรา...เป็นพระเจ้า”

  

 

9

“สมมุติ...ในอนาคต ถ้าเกิดน้ำท่วมใหญ่อีกครั้ง แต่คุณสูญเสียพลังของคุณไปแล้ว คุณก็จะช่วยเหลือใครไม่ได้อีกแล้วนะครับ”

               

อ้อมดูเหมือนจะลังเล แต่ในที่สุดเธอก็ส่ายหน้า “เอาจริงๆ นะคุณแสง อย่าถามถึงอนาคตเลย เรามองไม่เห็นจริงๆ”

               

นายแสงหมุนไม้เท้าในแบบซึมๆ ของมัน “เหรอครับ งั้นผมขอสมมุติให้ชัดเจนขึ้นนะครับ สมมุติผมเอาคริสตัลใสมาให้คุณ คุณสัมผัสมัน แล้วพลังในตัวคุณก็ถูกลบล้างไป จากนั้นคุณก็กลับไปที่บ้านเกิด นอนอยู่ที่นั่นคืนนึง แล้วรุ่งเช้าคุณก็ตื่นขึ้นมาเพียงเพื่อจะพบว่าเกิดน้ำท่วมใหญ่ขึ้นอีกครั้ง แต่คุณไม่สามารถช่วยเหลืออะไรได้อีกแล้ว และน้องๆ ของคุณกำลังจะเป็นอหิวาต์...”

               

“เฮ้ย” ผมขัด แต่นายแสงไม่สนใจผม มันยังคงมองหน้าน้องอ้อมที่ท่าทางอึ้งๆ แล้วมันก็ชี้นิ้วโป้งไปทางหน้าต่าง

               

“ผมไม่ได้สมมุติเล่นๆ นะครับ ฝนไม่ได้ตกหนักอย่างนี้มานานแล้ว”

               

ท่าทางของมันจริงจังมาก แล้วอึดใจต่อมา ฟ้าก็ร้องคำรามกึกก้อง ผมเห็นแฟนเก่าของผมสะดุ้ง แสงสีขาวแลบแปลบปลาบ นายแสงนั่นนอกจากจะร้ายกาจแล้วยังมีดวงสนับสนุนซะด้วย ฟ้าผ่าได้ตามคิวจริงๆ ผมแอบเอาใจช่วยน้องอ้อมขณะที่เธอดิ้นรนหาคำตอบให้กับเรื่องสมมุติไม่เข้าท่าของไอ้เพื่อนผม

               

ในที่สุดเธอก็ตอบอย่างเข้าตาจน “เราคงไม่ได้อยู่ค้ำฟ้าเพื่อปกป้องพวกเขาตลอดไปรึเปล่าวะ? ถ้าเราตายในสงครามก็ไม่มีใครช่วยพวกเขา...อยู่ดี ไม่ใช่เหรอ”

               

“แต่ในเรื่องสมมุติของผม คุณยังมีชีวิตอยู่ และเพิ่งลบพลังไปสดๆ ร้อนๆ ผมสงสัยว่าถ้าเป็นสถานการณ์เช่นนั้น คุณจะทำยังไง”

               

“แต่ยุคนี้มันไม่เหมือนยุคนั้นแล้ว ยังไงรัฐบาลก็คงหาทาง...”

               

“รัฐบาลที่กำลังทำสงคราม ไม่มีเวลามาสนใจอย่างอื่นหรอกครับ”

               

“งั้นเราก็คงไปตามหาคนอื่น ที่เค้าอาจจะมีพลังคล้ายๆ เรา หรือว่า...คนที่สามารถเรียกน้ำได้ หรือถ้าไม่มีใครยอมช่วย เราอาจจะ...จ้างเขาก็ได้ ก็ยังมีคนเก่งๆ อีกตั้งมาก”

               

“นั่นหมายความว่า” นายแสงมองเธอด้วยประกายตาวิบวับราวกับรอคอยโอกาสนี้มานาน “หมายความว่าคุณคิดจะให้คนอื่นเก็บพลังของตัวเองเอาไว้ แล้วจะถูกเกณฑ์ไปรบเมื่อไหร่ก็ได้ ส่วนตัวคุณเอง คุณกลับคิดจะเอาตัวรอดจากสงครามคนเดียว แล้วพอถึงเวลาก็กลับไปขอความช่วยเหลือจากคนที่คุณทอดทิ้งมา?”

               

“ว่าไงนะ”

               

“ลองคิดดีๆ นะครับ”

               

“แล้วถ้า...แล้วถ้าเป็นคุณล่ะ ถ้าเป็นคุณ พ่อแม่จมอยู่ในน้ำ มันหมดสิ้นหนทางแล้ว คุณก็ต้องยอมทรยศ – อุดมการณ์ -- ของคุณ แล้วทำอย่างที่เราบอกเมื่อกี้เหมือนกัน ไม่ใช่เหรอ”

               

คราวนี้นายแสงนิ่งอึ้ง มาดบางอย่างของมันสลายไปชั่วขณะ ผมอยากจะหัวเราะ เก่งมากน้องอ้อม จี้ถูกจุดจริงๆ ถึงเธอจะไม่รู้ก็เถอะ แต่ผมจะตอบให้ก็ได้ว่าตอนนั้นนายแสงมันไม่เลือกแบบเธอว่ะ มันเลือกในทางตรงกันข้าม แล้วมันก็เสียอกเสียใจ พยายามจะยิงตัวตาย ถ้าผมไม่ไปเห็นเข้าซะก่อนนั่นไง

               

“โอเคครับ” ในที่สุดมันก็ตอบ และพยายามฝืนยิ้ม “แต่ในเมื่อคุณรู้แบบนี้แล้วว่าในอนาคตคุณอาจจะไม่สามารถช่วยใครได้อีก คุณยังจะอยากลบพลังของคุณอยู่รึเปล่าครับ”

               

น้องอ้อมพยักหน้า จ้องมองนายแสงแน่วนิ่ง

               

“ดีครับ งั้นคำถามถัดไป ผมอยากรู้ว่า การกระทำของคุณ จะสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เหรอครับ... ลองคิดดูนะครับ สมมุติคุณถอนตัวออกไปจากสงคราม ผมอยากรู้ว่ามันจะมีอะไรดีขึ้นมา มันก็คุณคนเดียว ยังมีตัวตายตัวแทนอีกตั้งมาก รัฐบาลก็จ้างคนเข้ามาใหม่ ถ้าไม่มีก็อาจจะฝึกขึ้นมาใหม่จนอาจจะเก่งเท่าคุณ หรือเก่งกว่าคุณ แล้วทุกอย่างก็ดำเนินต่อไปไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง...ก็จะยังมีคน...”

               

ผมไม่ได้ฟังมันแล้ว อยู่ดีๆ ผมก็เกิดรำคาญขึ้นมา แม่งจะซักกันไปถึงไหนวะ มันไม่มีคำตอบหรอกไอ้คำถามแบบนี้ ห่าเอ๊ย ทีคนอื่นไม่เห็นถามมากถามมายแบบนี้เลย

               

“...คุณอาจจะไม่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงอะไรขึ้นมาเลยนะครับ มันแค่...”

               

“เฮ้ย พอเหอะ นี่ก็ดีที่สุดแล้วไม่ใช่เหรอวะ!”

               

ทั้งไอ้แสงและน้องอ้อมหันมามองผม ผมเลยติดอ่างขึ้นมาซะงั้น “เรา...เราหมายถึง ถ้าเธอเลือกที่จะลบพลังออกไป มันก็สุดความสามารถของเธอแล้วไงวะ ทำดีที่สุด ณ ช่วงเวลาขณะปัจจุบันแล้วไง” ...พูดอะไรของผมเนี่ย เอาเถอะ... “ทำดีที่สุดแล้ว ไม่มีอะไรต้องเสียใจภายหลัง ตอนนี้แม่งมีสงครามแล้วเราหยุดแม่งไม่ได้ ทางเลือกทางเดียวที่เหลือก็ถอนตัวแม่งซะเลย ถ้ามันไม่ยอมให้ถอนตัวก็ลบพลังทิ้งแม่งซะเลย ก็ไม่เห็นจะซับซ้อนตรงไหน แล้ว...ถ้าในอนาคตเกิดน้ำท่วมขึ้นมาก็ค่อยหาทางแก้ไขกันอีกที แต่ถ้าไม่เกิดน้ำท่วมขึ้นมาล่ะวะไอ้สัส แม่งจะไม่เสียดายโอกาสใน - - วันนี้ - - ไปตลอดชีวิตเหรอวะ”

               

ทั้งสองยังคงจ้องมองผมอย่างเงียบกริบ จนผมเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตัวเองพูดอะไรผิดรึเปล่า

               

“ม...หมายถึง ถ้ามองอย่างแคบก็คือนั่นแหละ เอาปัจจุบันเป็นหลัก แต่ถ้ามองอย่างกว้าง ก็...นั่นแหละ ถึงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้ มันก็อาจจะเหมือนที่เขาพูดกัน ที่บอกว่า...ผีเสื้อขยับปีก สะเทือนจักรวาล...อะไรนั่นไง”

               

เงียบไปอีกหลายอึดใจ แต่แล้วนายแสงก็ยิ้มให้ผม ยิ้มแบบที่เป็นยิ้มขำขัน

               

“ไม่เคยได้ยินมึงพูดแบบนี้” มันส่ายหน้า “เพราะคราวนี้เป็นคนสำคัญสินะ”

               

น้องอ้อมทำเสียงอะไรบางอย่างเหมือนจะแสดงความไม่เห็นด้วย แล้วอยู่ดีๆ ผมก็เขินขึ้นมาซะงั้น

               

“กูเซ็งมึงจะตายห่าละ”

               

“พอเหอะ” น้องอ้อมพึมพำ ไม่มองหน้าผม ไม่ได้มองใครเลย

               

“เอ่อ...แต่ว่า...ยังเหลืออีกคำถามนึง...สุดท้ายแล้วครับ”

               

น้องอ้อมหันมามองนายแสง คงจะสบถอยู่ในใจเป็นแน่ แต่ความจริงคำถามสุดท้ายน่ะง่ายกว่าข้ออื่นๆ เป็นไหนๆ

               

นายแสงหมุนไม้เท้า “...คุณอ้อมจะไม่ช่วยแย่งชิงวิหารมาจากอาณาจักรเหนือ แล้วไม่กลัวพระเจ้าลงโทษเหรอครับ”

               

คราวนี้น้องอ้อมตอบโดยไม่ต้องใช้เวลาคิด “พระเจ้าอยู่บนฟ้า ไม่ได้อยู่ในวิหาร, แล้วพระเจ้าก็ไม่ได้สร้างอัญมณีมาเพื่อให้เราใช้ฆ่ากันเอง ไอ้เรื่องพระเจ้าจะลงโทษมันเป็นแค่คำขู่ให้คนอื่นยอมทำตาม เรารู้มานานแล้ว”

               

นายแสงดูพออกพอใจกับคำถามนี้เป็นอันมาก “โอเคครับ ผ่านครับ ยินดีด้วยนะ คุณกำลังจะได้เป็นผีเสื้อตัวนั้นแล้ว”

               

“ตัวไหนวะ” ผมเกือบลืมว่าตัวเองพูดอะไรออกไป

               

“ตัวที่ขยับปีกแล้วจักรวาลสะเทือนนั่นไง”

               

“อ้อ...”

               

“เฮ้ย ชอบว่ะ กูกับมึงกับแฟนมึงเป็นผีเสื้อ” นายแสงขยับตัวยืดเส้นยืดสาย ยิ้มกับอะไรสักอย่างที่มองไม่เห็น ดูกลับไปเหมือนคนเดิมในสมัยที่เรายังร่อนเร่พเนจรกัน คนที่ผมเหมือนจะลืมไปแล้ว นายแสงคนที่ชอบฝันหวานเรื่องศักดิ์ศรีและความเท่าเทียมของมนุษยชาติคนนั้น “โอเคครับ ผมขอเวลาเตรียมของแป๊บนึง เดี๋ยวกลับมานะครับ”

               

 

10

หลังจากนายแสงขึ้นไปข้างบนได้สักพัก น้องอ้อมก็ถามผม

               

“พี่คูณ... ตอนนั้น พี่รู้สึกยังไงเหรอ”

               

ผมงง ตอนไหนของเธอล่ะเนี่ย

               

“ก็ตอนที่...” เธอมองผมเหมือนว่าผมน่าจะเข้าใจโดยไม่ต้องอธิบาย ผ่านไปสามวินาทีผมถึงนึกออก อ๋อ เธอหมายถึง ตอนที่ผมสัมผัสกับคริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์นั่นเอง เธออยากรู้ว่ามันรู้สึกยังไง

               

“อ๋อ” ผมพยายามคิดหาคำถาม “เธอหมายถึงแบบไหนล่ะ หมายถึงว่ามันเจ็บรึเปล่า หรือว่า...เรารู้สึกกลัวรึเปล่า”

               

ชั่วขณะหนึ่งที่น้องอ้อมเหมือนกำลังจะขำ แต่เธอก็ไม่ได้ขำ “ความจริงเราหมายถึงอย่างแรก แต่จะตอบทั้งสองอย่างก็ได้”

               

ผมมองเธอ พยายามจะค้นหาบางสิ่งบางอย่างที่อยู่ลึกลงไปกว่าดวงตาสีดำคู่นั้น ผมไม่แน่ใจนัก แต่ผมคิดว่าผมเห็นร่องรอยความวิตกกังวล และอาจจะเป็นความกลัวที่เก็บซ่อนเอาไว้อย่างดี จะพูดว่าไงดีล่ะ...เป็นใครก็ต้องหวั่นไหวใช่ไหม พลังที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา เป็นสิ่งที่เราพยายามฝึกฝนมาเป็นแรมปี อยู่ดีๆ ก็กำลังจะอันตรธานหายไป และไม่ใช่เพราะใครมาแย่งเอาไปเสียด้วย แต่เป็นเพราะตัวเราเองตัดสินใจเอง...

               

บางคนบอกว่า ถ้าเรารักอะไรมาก พอสูญเสียไปแล้วจะยิ่งเจ็บปวด แต่ผมรู้มานานแล้วล่ะว่าบางทีการสูญเสียอะไรที่มันครึ่งๆ กลางๆ มันก็เจ็บปวดพอกันนั่นแหละ เพราะเราไม่รู้ว่าพอสูญเสียไปแล้วเราจะกลับไปอยู่ฝั่งไหน ถ้าเรารักพลังของเราขนาดนั้น พอสูญเสียไปก็อาจจะเป็นบ้าไปเลย หรือไม่---ก็อาจจะพลิกโผ---อาจจะตัดใจได้เด็ดขาดไปเลย แต่ของผมกับน้องอ้อมคงไม่ใช่ ผมเข้าใจเธอดี มันเป็นหนึ่งในไม่กี่สิ่ง (อีกแล้ว) ที่เราสองคนมีเหมือนกัน พลังของเราเป็นสิ่งที่ทำให้เราถูกชิงชังรังเกียจจากคนที่ควรจะเป็นที่รัก และบางทีก็ทำให้เราก็เกลียดชังพลังของตัวเอง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็เป็นตัวตนของเรา เป็นสิ่งที่เราเคยพยายามต่อสู้อย่างสุดชีวิตเพื่อรักษาไว้

               

เป็นสิ่งที่ทำให้เรามาไกลจนถึงทุกวันนี้...

               

ผมรู้ว่าเธอคงรู้สึกไม่ต่างกัน

               

เฮ้อ...จะว่าไงดีนะ...

               

ผมทำไม่รู้ไม่ชี้แล้วเดินมานั่งลงข้างๆ น้องอ้อม แล้วก็กอดเธอ ขยี้ผมเธอเหมือนที่เคยทำเมื่อนานแสนนานมาแล้ว เธอคงจะตกใจเกินกว่าจะขัดขืน แต่ผมไม่ได้สนใจในข้อนั้น อะไรบางอย่างในตัวของผมกำลังพังทลาย ผมเห็นภาพตัวผมเองในวัยเด็กถูกลากออกมาจากพิธีเวทศักดิ์สิทธิ์ด้วยข้อหาฉกาจฉกรรจ์ --- ผมสะเออะเอาตีนเสียบเข้าไปในหม้อน้ำมนต์ประจำตระกูล แทนที่จะเป็น “มือข้างขวาของเจ้า” อย่างที่ปฏิบัติกันมาเป็นร้อยล้านปี ทั้งหมดเนื่องด้วยเหตุผลโง่ๆ เกี่ยวข้องกับความไม่ลงรอยกับพ่อและอารมณ์เดือดพล่านของวัยรุ่น มันเป็นเสี้ยววินาทีที่เปลี่ยนชีวิตผมไปตลอดกาล ผมมองเห็นตัวเองตอนเด็กถูกโบยตี สาปส่งด้วยคำสาปร้ายแรงนับไม่ถ้วน และโดนถีบออกมาจากประตูรั้วราวกับหมาที่ไม่ได้เน่าแค่หัว แต่เน่าไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดตีน

               

“ไม่รู้สึกอะไรเลยอ้อม” ผมพูดกับผมหยิกๆ ของเธอ “ไม่เจ็บเลยซักนิด แล้วมันก็เร็วเกินกว่าที่จะกลัว มัน...เหมือนเธอเดินผ่านประตูจากห้องนึงไปอีกห้องนึง แค่นั้นเอง”

               

ผมไม่รู้ว่าตอนนั้นเสียงของตัวเองเป็นยังไง แต่ผมจำได้ว่าผมภาวนาแล้วภาวนาเล่าไม่ให้เธอจับได้ว่าผมกำลังหลอกเธอ ผมขอสารภาพ ณ ตอนนี้เลยว่า ผมไม่รู้หรอกว่าจริงๆ แล้วมันจะรู้สึกยังไง เพราะผม ไ ม่ เ ค ย สัมผัสกับไอ้คริสตัลใสๆ ที่ไม่มีเวทมนตร์นั่นเลย พลังฝ่าตีนของผมยังครบถ้วนสมบูรณ์ดีทุกประการ เพียงแต่ถูกล็อคไว้ชั่วคราวเท่านั้น

               

เพราะอะไรน่ะเหรอ?

               

เพราะว่าผมยังไม่แน่ใจในอนาคตของตัวเองเท่าไหร่นัก

               

แต่ถ้าตอบอย่างไม่สวยหรู ก็คงจะต้องตอบว่า

               

ผมกลัวว่ะครับ

 

 

11

หลังจากตระเตรียมสิ่งต่างๆ เรียบร้อยแล้ว นายแสงก็ยื่นไม้เท้าของมันมาทางน้องอ้อม หัวไม้เท้าที่ทำจากเหล็กหลอมเป็นรูปเพชรส่องประกายแววๆ เมื่อต้องแสงไฟ น้องอ้อมมองอย่างงุนงง

               

“เนี่ยเหรอคือ...”

               

“เอ้อ...ไม่ใช่ครับ” นายแสงยิ้มกริ่ม “ลองหมุนดูสิครับ”

               

“หมุน?”

               

นายแสงทำนิ้วชี้กับนิ้วโป้งเป็นรูปอาการหมุนเหนือไม้เท้าของตัวเอง น้องอ้อมลังเล เธอจับเพชรปลอมก้อนโตนั่นหมุน และแล้วปรากฏว่ามันก็หมุนได้ เธอถอดไอ้เพชรเหล็กนั่นออกมาจากไม้เท้า

               

จากนั้นก็สบตากับคริสตัลในตำนาน

               

มันเป็นคริสตัลขนาดเล็กประมาณสักหัวแม่มือ และเต็มไปด้วยรอยตำหนิ ด้านล่างส่วนที่ถูกยึดไว้กับไม้เท้านั้นมีรอยขรุขระ  เห็นเป็นริ้วลายขาวๆ เป็นจุดฝ้าพร่ามัว แต่ตำหนิพวกนั้นก็ค่อยๆ ลดน้อยลงเมื่อใกล้จะถึงปลายแหลมคมใสสะอาดที่ถูกเจียระไนไว้อย่างสวยงาม พูดแบบกวีก็คงจะพูดได้ว่า ไอ้คริสตัลใสๆ ก้อนนี้มันเป็นลูกผสมระหว่างก้อนหินกับดวงดาว...

               

น้องอ้อมมองวัตถุชิ้นนั้นนิ่งๆ ในห้องเงียบกริบจนผมได้ยินเสียงลมหายใจของทุกคน

               

“ไม่เปลี่ยนใจแน่นะครับ”

               

น้องอ้อมพยักหน้า

               

นายแสงส่งยิ้มให้เธอ “งั้น...มาเป็นผีเสื้อด้วยกันนะครับ”

               

น้องอ้อมยื่นมือออกมา เหมือนจะสั่นเล็กน้อย แต่แววตาของเธอดูแน่วแน่ไม่หวั่นไหว ผมรู้ว่านี่คงเป็นแววตาเดียวกับตอนที่เธอเดินลุยน้ำออกมาเพื่อใช้พลังจากทับทิมแห่งไฟอย่างแน่นอน ผมอดไม่ได้ที่จะยิ้ม...

               

แต่ในขณะที่มือของเธอกำลังจะสัมผัสเจ้าคริสตัลนั้นเอง อยู่ดีๆ เราก็ได้ยินเสียงฝีเท้ามาทางหน้าบ้าน ฝีเท้าหนักๆ ของคนราวหกเจ็ดคนที่เหยียบย่ำเสียงดังอย่างจงใจ เธอชักมือกลับ เราสามคนมองหน้ากัน ผมขยับจะถอดรองเท้าข้างซ้าย...

               

แต่ไม่ทันแล้ว...

               

ประตูบ้านถูกถล่มเปิดออก ตามมาด้วยเสียงปืนรัวเป็นชุด และลมกรรโชกหนาวยะเยือกสุดจะทานทน ผมผลักน้องอ้อมไปข้างหลังด้วยสัญชาตญาณ หันกลับมาก็เห็นนายแสงนอนจมกองเลือด แล้ววินาทีถัดมาก็ถึงตาผม กระสุนที่เจาะเข้าร่างนั้นเย็นยะเยือกเสียดแทงราวกับหล่อมาจากน้ำแข็ง น้ำแข็ง...? เสียงของน้องอ้อมลอยมาเข้าหู ‘...เราเลย...แอบเข้าไปดู ถึงเห็นว่าห้องทั้งห้องนั้นถูกฟรีซไว้หมดเลย หมดทั้งคนทั้งเครื่อง ทุกอย่างกลายเป็นน้ำแข็งไปหมด...’

               

สายตาอันพร่าเลือนของผมมองเห็นบุคคลอื่นที่ไม่ได้สวมเครื่องแบบกองทัพอยู่ในที่นั้นด้วย ถูกลากตัวมาโดยทหารร่างยักษ์สองนาย มือสองข้างถูกมัด และมีมีดและปืนจี้อยู่ฝั่งละอัน คนคนนั้นเป็นเด็กหนุ่มวัยละอ่อนท่าทางผอมซีด กำลังร้องไห้สะอึกสะอื้น มีสิ่งที่เหมือนรอยเลือดอยู่ตามเนื้อตัว และมีผมหยิกๆ สีดำที่ชี้ไปทุกทิศทาง...

               

ผมได้ยินเสียงน้องอ้อมกรีดร้องเรียกชื่อเด็กชายคนนั้น เป็นชื่อที่ขึ้นต้นด้วยอ.อ่าง แต่ผมไม่ค่อยได้ยินแล้ว สติของผมเลือนรางลงทุกที ...ไม่ไหวแล้วว่ะ ผมกำลังจะตาย

               

เอาล่ะ...ถึงตอนนี้ ต้องขอบอกเสียก่อนว่า เราสามคนรอดชีวิตจากเหตุการณ์ในวันนั้น แต่ก็นั่นแหละ ตอนนั้นผมคิดจริงๆ ว่าผมคงจะต้องตาย ตายโดยที่ไม่สามารถช่วยเหลืออะไรเธอได้เลย เธอติดกับเบ็ดเสร็จสมบูรณ์ และถึงแม้ว่าผมจะไม่ ‘ได้ยิน’ กับหูตัวเองว่าเธอตัดสินใจยังไง ผมก็รู้ว่าเธอจะต้องกรีดร้องใส่ทหารพวกนั้น “ได้ ได้ ขอร้องล่ะ ปล่อยเขาเถอะ, เราจะกลับไป” ...นายแสงมันถามเธอว่าอะไรนะก่อนที่มันจะเอาคริสตัลใสๆ ให้เธอ? ถามว่า “ไม่เปลี่ยนใจแน่นะ” ใช่ไหม ตลกสิ้นดี... เธอไม่เปลี่ยนใจหรอก เพราะนี่ไม่ใช่การตัดสินใจของเธออีกต่อไปแล้ว เธอไม่ได้ยอมกลับเข้ากองทัพเพื่อแลกกับชีวิตของน้องชายด้วยใจกรุณา แต่เธอยอมด้วยความจำนน และผมก็รู้ดีว่าความจำนนไม่มีความหมายใดๆ เลย

               

เธอจะกลับเข้าสู่วังวนของความขมขื่น เธอจะเกลียดชังพลังของตัวเอง แต่ก็จะภาคภูมิใจด้วยในขณะเดียวกัน เธอจะเกลียดชังน้องชายที่เป็นต้นเหตุให้เธอต้องกลับเข้าไปทำสิ่ง ‘เลวๆ’ แต่เธอก็จะหวงแหนชีวิตของเขา เพราะเธอแลกมันมาด้วยชีวิตที่เหลืออยู่ของเธอ

               

ในบรรดาคนที่เงินซื้อไม่ได้ทั้งหลายนั้น วิธีนี้น่าเศร้าที่สุด และได้ผลชะงัดยิ่งนัก

               

และมันทำให้ผมรู้สึกว่า ไอ้เรื่องทั้งหลายที่เราสามคนคุยกันเมื่อตอนเย็นกลายเป็นเรื่องตลกไร้สาระไปในทันที กลายเป็นนิทานของเด็กอมมือที่ไร้เดียงสาเกินกว่าจะเข้าใจความสกปรกอันซับซ้อนของโลกใบนี้ เธอแน่ใจเหรอ, จริงๆ แล้วเธอคิดยังไง, ถ้าเป็นอย่างนั้นเธอจะยังทำอยู่ไหม, ตัวตนของเธอเป็นยังไง, เธอจะยอมเสียสละอะไรแลกกับอะไร...

               

ไร้สาระสิ้นดี

 

ตอนนั้นพวกเราเชื่อเข้าไปได้ยังไงนะ

ว่าไอ้นิทานเรื่องผีเสื้อมันมีอยู่จริง?

 

 

 

 

Wrote : APR - MAY 2013

Edited : AUG 2014 

 

Comment

Comment:

Tweet