เธอคิดว่า “อินเดีย” เป็นยังไง?

 

รีวิวหนังสือ:

  

“ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย”  --- VS ---  “ทารกเที่ยงคืน”   

 

 

 

1

ตอนเด็กๆ เรากลัวอินเดียมาก เพราะ หนึ่ง, เรากลัวเทพเจ้าหลายมือ สอง, เรากลัวเสียงสวดมนต์ที่เปิดแถววัดแขก เขตบางรัก และสาม, เราเคยดูหนังรามเกียรติ์ที่ฉายทางช่องอะไรไม่รู้ แล้วมันมีตอนที่พระลักษมณ์ (หรือพระราม? หรือใครซักคนนั่นแหละ) โดนหอกปักพุง แล้วมันน่ากัวมาก แง T^T

 

แต่มีอยู่ครั้งนึงที่เราสามารถฝ่าฟันความกลัวอินเดียของเราไปค้นพบสิ่งใหม่ๆ นั่นคือตอนที่เราลงเรียนวิชา “ภาษาสันสกฤต 1” เป็นวิชาเลือก มันทำให้เรารู้สึกว่าโอ้วแม่เจ้า ภาษาอะไรจะซับซ้อนขนาดนี้ อะไรนิดอะไรหน่อยก็ผัน อย่างสามัญขึ้นพื้นฐานเลยก็ต้องจำอย่างน้อย 24 รูป แล้วตัวอักษรสองตัวมาอยู่ติดกันก็ต้องเปลี่ยนตัว --- แบบ ก.ไก่ อยู่ติดกะ ข.ไข่ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นตัวพิเศษอีกตัวนึง ที่หน้าตาเหมือนก.ไก่ผสมข.ไข่ สุดยอดมหาเทพจริงๆ เปิดตารางกันยังกะลอการิทึ่มเลย

 

เรียนจบแล้ว และกลัวอินเดียน้อยลงแล้ว และถึงแม้ว่าจะลืมภาษาสันสกฤตไปหมดสิ้นแทบจะในทันที แต่เราก็รู้สึกว่ามันเท่มากเลยนะที่ได้เรียนอะไรที่คนทั่วไปเค้าไม่ค่อยรู้ บางทีเวลาเราเห็นศัพท์ยากๆ หรือศัพท์ของประเทศแถบเอเชียใต้ เราก็เหมือนจะเดาออกบ้างเหมือนกันแหละ มีรุ่นพี่คนนึงเคยบอกว่า เรียนเอาไว้เป็นวิชาติดตัว เอาไว้ตั้งชื่อลูก ถ้าตัวเองไม่มีลูก ก็ตั้งชื่อลูกเพื่อน...ซะงั้น 55555

 

แล้วอยู่ดีไม่ว่าดี เราก็ดันไปซื้อหนังสือเกี่ยวกับอินเดียมาอ่านตั้ง 2 เล่ม (ไม่ได้ตั้งใจเล้ย) งั้นตอนนี้ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว จะขอจับมาประชันกันเลยดีมะ

 

เอาละนะ

 

 

 

2

หนังสือเล่มแรกชื่อ “ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย” เขียนโดยคุณบินหลา สันกาลาคีรี สำนักพิมพ์วงกลม ปี 2548 พิมพ์ครั้งแรกในนิตยสารแพรว ปี 2542-2543 (กี่ปีมาแล้วนั่น) เป็นบันทึกน่ารักมากๆ และมันส์โคตรๆ ของเจ้าตัวเมื่อครั้งแบ็คแพ็คไปเที่ยวอินเดียคนเดียว ช่างกล้าจริงๆ

 

เล่มนี้เราพูดได้เลยว่าเป็นการตัดสินหนังสือที่ “ปก” และ “ชื่อเรื่อง” โดยแท้ เพราะเรากำลังจะสั่งหนังสือเล่มอื่นจากแมกกาซีนไรเตอร์ แล้วกลัวจะไม่คุ้ม เลยจิ้มๆ เอาเล่มนี้ติดมือมาด้วย เห็นปกสวยดี และชื่อเพราะดี... คิดเอาเองว่าคงจะเกี่ยวกับประเทศแถบตะวันออกกลาง  

 

แต่พอได้หนังสือมา แล้วพลิกอ่านปกหลังเท่านั้นแหละครัฟ

 

อ้าว อินเดียนี่นา ...นมัสเตจ้ะ _/|\_

 

ส่วนอีกเล่มนึงชื่อ “ทารกเที่ยงคืน (Midnight’s Children)” ของซัลมาน รัชดี (Salman Rushdie) ตีพิมพ์ครั้งแรกน่าจะปี 1981 ฉบับภาษาไทยแปลโดยคุณนภดล เวชสวัสดิ์ สำนักพิมพ์เพิร์ล ปี 2553 “ทารกเที่ยงคืน” เป็นนิยายที่เขียนแบบอัตชีวประวัติ ตัวละครที่เป็นผู้เล่าชื่อ “ซาลีม ไซนาย” เด็กชายที่เกิดในตอน “เที่ยงคืนแห่งการประกาศอิสรภาพของอินเดีย”

 

คือ... สารภาพว่าเล่มนี้ซื้อมาเพราะอ่านเรคคอมเมนจากที่ไหนซักแห่ง เราสนใจมากเพราะนึกว่ามันจะเป็น “X-Men เวอร์ชั่นภารตะ” เพราะพี่เล่นโปรยกันใหญ่เลยว่าเป็นเรื่องของ “ทารก 581 คนที่เกิดมาพร้อมกับพลังพิเศษ” แต่...แต่พออ่านแล้วมันก็แบบ เห้ย อะไรเนี่ย ไหนละเอ็กซ์เม็นของชั้น ... มันเป็นหนังสือที่พระเจ้าจอร์จริชาร์ดหลุยส์นโปเลียนมาก ขอยืนยัน! (เอะ ไม่ใช่สินะ ต้องเป็นพระเจ้าอโศกพิมพิศาลชาห์เจฮันต่างหาก 5555)

 

ถ้าบอกว่า “ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย” เป็น “ของแถม” ที่คุ้มมากๆ         

 

“ทารกเที่ยงคืน” ก็คุ้มเหมือนกัน ...อ่านอยู่ตั้ง 2 เดือนกว่าๆ กว่าจะจบ! (มันหนา 619 หน้า เต็มไปด้วยบทบรรยายจากขอบกระดาษซ้ายจดขอบกระดาษขวา...

 

และเราเคยทำตกใส่เท้าด้วย T..T)

 

 

3

ทั้งสองเล่มนี้ทำให้เรานึกถึง “ภาพเหมารวม” ที่คนภายนอกมองอินเดีย

 

“ฝรั่ง” อาจจะมองว่า อินเดียเป็นดินแดนแปลกพิสดารมหัศจรรย์ เป็นอะไรที่ “Exotic” มากๆ น่าไปสำรวจจริงๆ

 

ส่วน “คนไทย” อาจจะมองว่า อินเดียเรียกตัวเองว่า “ฉาน”, ขายถั่วและโรตี, เป็นถิ่นกำเนิดของศาสนาพุทธ (แม้ว่าพระพุทธเจ้าจะประสูติในเขตเนปาลปัจจุบัน), ถ้าไปแสวงบุญต้องส้วมกันข้างถนน, และ “ถ้าเจอแขกกะงู ให้ตีแขกก่อน”

 

เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าจริงรึเปล่า

 

ถึงจะไปสัมผัสด้วยตัวเองไม่ได้ ก็ขอสัมผัสผ่านคนอื่นละกัน

 

แฮ่...

 

 

 

4

ใน “ดื่มทะเลสาบ อาบทะเลทราย” นั้นเรียกได้ว่าผู้เขียน “ผจญภัย” แบบลุยเดี่ยวเข้าไปในอินเดียเลย แบบที่มีแต่สัมภาระกับสมุดปากกาและกล้องถ่ายรูป (และอาจจะหัวใจเหงาๆ อีกหนึ่งดวง? เขาบอกว่าเขาออกเดินทางอย่างโดดเดี่ยวในวันวาเลนไทน์น่ะ...) เราก็งงๆ เหมือนกันว่าเขาไปไหนบ้าง แต่ไม่ใช่ทัชมาฮาล ที่หลักๆ คือ “ทะเลสาบ” ที่พุชการ์ ที่เขานั่งๆ นอนๆ วาดๆ เขียนๆ ถ่ายๆ (หมายถึงถ่ายรูป 555) อยู่ในเกสต์เฮาส์ริมทะเลสาบ จากนั้นก็ไป “ทะเลทราย” ที่ราชะสถาน ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตประหลาดๆ ที่เรียกว่าอูฐ

 

ความน่าสนใจของหนังสือเล่มนี้ คงต้องยกความดีความชอบให้สำนวนภาษาของพี่เค้าด้วยแหละ เขาเขียนแล้วมันมีชีวิตชีวามาก บวกกับเรื่อง “สุดๆ” ทั้งหลายที่เค้าเจอด้วย มีทั้งฮากลิ้ง ลุ้นแทบแย่ ถูกหลอกถูกโกงสารพัด (ตั้งแต่ยังไม่ออกนอกประเทศเลย) เราไม่อยากนับเลยว่าตลอดการเดินทางเขาทำของหายไปกี่ชิ้น (...และได้คืนมากี่ชิ้น) นอกจากนี้เรายังได้เห็นยุทธวิธีการเอาตัวรอดในต่างแดนของเขา ซึ่งบางครั้งไหวพริบคุณพี่ก็ปราบเซียนเอามากๆ เช่น ตอนเผลอกินมาม่ารสเนื้อในเกสต์เฮาส์ ซึ่งการกินเนื้อเป็นสิ่งต้องห้ามทางศาสนาอย่างเด็ดขาด

 

เขาจะแก้ตัวยังไง...อยากรู้ต้องอ่านเอง 555

 

แต่ด้วยการเดินทางแบบลุยเดี่ยวและสัมผัสกับของจริงนั่นเอง ที่ทำให้เขาพบเจอกับน้ำใจดีงามด้วยเหมือนกัน และมีมิตรสหายต่างวัยที่น่ารักน่าชังซะด้วย มันเป็นอะไรที่จริงมากถึงขนาดมีรูปถ่ายและชื่อเสียงเรียงนาม อย่าง “ปาป้า” ชายชราเจ้าของเกสต์เฮาส์ที่จับได้ว่าเขากินมาม่ารสเนื้อ, หนุ่ม ”ดั๊บดู้”บังเอิญเจอกันที่สถานีรถไฟ แล้วในที่สุดก็ได้ไปค้างบ้านซะหลายวัน, หรือราจีฟน้อยกับเจ้าอูฐกัปตันที่ตลกมากและเกรียนมากจริงๆ

 

มันทำให้เรารู้สึกว่า เออ อินเดียก็มีเสน่ห์ว่ะ

 

และการเดินทางคนเดียวมันก็มีเสน่ห์เหมือนกันนะนี่...

 

 

 

5

ส่วน “ทารกเที่ยงคืน” นั้น ใช้วิธีเขียนที่เรียกว่า “สัจนิยมมหัศจรรย์ (Magical Realism)” ก็คือหมายถึงว่า เขียนถึงเรื่องในชีวิตทั่วๆ ไปในโลกแห่งความเป็นจริงนี่แหละ แล้วก็อยู่ดีๆ ก็มีอะไรแปลกๆ โผล่มา แบบที่ไม่ใช่ยูเอฟโอน่ะ 555 เก็ทไหม

 

อย่างเรื่องนี้ มันเป็นเรื่องเกี่ยวกับเด็กชายซาลีม ไซนาย ...ตอนแรกซาลีมเล่าถึงตาของมันและพ่อของมันก่อน (หนึ่งในสามของเล่ม!) กว่าอินเดียจะประกาศเอกราชแล้วตัวเองถึงจะโผล่ออกมา เกิดที่ไหน ทำอะไร เข้าโรงเรียนอะไร ฯลฯ แต่แล้ววันดีคืนดีเขาก็เกิดมีหูทิพย์ขึ้นมา (หรือว่าจมูกทิพย์?) สามารถได้ยินเสียงความคิดของทุกคนผ่านทางจมูก ความคิดของพ่อแม่ ของ “ทารกเที่ยงคืน” คนอื่นๆ ที่มีพลังพิเศษ รวมถึงได้ยินความคิดของ “ผู้นำอินเดีย” ด้วย

 

เอิ่ม...

 

นั่นแหละ

 

“ทารกเที่ยงคืน” เต็มไปด้วยเรื่องราวชีวประวัติ ซึ่งซาลีมก็บรรยายรายละเอียดชีวิตของญาติเขาจนครบทุกคน ...ซึ่งทุกคนต่างได้รับผลกระทบจากความเปลี่ยนแปลงในอินเดียไม่มากก็น้อย เริ่มตั้งแต่ยุคที่คุณตาของซาลีมกลับจากเรียนหมอที่อังกฤษ ...มั้ง ไปจนถึงตอนที่พวกอังกฤษถอนทัพไปแล้ว และครอบครัวของซาลีมมาซื้อบ้านเก่าของคนอังกฤษที่บอมเบย์ จนกระทั่งถึงสงครามอินเดีย-ปากีสถาน-บังกลาเทศ และยุคสมัยของนางอินทิรา คานธี

 

มีอยู่เรื่องนึงที่เราสนใจมาก คือเรื่อง “การเมือง” ในอินเดีย ...คือมันเหนือความคาดหมาย (ของเรา) น่ะนะ เพราะเราไม่เคยมองอินเดียในแง่การเมืองมาก่อนเลย สำหรับเราพูดถึงอินเดียเรามักจะนึกถึงความรุ่มรวยทางศิลปวัฒนธรรม แต่อินเดียที่เราเพิ่งอ่านนี้ มันเหมือนจะมีทุกฝักฝ่ายการเมืองอยู่ในนั้น ทุนนิยม สังคมนิยม ทหารนิยม คอมมิวนิสต์นิยม อนุรักษ์นิยม ฯลฯ แล้วก็เหมือนจะมีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงทั้งด้านเศรษฐกิจ เชื้อชาติ และศาสนา(มีครบทุกศาสนาเหมือนกัน) แล้วปัญหาบางอย่างในอินเดียมันก็คล้ายเมืองไทยสมัยนี้มากจนน่าตกใจ มันคงจะเป็นปัญหาสากลโลกละสิ...

 

ซาลีมเล่าราวกับว่าเรื่องสงครามและการแก่งแย่งอำนาจทั้งหลายในอินเดียมีส่วนเกี่ยวเนื่องผูกพันกับชีวิตของเขา เนื่องจากเขาเกิดในเวลาเที่ยงคืนตรง ซึ่งเป็นวินาทีที่อินเดียประกาศเอกราช --- คือวินาทีที่อินเดีย “เกิดใหม่” นั่นเอง เสมือนว่าตัวเขากับประเทศอินเดียเป็น “ฝาแฝด” กัน และเมื่อเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา ประเทศอินเดียก็จะได้รับผลกระทบ อะไรประมาณนี้

 

อ่านตอนแรกเราก็ขำเหมือนกันนะ เหมือนแบบ แหม่...นางเอาตัวเองเป็นศูนย์กลางมาก... ถ้าจะเล่าแบบไทยเวอร์ชั่นก็จะเล่าว่า “ที่จริงแล้วไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์หรืออุดมการณ์อะไรหรอกครับ รัฐบาลสั่งปราบเสื้อแดง/เสื้อเหลือง ก็เพราะตัวผม เพราะว่ามีผมร่วมชุมนุมอยู่ในนั้น พวกเขากะจะกวาดพวกเสื้อแดง/เสื้อเหลืองเข้าค่ายกักกั้นให้หมดเพื่อจะได้ตรวจหาทีละคนๆ ว่าผมคือคนไหน ฯลฯ”

 

หรือบางทีก็เป็นในทางกลับกัน คือเกิดอะไรขึ้นกับอินเดีย แล้วเขาก็จะได้รับผลกระทบ เช่นตอนที่เขาต้องย้ายไปอยู่บังกลาเทศ เขาก็สูญเสียความสามารถพิเศษ(หูทิพย์) ไป เพราะเขาไม่ได้ยืนอยู่บนแผ่นดินฝาแฝด หรือตอนที่ “อาดัม” เอ่อ...ลูกของเขา...ป่วยเป็นวัณโรคตลอดการประกาศภาวะฉุกเฉิน แล้วพอยกเลิกปุ๊บ นางก็หายปั๊บ ฯลฯ

 

ตอนแรกเราก็อยากรู้เหมือนกันนะ ว่าเขาใช้วิธีเล่าแบบนี้เอาฮาหรือยังไง แต่อ่านไปอ่านมาก็พอเข้าใจ มันเหมือนเค้าต้องการแสดงให้เห็นชีวิตของคนธรรมดาที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและ/หรือการเติบโตของบ้านเมือง คือถ้าเล่าแบบหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ มันก็คงรู้สึกว่าอินเดียสำคัญมาก และคนธรรมดาตัวเล็กกระจิ๋ว แต่เล่าแบบนี้ --- แบบ “ประวัติศาสตร์เวอร์ชั่นของผม” ที่ซาลีมชอบอ้าง --- มันจะเหมือนดึงเอาคนธรรมดาขึ้นมาเป็นศูนย์กลาง ทำให้เห็นว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเขาก็ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กัน

 

อีกอย่างนึงที่อดพูดถึงไม่ได้เลยก็คือเรื่อง “วรรณศิลป์” คือมันเป็นเรื่องที่วรรณศิลป์เมพมาก เหมือนเข้าไปในโลกอะไรสักอย่างที่มีสีสันจัดจ้า บรรยายครบทั้งรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจริงๆ ทั้งบ้านคนมีฐานะ สลัมนักมายากล และสภาพของพวกทหารในสงครา