พี่เจ้อกับวรรณ #4 โปรเจคไฟแรงของนายมิกกี้

 

 

มิกกี้ พนักงานหนุ่มจบใหม่ เลเวล 0 อายุ 22 ปี, ขาว, ตี๋, และกระตือรือร้น ถึงเขาจะเพิ่งเริ่มงานใหม่ได้เพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่เขาก็มีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่ง ว่าแผนงานที่เขาคิดขึ้นมานี้มันเจ๋งที่สุด และจะนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่องค์กรอย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนเลย

               

เอาละเว้ย... มิกกี้คิด ...ฉันจะแจ้งเกิดที่นี่แหละ

               

ในขณะเดียวกัน พี่เจ้อ หรือนายโรเจอร์ เลเวล 4 หัวหน้าแผนกเล็กๆ น่ารักแผนกนั้นก็กำลัง แ ส ร้ ง ทำท่าครุ่นคิดเรื่องแผนงานของเจ้าหนุ่มมิกกี้ วันนี้พี่เจ้อแต่งตัวต่างจากทุกวัน เสื้อเชิ้ต เนคไท กางเกง สีดำสนิท ไม่มีเลื่อมสีทองแพรวพราว แต่อย่าคิดว่าพี่เจ้อจะลืมสีทองของโปรดของตัวเองไปได้ง่ายๆ, ไม่มีทางอยู่แล้ว - - เขาแค่เปลี่ยนจาก “ตัว” ไปเป็น “หัว” เท่านั้นเอง วันนี้พี่เจ้อโปรยกากเพชรสีทองลงบนจะงอยผมโมฮอค และสวมแว่นกันแดดใหม่เอี่ยมที่เลนส์เคลือบสีทองวาวๆ เหมือนแมลงอวกาศ มิกกี้ไม่กล้าสบตาพี่เจ้อเลย ทั้งๆ ที่ปกติเขาพูดกับใครต้องสบตาทุกครั้ง - - ไม่ใช่เพราะกลัวอะไรหรอก แต่เพราะมันเวียนหัวต่างหาก

               

พระเจ้าเถอะ... หนุ่มมิกกี้สบถอยู่ในใจ ...ช่วยถอดไอ้แว่นบ้าๆ นี่ซะทีด้ายม้ายย จะอ้วกอยู่แล้ววว...

               

“อืมม...” พี่เจ้อจับคาง ทำท่าครุ่นคิด ทั้งๆ ที่รู้ว่าไม่จำเป็นต้องคิดอะไรเลย ไอ้แผน-ใหม่-ไฟ-แรง แบบนี้น่ะไม่มีทางหลุดรอดไปได้อยู่แล้ว

               

“ว่าไงครับ” มิกกี้ถาม มองเขาอย่างคาดหวังเต็มที่

               

“ไม่ผ่าน!” พี่เจ้อประกาศ

               

“อ้าว!” มิกกี้ร้อง “ทำไมล่ะครับ”

               

“พี่บอกให้เราคิดแผนสำหรับแผนกของเรา ไม่ใช่แผนที่จะให้ ทุ ก แ ผ น ก ช่วยกันทำ”

               

“แต่มันเป็นทางเดียวที่จะทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงนะครับ!”

               

“นี่ เลิกคิดเรื่องความเปลี่ยนแปลงทีเถอะ”

               

มิกกี้จ้องมองพี่เจ้อ พี่เจ้ออดรู้สึกไม่ได้ว่าดวงตาของหนุ่มมิกกี้เหมือนมีเปลวไฟลุกโชน อืมม...ชักสนุกละสิ

               

“แต่ว่าผมนั่งศึกษาโครงสร้างองค์กรมาทั้งคืนเลยนะครับ! อย่างน้อยพี่เจ้อก็น่าจะช่วยคุยกับหัวหน้าแผนกคนอื่นๆ อย่างคุณวรรณ หรือคุณสุ...” มิกกี้ชะงักเมื่อพี่เจ้อเริ่มหัวเราะก๊ากๆ ดังลั่น

               

“คุยกับ...คุณสุ...เนี่ยนะ...ฮ่าๆๆ เรารู้จักคุณสุรึเปล่า ไอ้หนู ฮ่าๆๆๆ”

               

มิกกี้ไม่พอใจมากเมื่อหัวหน้าหัวเราะเยาะถึงเพียงนั้น “ขอความร่วมมือกันก็ไม่เสียหายนี่ครับ”

               

“ใช่ๆ ไม่เสียหาย” พี่เจ้อควานหาแก้วน้ำ “แต่ฉันไม่คุยให้หรอกนะ”

               

“งั้นผมคุยเองครับ!” มิกกี้ประกาศ ทุบกำปั้นลงบนตัก พี่เจ้อนึกอุปาทานเห็นไฟลุกขึ้นมาจากกำปั้นนั้น ลามไปทั่วร่างของมิกกี้เหมือนเขากลายเป็นซุปเปอร์ไซย่า ฮ่าๆ...แกล้งเด็กสนุกจริงๆ...

               

พี่เจ้อจิบน้ำช้าๆ จับตามองเด็กใหม่ของเขา “ผมไม่สนหรอกว่าพวกพี่จะตั้งแง่อะไรกัน” มิกกี้พูดเสียงดัง “เราอยู่องค์กรเดียวกันก็ต้องมีเป้าหมายร่วมกันไม่ใช่เหรอครับ และถ้าวิธีเดิมๆ - - วิธีที่พวกเราแยกกันทำงานมันไม่มีประสิทธิภาพ...”

               

“นี่...ขอถามอะไรหน่อยนะ...” พี่เจ้อขัด ชูแก้วน้ำให้มิกกี้ดู “เคยสงสัยบ้างมั้ยว่าทำไมบนโต๊ะหัวหน้าต้องมีแก้วน้ำ?”

               

มิกกี้ชะงักกึก ตามไม่ทันว่าพี่เจ้อหมายถึงอะไร และวินาทีถัดมา พี่เจ้อก็สาดน้ำโครมใส่หัวตั้งๆ ของนายมิกกี้ - - - ด้วยความโหดเหี้ยมเท่าที่แว่นตาแมลงอวกาศสีทองจะอำนวย

               

“โอ๊ย!”

               

เปลวไฟในอุปาทานของพี่เจ้อดับมอดลงพร้อมเสียงซ่าๆ

               

“อะไรครับเนี่ย”

               

“เค้าให้หัวหน้าทุกคนมีแก้วน้ำอยู่บนโต๊ะ เอาไว้จัดการกับเด็กใหม่ไฟแรงยังไงล่ะ” พี่เจ้อกล่าวอย่างเคร่งขรึม ทั้งที่ในใจทั้งขำและสะท้อนใจในขณะเดียวกัน โอเค...ไอ้เจ้อ...อย่าไปสงสารมัน...แกก็เคยโดนมาก่อน...

               

มิกกี้เช็ดน้ำออกจากตา กล่าวด้วยสีหน้าบึ้งตึง “แต่ผมมั่นใจว่าผมทำได้”

               

“โวะ” พี่เจ้อวางแก้วน้ำลง “ยังไม่เลิกอีกนะ”

               

“ก็พี่เจ้อบอกเองนี่ครับ!”

               

“บอกอะไร?”

               

“พี่เจ้อบอกว่า แผนกของคุณสุใช้งบประมาณมากที่สุด รองลงมาก็คือของคุณวรรณ แล้วก็ของเรา ผมก็เลยคิดแผนนี้ขึ้นไง เราสามแผนกร่วมมือกันพัฒนาโปรดักต์ที่ดีที่สุดแค่ ชิ้ น เ ดี ย ว  ถ้าเรา ยุ บ โปรดักต์ของคุณวรรณกับคุณสุ แล้วเอาคนมารวมกัน มันจะทำให้...”

               

พี่เจ้อมองมิกกี้ตาค้าง ...ไม่นะ เด็กคนนี้...

               

ทำไมมันถึงคิดอย่างที่ฉันเคยคิดเมื่อหลายปีที่แล้ววะเนี่ย?

 

/////

 

สิบนาทีต่อมา เด็กใหม่ของวรรณก็รับโทรศัพท์ แล้วก็หันมาบอกนาย “คุณวรรณคะ คุณโรเจอร์ขอคุยด้วยค่ะ”

               

วรรณยื่นมือ รอรับโทรศัพท์ ทั้งๆ ที่สายตายังจดจ่ออยู่กับคอม

               

“เอ่อ คุณโรเจอร์บอกว่าให้คุณวรรณไปหาที่ห้องน่ะค่ะ”

               

วรรณถอนหายใจ เซฟดราฟท์อีเมลอย่างเสียมิได้

               

...โอ๊ย พี่เจ้อ!

 

/////

 

วรรณเดินเข้าไปในห้องพี่เจ้อที่เปิดประตูค้างไว้ “ว่าไงคะ”

               

พี่เจ้อกับมิกกี้เงยหน้าขึ้นจากการสนทนาอันร้อนแรง หันมามองสาวผมสั้น ตาสวย หน้าตาย และสวมเสื้อสีฟ้าเรียบร้อยตลอดกาล แววตาของพี่เจ้อแสดงความตื่นเต้นเป็นอันมาก จนวรรณนึกอุปาทานเห็นเปลวไฟลุกโชติช่วงอยู่ในดวงตาตี่ๆ คู่นั้น (พี่เจ้อถอดแว่นแมลงอวกาศแล้ว)

               

“วรรณ” พี่เจ้อเริ่ม ผายมือไปทางมิกกี้ “เด็กใหม่ของพี่มีโปรเจคใหม่น่ะ อยากจะขอยืมคนของเธอสักหน่อย”

               

วรรณพยักหน้า มองเด็กหนุ่มที่ท่าทางไฟแรงไม่แพ้กัน “ไม่เกินสิบนาทีได้มั้ยคะ?”

               

พี่เจ้อหัวเราะพรืด “งานด่วนขนาดนั้นเชียว”

               

“ค่ะ” วรรณตอบ ดูนาฬิกา

               

“ไม่ถามเหรอว่ากี่คน” พี่เจ้อถามกลับ

               

คราวนี้วรรณที่หน้านิ่งมาตลอดเริ่มมีท่าทางประหลาดใจ “กี่คน? จะเอามากกว่าหนึ่งคนเหรอ”

               

“มิกกี้ อธิบายให้คุณวรรณฟังซิ”

               

วรรณยืนนิ่งฟังมิกกี้แจกแจงแผนงานรวมโปรเจคของเขา โดยมีพี่เจ้อคอยสนับสนุน เธอแปลกใจที่มันคล้ายกับไอเดียบางอย่างที่เธอกับพี่เจ้อเคยคุยกันเมื่อนานมาแล้ว - - ยุบผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีประโยชน์เท่าไหร่มารวมกัน แล้วมุ่งมั่นทำชิ้นเดียวชิ้นนั้นให้ดีที่สุด - - แต่เธอก็ผลักความคิดนั้นกลับเข้าไปในส่วนลึกที่สุดของสมอง ...มันไม่มีประโยชน์หรอก เธอบอกตัวเอง ถึงแม้ว่าฉันจะ... ไม่ๆ มันไร้สาระ ให้ตายเถอะพี่เจ้อ...เรียกฉันมาฟังอะไรเนี่ย…เรายังไม่อยากโดนไล่ออกกันใช่มั้ย?

               

“ซื้อมั้ยวรรณ” พี่เจ้อถามอย่างกระตือรือร้น

               

“เอาเลยครับคุณวรรณ” มิกกี้สนับสนุน “ถ้าไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำตอนไหนล่ะครับ”

               

“ใช่” พี่เจ้อว่า “แล้วพี่ก็รู้ว่าเธอทำได้ ถ้าเธอโอเคเมื่อไหร่ เราก็ค่อยไปปราบคุณสุ เธอจัดการได้อยู่แล้วนี่”

               

“พี่เจ้อบอกผมว่าคุณวรรณก็มี วิ สั ย ทั ศ น์ แบบนั้น”

               

“เอาเลยวรรณ” พี่เจ้อว่า “เดี๋ยวพี่กับมิกกี้จะลองปรับแผนให้เหมาะกับเราสองคนก่อน แล้วเรื่องคุณสุค่อยว่ากันที่หลัง...”

               

วรรณคว้าโทรศัพท์โต๊ะพี่เจ้อ กดเลขสามสี่ตัว ขณะที่พี่เจ้อกับเด็กมิกกี้ช่วยกันคิดรายละเอียดอย่างอื่นเพิ่มเติม  “ฮัลโหล นี่พี่เอง ช่วยเอาไอ้นั่นมาให้หน่อย จ้ะ นั่นแหละ”

               

แล้วเด็กใหม่ของวรรณก็เอาสิ่งนั้นเข้ามาให้ แล้วก็จากไปอย่างเงียบกริบ โดยที่พี่เจ้อกับมิกกี้ไม่ทันสังเกตเห็น

               

“อ๋อ รู้แล้ว! ถ้าตัดตรงนี้ออกไปหน่อยหนึ่ง...” พี่เจ้อตวัดปากกาขีดฆ่า แล้วเติมแผนผังใหม่อย่างรวดเร็ว

               

“โอ้! จริงด้วยครับ! พี่เจ้อนี่สุดยอดจริงๆ อ้อ! ผมว่าถ้าเติมตรงนี้อีกหน่อย...”

               

“นั่นแหละๆ ใช่เลย เก่งเหมือนกันนี่หว่า!”

               

“ก็ผมบอกแล้ว!”

               

“วรรณ นี่ไง มาดูนี่สิ” พี่เจ้อกวักมือเรียก ทั้งๆ ที่สายตายังจดจ่อกับแผนผัง “เธอว่าไง” มีเสียงฝีเท้าของวรรณเดินเข้ามาใกล้ แล้วในที่สุดพี่เจ้อก็เงยหน้าขึ้นมอง - - -

               

ฟู่ววว!!!

               

โฟมสีขาวพุ่งเข้าใส่หน้าพี่เจ้อเต็มรัก เด็กมิกกี้เงยหน้าขึ้นมองด้วยความประหลาดใจ จึงถูกโจมตีด้วยโฟมสีขาวเข้าไปอีกคนหนึ่ง เปลวไฟซุปเปอร์ไซย่าที่พวยพุ่งอยู่รอบตัวทั้งสองในอุปาทานของวรรณดับมอดลงในทันที

               

“โอ๊ย วรรณ!” พี่เจ้อละล่ำละลัก ปัดปุยฟองออกจากตา “นี่มันอะไรของเธอเนี่ย!”

               

“อ้าว” วรรณทำหน้าตาย ชูวัตถุสีแดงในมือ “พี่เจ้อไม่สงสัยเหรอคะ ว่าทำไมเราต้องมีถังดับเพลิงอยู่ทุกมุมตึก?”

               

“ห่ะ...” พี่เจ้อพูดไม่ออก

               

วรรณยิ้มสะใจ จากนั้นก็หันหลังให้สิ่งมีชีวิตทั้งสองที่กำลังจมอยู่ในฟองสีขาวฟูฟ่อง เธอเดินมาได้ครึ่งทางแล้วก็หยุด ภาพของเธอกับพี่เจ้อที่กำลังถกเถียง “แผนการยุบคุณสุ” เมื่อหลายปีก่อนวนกลับเข้ามาในความทรงจำ

               

วรรณหลับตาลง

ถังสีแดงยังหนักอึ้งอยู่ในมือ...

 

 

 

Wrote: SEP 2013 

 

Comment

Comment:

Tweet

@ลอยลมเล่น กะแล้วเชียวว่าถังดับเพลิงจริงๆ ไม่ใช่แบบนี้ 555 sad smile confused smile

#3 By ชุน on 2013-09-21 20:23

หึๆๆๆ เห็นภาพมากเลยนุช ตลกร้าย ไฟแรงของคนรุ่นใหม่มันค่อยๆ มอดลงเรื่อยๆ

#2 By Raina_Amari on 2013-09-21 20:17

ตลกร้ายของชีวิตการทำงานจัง
แต่ถังดับเพลิงนี่เคยดูที่เขาฉีดจริงแล้ว   แรงดันและกลิ่นมันเหม็นมากเลยนะคะ   ออกจะเป็นแป้งฝุ่น  นึกไม่ออกว่าฉีดคนจริงๆใกล้ๆจะเป็นอันตรายไหม
อ่านเรื่องนี้แล้วนึกถึงนักการเมือง ใหม่ๆ อาจจะมีไฟแรงอยากทำงานเพื่อบ้านเมืองก็ได้    แต่พออยู่ไป ไฟนั้นก็ต้องมอดไปเพราะความห่วงตัวเองมากกว่า เพราะคนเก่าๆเป่าหูว่าทำไม่ได้  เพราะว่าลงมือทำแล้วอุปสรรคเยอะเหลือเกิน ประเทศไทยก็เลยไม่พัฒนาเสียที

#1 By ลอยลมเล่น on 2013-09-07 21:45