ARTS-CHULA

เสื้อยืด...ตัวตุ่น

posted on 24 May 2009 23:45 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA, TOON

เริ่มยังไงดี

คือ

บ้านรับน้องของเราทำเสื้อขายเมื่อวัน cu firstdate
ทำ 100 ตัว สีชมพู 50 สีดำ 50

แต่ร้านที่เราไปทำ เค้าทำตัวสีชมพูมา ไซส์ไม่ตรงกับที่ให้ดูตอนแรก เห็นแล้วเกือบไม่อยากขาย เพราะมันตัวใหญ่มากกกก
ส่วนตัวสีดำ เค้าก็ทำลายเล็กกว่าในแบบที่เราเอาไปให้ ออกมาน่าเกลียดสุดๆ สกรีนเล็กนิดเดียว

เซ็งที่สุดในโลก

ดวงซวยตลอด

แล้วเราเป็นแม่บ้านด้วยไง รู้สึกเหมือนต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ แต่ก็ ไม่ได้กลัวขายไม่ออก เท่า กลัวเพื่อนไม่มาช่วยขาย

บ้านเราเป็นบ้านเล็ก มี่พี่บ้านรวม 4 ชั้นปีแค่ 50 กว่าคน แต่ปีที่เราเป็นแม่บ้านแจ็คพอตมาก สอบซัมเม่อเลื่อนเพราะเรื่องม็อบเสื้อแดง ทำให้เพื่อนติดสอบเยอะ มาช่วยไม่ได้ซักที แล้วก็มีสมาชิกบ้านจำนวนมากที่ทำหลายงาน ทำงานคณะด้วย ทำงานส่วนกลางด้วย

ทำให้มันไม่ว่างกันซักที ไม่ได้ซ้อมสันกันซักที ไม่ได้คุยงานกันซักที

วันจริง

ขายเสื้อสีชมพูได้ 38 ตัว ขายสีดำได้ 8 ตัว

เจริญมาก ขาดทุนสองพันกว่า

แต่ขอบคุณทุกคนที่มาช่วยขายมากๆเลย โคดเมื่อยอ่ะเนอะ เราพยามกันเต็มที่แล้วมันได้แค่นี้จิงๆ
แต๊งกิ้วน้า เบส (ที่ไม่ได้อยู่จุฬาแต่ก็มาช่วยขาย), ของขวัญ, ไนซ์ (ที่เราไปลากมาจากโต๊ะลงทะเบียนของเสดสาด), พี่ซาวด์, สรณ์ (แบกหนักมั้ยวะ), เบนซ์ (ที่แวะๆมา), พี่หว่า, พี่เจน, พี่แพรว (ที่อยู่บ้านอื่นแต่ก็แวะมา), พี่ฮั้ว (แม่บ้านคนเก่าที่ไม่ทอดทิ้งกัน), และพี่ดรีม พ่อบ้าน (มุกเรียกน้องฮาโคด เล่นอ่านป้ายชื่อที่น้องลืมถอด "แนนๆ...จำได้มั้ยเราเจอกันที่สยามวันนั้นไง" 555 ) 

มันยังเหลือวันที่น้องต้องมาตรวจร่างกายที่ศาลาพระเกี้ยวอีก 3 วัน

วันแรก สายเพราะข่าวร้าย ส่วนกลางลืมใส่ชื่อบ้านเรากับบ้านฮา ในใบประชาสัมพันธ์บ้านรับน้อง

เยี่ยมเลย ขำมาก

เค้าบอกว่าจะมีแจกใบประมาณนี้รอบสอง คราวหน้าจะมีชื่อบ้านเราแน่ๆ
เราเลยบอกให้เค้าลงขอโทษไว้ในใบใหม่ด้วย

จะคอยดูว่ามีรึเปล่า

มีการมาบอกอีกแหนะ ว่าถ้าลงขอโทษแล้ว จะทำให้เราเด่นเกินบ้านอื่นๆ ทำให้บ้านอื่นๆไม่พอใจ

ไอบร้า

ความผิดใครกันเนี่ย

คุยเสร็จ เราก็ไปยืนกันประมาณครึ่งชั่วโมง มีเรากะพี่ดรีมแล้วก็พี่เจน แต่คนขายของเยอะมาก แค่ครึ่งชั่วโมงก็เริ่มปลงละ เลยไปกินข้าวเที่ยงกันแล้วก็ไม่ได้ขายต่อ

วันที่สองก็ไม่ได้ขาย นั่งร้อยเชือกป้ายชื่อน้องกัน

รู้สึกผิดแฮะที่ทำบ้านขาดทุน น้อยหน้าเพื่อนๆที่ทำบ้านอื่นด้วย เพราะมันขายกันได้เยอะกว่า บางคนขายหมดไม่ก็เกือบหมด แต่อย่างน้อยก็ได้กำไร พั้นช์, ก้อย, ฝ้าย ที่ทำเสื้อขายกันเองก็คุ้มทุนละ เหมือนบ้านเราไม่มีสปิริตเหลือแล้ว พอคนน้อยแล้วเงียบเหงาว่ะ

กลับบ้านไป แม่ก็ถาม "เป็นไงเสื้อขายหมดยัง"
ไม่รู้จะตอบไงดี

อาจจะเป็นเพราะบ้านเรามีแผนสอง คือ ถ้าเสื้อเหลือ ก็เอาเป็นเสื้อพี่บ้าน ไม่ต้องทำเสื้อพี่บ้านใหม่ ก็เลยไม่คิดว่า "เฮ้ย ต้องหมด ต้องสู้เว้ย" อะไรแบบนี้มั้ง

หรือปัญหาอาจจะอยู่ที่เราเองก็ได้ ที่รู้สึกไม่อยากขายตั้งแต่เห็นเสื้อ

แต่เราอยากให้ขายหมด อยากให้ได้กำไรด้วย เพราะเปิดเทอมไปจะได้เอาไว้นัดบ้าน ให้น้องบ้านเจอกันบ่อยๆ จะได้ไม่มีปัญหา บ้านแตก เหมือนปีเราที่นัดบ้านแค่ 2-3 ครั้ง ผลออกมาก็คือ มีแต่คนย้ายออก

พวกที่ย้ายออกน่ะ เป็นพวก "ความหวังของบ้าน" ทั้งงั้น 5555

คิดไปคิดมาเลยโทรไปคุยกับแอม แล้วก็โทรตามพี่ๆบางคนที่ว่าง ให้มาขายเสื้อวันศุกร์กัน วันสุดท้ายแล้ว อยากลองดูว่าเราจะคุ้มทุนได้ไหม

วันรุ่งขึ้น เทวดาชั่วร้ายมาก ฝนตกตั้งแต่ตี 3 เราไปถึงจุฬาตั้งแต่ 8 โมงกว่า ฝนยังไม่หยุดตก ไปเจอ แอม ที่บอกว่าจะมาช่วยขาย แต่มันต้องไปงานกะแม่ตอน 10 โมง ก็เลยได้แค่นั่งเม้ากัน 555

แต่ขอบคุณมากนะเว่ยสำหรับกำลังใจ

10 โมงกว่า เรากะพี่ดรีมก็ไปยืนขายเสื้อกันที่ใต้ศาลาพระเกี้ยว เพราะฝนยังไม่หยุด

และ

ขายได้!

ไม่น่าเชื่อแฮะ

พอขายได้สองสามตัว พี่เจนก็มาช่วย แล้วก้อขายได้อีกสามสี่ตัว

มี่พี่คนนึง อยู่สินกำ แต่จบไปแล้ว ทำงานเรื่องเสื้อผ้าอยู่ที่แม่ฮ่องสอน เค้ามาซื้อเสื้อเราด้วยหละ บอกว่าลายน่ารัก ว้าวๆ 555

เพื่อนอีกคน ที่ยืนขายอยู่ข้างๆ ก็ซื้อของเรา ทั้งๆที่เราไม่ได้ซื้อของเค้าตอบ

จนบ่ายโมง เราขายได้ประมาณ 7 ตัว เราซื้อเองอีกตัว แล้วเพื่อนในบ้านก็ซื้อเองสองสามตัว สรุปคือ เสื้อชมพูขายหมด

ขาดทุนแค่พันนึงเท่านั้น

ส่วนเสื้อสีดำ ก็เป็นเสื้อพี่บ้าน
เรียกว่า ไม่ขาดทุนแล้ว ได้มั้ยเนี่ย เพราะเสื้อพี่บ้านประมาณ 40 ตัว ถ้าเอาไปให้ร้านทำตัวละ 70-80 ก็จะเสียเงิน เกือบ 3000

ดีใจจัง

ส่วนใหญ่ที่มาซื้อเสื้อเราวันสุดท้าย มีแต่ผู้ปกครองแฮะ ขนาด+ลายมันไม่โดนใจวัยรุ่นมั้ง 555 เราเลยคิดกันเล่นๆว่าปีหน้าจะทำเสื้อ "ลูกกูติดจุฬาฯ"

วันนั้นรู้เลยว่าทุกอย่างมันขึ้นกับ กำลังใจ จริงๆ ถ้าไม่ยอมแพ้ก็ทำได้ทั้งงั้น นี่ถ้าเราขายกันเต็มวันทั้ง 3 วัน อาจจะขายเสื้อสีดำได้บ้างก็ได้ 555

ได้รู้อีกอย่าง คือมีคนขาดทุนมากกว่าเราเยอะแยะ บางบ้านเสื้อเหลือเป็นร้อย มีพี่คนนึงทำเสื้อมาร้อยหรือสองร้อยตัวจำไม่ได้ละ แต่ขายได้แค่ 20 ตัวเอง บางคนก็ทำเสื้อมาทุนสูงมาก พวกเสื้อคอวี หรือสกรีนหลายสีแล้วขาดทุน เรานี่ถือว่าโชคดีแล้ว

เรากลัว ธุรกิจ กับ การตลาด ไปเลยว่ะ ขอสารภาพ

ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการทำยังไงก็ได้ให้โดนใจคนซื้อ ถ้าสินค้าไม่ดีเท่าไหร่ ก็ต้องลดแลกแจกแถม ไม่ก็ใช้ มารยา สารพัดแบบ 

เพื่อผลสรุปสุดท้าย คือ กำไร

เห็นมาแล้วกะตา

พวกที่เอาพี่สวยๆ มาดักน้องผู้ชาย เค้าไม่ซื้อก็ขวางทางไม่ให้เดิน เอาเสื้อพาดไหล่น้อง เอาสมุดยัดเยียดให้น้อง

มีน้องตั้ง 3 คนแหนะ ที่มาดูเสื้อเราแล้วใส่ไม่ได้ เพราะเค้าตัวใหญ่เกินไป เสียใจอ่า เค้าอุตส่าห์หวังว่าเสื้อเราใหญ่มากแล้วน่าจะใส่ได้ แต่ก็ใส่ไม่ได้ เราไม่ได้บังคับเค้าเลยนะ บอกให้ลองเลย ถ้าใส่ไม่ได้พี่ไม่ตื๊อ

ทำไมคนกลุ่มน้อยต้องถูกมองข้ามอยู่เรื่อย ถ้าเราเป็นพวกเค้า เราจะเสียใจป่าววะ

การขายของแบบนี้ มองที่คนส่วนใหญ่ก่อนเสมอ

ถ้าคราวหน้าเราทำเสื้อขนาดมหึมา กับเสื้อตัวจิ่ว และเสื้อ "ลูกผม/ลูกเดี๊ยนติดจุฬาฯ"
มันจะมีคนซื้อมั้ย จะมีคนตัวใหญ่กะคนตัวเล็กเดินผ่านเราบ้างรึเปล่าก็ไม่รู้ แล้วเราจะไปรู้ได้ไงว่าพวกผู้ใหญ่เค้าชอบเสื้อแบบนั้นกันรึเปล่า

 

 

คืนวันแรกที่ขายเสื้อ เรานั่งเปิดแฟ้มเก่าๆที่วาดรูปเล่นตอน ม.5-6 ดู

แล้วก็เจอสัตว์ประหลาดตัวหนึ่ง

เราเลยออกแบบเสื้อเอาไว้ อยากใส่เสื้อที่ไม่ใช่เสื้อ "ตลาด"
ไม่ต้องสนใจว่า คนส่วนใหญ่ จะชอบรึป่าว
เป็นเสื้อที่มีเรื่องราวของเราเองอยู่ในนั้น

มันออกมาเป็นแบบนี้

 

 

แม่เราฮามาก บอกว่าไอ้สัตว์ประหลาดตัวนี้ เหมือน ไอ้นั่น ฮ่าๆๆๆๆ จินตนาการบรรเจิดมาก แล้วแม่ก็ถามน้องเราว่ามันคือรูปอะไร น้องเราโคดใสซื่อเลย มันตอบว่า "ก็ไอตัวเนี้ยมันร้องไห้จะเอาดาว แต่ดาวแตก ดาวเนี่ยเป็นของเล่นของมันใช่มะ"

เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่ามันเป็นตัวอะไร แต่อยากให้เป็น ตัวตุ่น แฮะ ไม่รู้ทำไม

ตุ่นน้อย

555

ตอนม.6 เราวาดไว้เป็นแอนิเมชั่นทำมือ แบบที่เขียนไว้ที่มุมสมุด พอพลิกเร็วๆมันจะเคลื่นไหว

ความจริงมันเป็นตัวตุ่นที่สร้างดวงดาวได้

น่ารักมั้ยล่ะ

 

 

แต่ช่วงนี้กำลังรู้สึก...สูญเสีย

 

UNTITLED

posted on 08 May 2009 00:37 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA, MY-DAYS

ในที่สุด

มันก็เสร็จจนได้
หลังจากเหนื่อยกับมันมาหลายปี

ส่งเกือบเส้นตายพอดีอะ ต้องส่งเป็น ems. เปลืองตังอีก ถึงเราจะรู้สึกแย่นิดหน่อยที่เหมือนทำลวกๆ ไม่ค่อยได้ตรวจทาน แต่เรารู้ว่าเราทำดีที่สุด...เท่าที่จะทำได้แล้ว

อยากจะกรี๊ดดดดด!

ในที่สุดก็ทำสิ่งที่มีคนไม่อยากให้ทำได้แล้วโว้ยยย!!!

พูดไปก็รู้สึกผิด ไม่รู้จะทำไงดีกับไอ้ "ความรู้สึกผิด" อันเนี้ย เหมือนเรากำลังทำอะไรหลอกลวงเค้า

แต่ถ้าเราเลิกทำ เราตายแน่
แต่ถ้าเรายังคงทำให้เค้าเห็น เราก็ตายแน่เหมือนกัน

เสียใจมากๆอ่ะ อยากจะร้องไห้ดังๆ

แงๆๆๆๆๆ

เราไม่สงสัยเลยว่าเค้ารักเรารึเปล่า เค้าดีกับเราที่สุด ทุกๆอย่างจริงๆ
บางทีเรายังรู้สึกเลยว่าเค้ารักเรามากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ

แต่เราจะทำยังไงดี กับสิ่งที่เรารู้สึกว่า ยังไงก็ตาม...เค้าไม่ยอมรับเรา

มันไม่ใช่ ความฝันของเรา ว่ะ ดูโง่ น้ำเน่ามาก
รับไม่ได้จริงๆแฮะคำนี้ ฮ่าๆ
มันคือ สิ่งที่เราน่าจะทำได้ มากกว่า

เราเสียดายที่เผลอไปทำให้เค้ารู้
เสียดายที่ไม่ได้เก็บเอาไว้ตลอดไป

อะไรๆมันอาจจะดีกว่านี้

รู้มั้ย

มีเรื่องกับคนที่แย่ๆ มันโคตรจะง่าย เราจะยืดอกได้เต็มที่เลยว่าเราถูก เราดี เราเจ๋ง เราหาพวกได้
ต่อให้แพ้เค้าหรือโดนรังแกยังไง บางทีความภูมิใจอันนี้ก็ทำให้รู้สึกดีๆ

แต่ถ้ามีเรื่องกับคนดีๆหละ แล้วถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครถูกใครผิดล่ะ
เราจะแน่ใจได้ไงว่ามันไม่มีใครถูกใครผิด
หรือเราเป็นคนผิดเอง

เรายอมมีเรื่องกับคนแย่ๆซักสิบคน ยังดีกว่าต้องมีอะไรที่ "ตรงกันข้าม" กับคนที่แสนดีแบบนี้จริงๆ

ขอโวยอีกที

เสียใจมากกกกกก!

ขอโทษนะคะ

ขอโทษ...

***

 

 

 

จบ

เปลี่ยนเรื่อง

อ่อ ขอบอกก่อน ถ้าจะเม้นให้เราช่วยอย่าพูดถึงเรื่องข้างบน สนใจแต่เรื่องข้างล่างก็พอ

***

 

 

 

เลือกเอกแล้ว 

ลาก่อนเอกสเปน

ข้อดีของเอก
1.อุตส่าห์ได้ A นะเนี่ย 555
2.เป็นเอกเดี่ยว ไม่มีวิชาโท เวลาอ่านหนังสือก็ทุ่มแค่วิชาเดียว ชิวๆ สอบย่อยบ่อยๆ สอบปลายภาคน้อยๆ

ข้อเสีย
1.เราทนเรียนเอกเดี่ยวไม่ไหว ต้องเบื่อตายแน่ ยิ่งคณะนี้...
2.เราเกลียด conversation ของสเปนมากกก ฟังออก แต่พูดไม่ทัน เวลาสอบพูดเป็นคู่ ก็จะไปยืน blank อยู่ตรงหน้าเค้า ขายหน้าสุดๆ เหมือนพอเข้าไปในห้องแล้วสมองเราจะอันตรธานไปทันที ครั้งแรกสอบพูดคู่กับเพื่อนที่กำลังเป็นไข้เลือดออก แต่มันพูดมากกว่าเรา 5 เท่า ครั้งที่สอง โดนด่าว่า พูดช้ามาก แต่ก็ยังผัน verbo ไม่ถูก
3.แล้วอาจารย์ก็บอกว่า เวลาไปสมัครงาน ถ้าจะใช้สเปนสมัคร ต้องพูดอังกฤษได้ด้วย

กำ

ขอไปเรียนเอกอังกฤษก่อนนะ ยังใช้อังกฤษได้ไม่ถึงครึ่งของภาษาไทยเลย 555

ข้อดีของเอก (เท่าที่รู้)
1.ให้เลือกวิชาโท
2.ใช้ได้ตลอดกาล

ข้อเสีย
1.ยากมากกกก เจอแต่พวกขั้นเทพ
2.โหล ไม่ชอบ
3.หนีวิชาการพูดไม่พ้น เราโคดเกลียดวิชาแบบนี้อ่ะ แล้วสำเนียงอังกฤษเราก็ขายหน้าโรงเรียนมาก

คณะเราเอกอังกฤษตั้ง 80 กว่าคน เซ็งเลย 555 แต่เราจำใจเลือกเอกนี้เพราะจะโทการละคร ทำเบื้องหลัง เปนแพ็คเกจที่อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะงานโหดทั้งคู่

5555

เอาเหอะ

ถ้าไม่ได้โทละครเราคงเบื่อตายจริงๆว่ะ ยอมเสี่ยงเลย

แต่เลือกแบบนี้ก็ต้องมาเจอเรื่องที่บ้านอีก

ไม่พูดดีกว่า

***

 

 

รองจากภาคละคร ขอบคุณฝ่ายสาราฯ (หนังสือ) ของคณะมากๆ ที่ทำให้เราได้ทำอะไร

เพิ่งรู้ตัวว่าอยู่ได้เพราะสองอย่างนี้แหละ

ตอนเพิ่งเข้ามาใหม่ๆ เราไม่ได้คิดอะไร หวังแค่ได้ทำกิจกรรมเยอะๆก็พอ

อาจจะโมโหมาจากที่โรงเรียน ที่ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ ไอ้ที่ทำก็...นะ
ตัวอย่างเช่น ให้เราไปช่วยเขียนบทบางอย่าง กลายเป็นว่าเราต้องไปนั่งแก้สำนวนของบทที่บางคนกำหนดมาแล้ว แล้วมันก็ออกมากลวงๆ นึกว่าเรารู้สึกคนเดียว แต่ปรากฏว่า รุ่นน้องเค้าก็บ่นเหมือนกัน

อายอ่ะ

พอเข้ามา เราก็ทำทุกอย่างนะ เกือบทุกกิจกรรม แต่มันก็เหมือนเดิม เพื่อนเรามันไม่ทำกันแล้ว คงรู้ตั้งนานละ แต่เราพยามมองโลกในแง่ดีเกินไปว่ะ จนโดนเรื่องนกกระดาษงานจุฬาวิ.เข้าไป น็อกเลย

คิดว่าจะเลิกทำแล้ว

มีค่ายอาสาอีกอัน เราต้องแลกหลายอย่างเพื่อให้เข้าประชุมค่ายได้ทุกวันศุกร์ แต่พอเราหิ้วกระเป๋าไปตอนเช้า เรียนเสร็จยังไม่ทันทำค่าย ตอนเย็นก็ต้องหิ้วกลับ

เพราะตำรวจปราบพันธมิตร ที่บ้านไม่ให้ไปค่าย สั่งให้กลับเดี๋ยวนี้ จะเอารถมารับ
เค้าโทรไปหาพี่ประธานค่าย อาจารย์ที่ปรึกษาค่าย บอกให้เลื่อน แต่เค้าไม่เลื่อน
เรานั่งรอรถนานมาก เพื่อนๆไปไหนกันหมดแล้วไม่รู้
แต่พอขึ้นรถแล้ว พ่อดันถามว่า ตกลงจะกลับมั้ย
รู้สึกแบบ...

ปรอทแตก

สั่งให้กลับ แล้วทำไมต้องถาม
รู้อยู่ว่าเราจะเสียใจแค่ไหนถ้าไม่ได้ทำค่ายนี้ แล้วทำไมต้องถาม

แต่ตอนนั้นกลัวแม่มาก (แม่รออยู่ที่บ้าน) ไม่อยากมีเรื่องอะไรอีกแล้ว แล้วก็ประชดชีวิตด้วย

เค้าพูดเหมือนเรากำลังทำสิ่งที่ผิดอยู่ มีเหตุผลมากจนเราเชื่อ 

เราเลย...กลับบ้าน

อยากตายมากอ่ะตอนนั้น

ทุกอย่างที่ทำมากับมือล่มสลาย
ทำไมกุโง่งี้วะ

แม่ไม่ยอมให้ไปค่ายครั้งอื่นๆอีกแล้วด้วย เพราะไม่ใช่ค่าย "หญิงล้วนสองวัน" เหมือนค่ายอักษรค่ายนั้น
ขณะที่น้องเราได้ไปค่ายแนะแนวคณะต่างๆไม่ต่ำกว่า 5 ค่ายแล้ว

โลกยุติธรรมมาก

เราจะจำการตัดสินใจครั้งนั้นไปชั่วชีวิต

***

 

 

เราชอบบอกคนอื่นว่าตัวเองว่าง

เราเพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้เอง ว่า ว่าง ของเรา ไม่ได้หมายถึง ไม่มีอะไรทำ
แต่หมายถึง ไม่ได้ทำที่อยากจะทำ

อย่าถามว่าอยากทำอะไร

เพราะเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ช่วงที่ปวดหัวกับไอ้นั่น เรานั่ง ว่างๆ ทั้งวัน รอเวลาดึกๆจะได้ทำมันให้เสร็จซักที
ทำไมสำหรับเรา กว่าจะได้ทำบางอย่าง มันถึงยากเย็นนักวะ
ทำอย่างอื่นก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำ กังวลว่ะ มันค้างคาว่ามันยังไม่เสร็จ
แต่พอได้เวลาจะทำให้เสร็จ ก็รู้สึกผิดบางอย่าง มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำรึเปล่า...

แต่มันก็จบไปแล้ว

จบไปแล้ว

โล่งแล้วหละ

เนอะ...

***

 

 

เราทำบ้านรับน้องด้วย

บ้านเราไซส์เล็กสุด (มี XL L M S) คนน้อยมาก อบอุ่น แต่อาจจะล่มได้

แล้วเราก็ได้เป็นแม่บ้าน เพราะเรา ว่าง ที่สุด (มีพ่อบ้านแม่บ้าน)

ยากเหมือนกันแฮะ 55

ช่วงนี้มีเรียนซัมเมอร์ แต่เราไม่ได้เรียน บางทีรู้สึกว่า ถูกโดดเดี่ยว ทุกคนไม่ว่างกันหมด

แต่เต็มใจทำ

เพราะอยู่บ้านเฉยๆไม่เวิร์คแน่ ไม่ได้ทำงานพิเศษเพราะอยากให้เวลากับไอ้นั่นที่เพิ่งทำเสร็จไป แล้วถ้าอยู่เฉยๆก็ต้องเจอเรื่องเครียดกว่ารับน้องเยอะแยะด้วย

อย่ารู้เลย พูดไปก็รู้สึกผิดเปล่าๆ

***

 

 

บล็อกนี้กี่เอนทรี่แล้ววะ
รู้สึกว่า เราเขียนแต่เรื่องตัวเอง
ดูเหมือนคน เห็นแก่ตัว ป่ะ

555

แค่เราคนเดียวจะมีเรื่องอะไรมากมายวะ
ชีวิตก็มีทุกอย่างพร้อมแล้ว

เราคิดไปเองแหงเลยเรื่องพวกนี้

นั่นแหละ ที่มาของชื่อบล็อก
เราเป็น...คนโชคดีที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย

***

 

 

ใครก็ไม่รู้ บอกว่า หยุดแสวงหาแล้วจะพบ
 

จริงป่าววะ

เรากำลังแสวงหาอะไรอยู่รึเปล่าเนี่ย
แล้วถ้าเราหยุด เราจะพบรึเปล่า
 

แต่ช่างเหอะ

เราจะไม่คิดเรื่องพวกนี้แล้ว จบแล้ว

จบแล้ว

จ บ แ ล้ ว

ไม่มีอะไรต้องหงุดหงิดอีก

ที่เหลือเราก็แค่เตรียมตัวให้พร้อมกับงานมหาโหดที่กำลังจะเจอ

บ้านอินเดียน่า!!!

และการเรียนที่อาจารย์ส.ขู่ว่าอาจจะไม่รอด

เอกอังกฤษ โทละคร

ก้อน่าพิสูจน์นะว่าเราจะรอดมั้ย (หมอดูบอกเกรดจะร่วง เราเชื่อตั้งแต่ก่อนเค้าจะบอก 555) ก้ออยากจะตั้งใจว่า...
ต่อไปนี้หนูจะจดงานให้เรียบร้อยค่ะ!

เราดูหนังสือเรียนพิเศษของน้องแล้วสำนึกผิดมาก ทำไมมันจดเรียบร้อยงี้วะ ถึงเราจะจดทันทุกอย่าง แต่มันก็เน่ามากจนเพื่อนไม่กล้าขอยืม (หรือเป็นแผนกำจัดคู่แข่ง 5555) พอเวลาสอบก็จะบ้า เพราะอ่านไม่ออกว่าเราจดอะไรมาบ้าง แถมยังไฮไลท์มั่ว สีเหลืองแสบตา สีส้มแปร๊ดกับสีม่วงเข้ม เปิดหนังสือแล้วอยากจะอ้วก 

อันไหนที่ต้องท่องก้อเสียเวลาลอกใหม่

โง่จริงๆ

ต่อไปนี้จะไม่ทำอย่างงั้นแล้วคร้าบบบ...

(ก็ตั้งใจอย่างงี้ทุกปี แต่ก็ยังเน่าทุกปีอยู่ดี เหอๆ)

 

 

ใช่แระ
พอไอ้นั่นเสร็จแล้ว
ก็เหลือแต่ความว่างเปล่า

 


แต่ก็หนีไม่พ้นจริงๆว่ะ เรามีสมุดสองเล่มเหลืออยู่ในลิ้นชัก เล่มนึงเป็นสมุดกระดาษสีดำที่เพื่อนให้วันเกิด อีกเล่มเปนสมุดสีครีมกระดาษกรีนรี้ด ได้มาตอนเล่นบัดดี้

สมุดปกขาว สมุดปกดำ

เปิดรอไว้ เผื่อมันจะกลับมา

เลือก(เพลง)(ให้)คณะ

posted on 01 Mar 2009 12:27 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA, MY-DAYS

วันนี้สอบ A-NET กันวันสุดท้ายใช่มะ

นึกถึงช่วงนี้ของปีที่แล้วจังเลยยย...

ตอนนั้นเราเลือกคณะแบบจับฉ่ายมาก ครอบจักรวาล 555
คงเป็นเพราะเราชอบหลายอย่าง ไม่ก็ไม่ถนัดซักอย่างแน่ๆ

แล้วเราก็ว่างขนาดเลือกเพลงให้คณะที่ตัวเองเลือกด้วย

ฮ่ะๆๆ

อยากฟังกันป่าววว

อันดับ 4 วารสาร ธรรมศาสตร์ :
อยากเรียน film เพราะเคยโกรธที่เพื่อนๆได้ไปดูหนังกัน แล้วที่บ้านไม่ให้เราไป
ไม่ให้ดูใช่มะ
เออ เดี๋ยวทำหนังเองก็ได้
แต่สุดท้ายมันก็แค่ฮาๆ

อยากบอกคณะนี้ว่า...อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ รักด้วยการ (ไม่) หวังอะไร


อย่างน้อย - Big Ass  

 

อันดับ 3 วิทยาคอม จุฬา :
อันนี้เลือกเพื่อประโยชน์ทางโลก
555
คิดว่าคอมมันดูไฮเทคดี แล้วก็น่าจะหางานได้
ประมาณว่า
ถ้าไม่ได้ทำอะไรที่อยากจะทำ อย่างน้อยก็มีกินละวะ! 
ถ้าเราติด com sci มันคงงอนมาก บอกว่า เออ...ก่อนคนนั้นของแกจะมา ให้ฉันนั่งเป็นเพื่อนไป
อย่างน้อยไม่เหงาใจ...
(แต่) เมื่อไหร่เขามา ฉันจะไป!!!


เมื่อเขามา ฉันจะไป - Endorphine   

 

อันดับ 2 สถาปัตย์ไอดี จุฬา :
อย่างที่เคยบอกไว้
เพิ่งรู้ว่าสถาปัตย์เค้าเรียนอะไรก็ ม.6 เทอม 2 แล้ว
เตรียมตัวไม่ทัน
ขอมอบเพลงนี้ให้เลย ...ผิด-ที่-เรา-เจอ-กัน-ช้า-ไป

ไม่มีทางจะมารักกัน...

ToT


ความลับ - Be My Guest  

 

อันดับ 1 อักษร จุฬา :
อันนี้แนวแค้นฝังหุ่น
เราถูกสถานการณ์บังคับให้เข้าสายวิทย์
แต่สุดท้ายก็รู้ตัวว่าไปไม่รอด ถึงจะรอด ก็ยาก
แล้วยังโดนท้าทายอีก...(จากใครบางคนที่จ้องคณะนี้ไว้เหมือนกัน)
มันวัดใจว่ะ
ว่าจะ...

กล้ากลับไปหาเขารึเปล่า?!?


กล้าพอไหมKar-Po-Mai - Potato  

 

สุดท้ายเราก็ติดคณะโปเตโต้

หนึ่งปีผ่านไป

อยากรู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

...หึ หึ หึ

จุฬาเป็น 'เพียง' หนึ่ง

posted on 30 Jan 2009 22:16 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA

ไม่ชอบที่ไปด่า
ไปหักหน้าข่มคะแนน
เป็นใครในดินแดน
จึงคิดว่าตนเหนือเขา

จุฬาเป็น 'เพียง' หนึ่ง
แม้เป็นหนึ่งในใจเรา
แต่อื่นก็เพื่อนเรา
ไปดูถูกเขาทำไม

เออใช่คะแนนดี
แล้วที่อื่นล่ะคิดไหม
เขาไม่ด้อยกว่าใคร
หรอกเพราะต่างก็....ต่างกัน

เรื่องหนึ่งของเราดี
เขาก็ดีอีกอย่างกัน
ทำไมต้องเหยียดกัน
ในเมื่อเขาก็มีดี

ทำไมต้องเหยียดกัน
ในเมื่อเราต่างเท่าเทียม

 

>>กลอนห่วย ไม่ได้แต่งมาชาติเศษ

แต่กำลังจะงานบอลแล้ว

เรารู้สึกบางอย่างอ่ะ

เราไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหมือนที่เคยเกิดขึ้น

เรารับไม่ได้เวลาเพื่อนๆ หรือชาวจุฬาบางคน ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นส่วนน้อย

ชอบไปดูถูกสถาบันอื่นว่าไม่ฉลาด เรียนไม่เก่ง หรือบ้านนอก ทุรกันดาร 

เวลาเชียร์หรือพูดบิ้วๆ กัน มีหลุดเยอะมาก

ลึกๆแล้วคิดกันอย่างงี้เหรอ งง

มันบอกไม่ถูก แต่มันรับไม่ได้แฮะ

ทำไมต้องเหยียดกัน
ในเมื่อเราต่างเท่าเทียม...

กระเป๋าของฉัน

posted on 25 Dec 2008 14:55 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA, XXX

วันนั้นไปกินซิสเลอร์

พี่เค้าเลี้ยงทีมงานละคร "กระเป๋าของฉัน"

สเต็กไก่ไม่อร่อยอย่างแรง ตอนแรกกะสั่งปลาแล้ว แต่กลัวซ้ำกับพี่ข้างๆ ไม่น่าเลย ฮ่าๆ

- - - ไว้อาลัยแด่ความโง่ของตัวเอง โปรดสงบนิ่งเป็นเวลา 1 นาที - - -

เราไม่ได้ช่วยละครนี้ตั้งแต่แรก เพราะตอนจุฬาวิชาการเราทำประชาสัมพันธ์  กะแจกสูจิบัตรเฝ้าโต๊ะลงทะเบียนอยู่ข้างหน้า
และพยามทำทุกวิถีทางให้มีคนมาดูละครอักษร

อืม... เอาเป็นว่า ทำให้น้องๆรู้ว่ามีละครอักษรอยู่ในโลกนี้ด้วย

โกรธรถ sightseeing ของจุฬามากมาย เวลามันผ่านแต่ละคัน คนบนรถก็ประกาศออกไมค์ว่า
"ตรงนี้นะครับน้องๆ คือหอประชุมใหญ่ของเรา ซึ่งตอนหกโมงเย็นจะมีละครนิติศาสตร์ ใครสนใจ..."

แว๊ก

ละครอักษรที่กำลังจะเล่นอยู่นี่ไม่มีใครรู้เลยเรอะ คนคณะเดียวกันยังไม่รู้เลย ให้ตาย
5555

หมายเหคุ* ขอบคุณเพื่อนกอไก่มากๆ ที่อยู่บนรถนั้นแล้วประกาศให้ด้วย ^^

จริงๆแล้ว ในงานจุฬาวิชาการ เราอยู่ฝ่ายตกแต่งสถานที่ของคณะ แต่...โกรธอ่ะ อย่าพูดถึงมันอีกเลย

อาทิตย์ถัดมา เราก็ไปช่วยตอนงานเทศกาลละครกรุงเทพ ละครเรื่องนี้เล่นที่โตโยต้าสยาม เราก็ทำหน้าที่เดิม และ
แป้ก
55

มีใครเห็นเรายืนแจกสูจิบัตรมั่งมั้ย ^^

ประชาสัมพันธ์แย่มาก บอร์ดห่วย แทบไม่มีใครมองเห็น แล้วยังสร้างความสับสนให้คนอ่านด้วย สูจิบัตรขาวดำก็สวยกว่าแบบสี 555555

เพื่อนปราบดา(นามสมมุติ) พูดดีอ่ะ มันบอกว่าไม่อยากประชาสัมพันธ์แบบหลอกให้คนมาดู เพราะถ้าเค้าผิดหวังเราก็เหมือนหลอกลวงเค้า

ช่าย

เราควรประชาสัมพันธ์ให้กว้างกว่านี้เยอะๆ คนที่เค้าสนใจละครแบบนี้จะได้รู้ว่ามีแล้วมาดู

ละครมันอาร์ต

ตอนจุฬาวิ. มีแต่คนบ่นว่าดูไม่รู้เรื่อง
มีพี่ถาปัดคนนึงดูแล้วตะโกนว่า "กรูไม่เข้าใจว้อยยยย" 5555555
เราก็เลยอยากรู้มั่งว่ามันเป็นไง

ละครเรื่องนี้เป็นของพี่ป.โท เรารู้ว่ามันไม่ใช่ละครตลาดที่ดูเอาสนุกคลายเครียด แต่มันเป็นละครที่ดีมากๆเรื่องนึง
เราชอบอ่า
เราดูแล้วเข้าใจเลยนะ เข้าใจแบบไม่ต้องอธิบาย
แต่เราว่าเรารู้แล้ว ว่าทำไมคนอื่นถึงบอกว่า...ดูไม่รู้เรื่อง
เพราะว่า "ความเข้าใจ" ของคนอื่นกะของพวกเรามันไม่เหมือนกัน

เราเข้าใจว่าละครต้องการจะบอกอะไรเรา
คนอื่นเค้าก็เข้าใจแหละ เพียงแต่เค้าไม่เข้าใจว่า...

ทำไมมันไม่สนุกฟระ!?!

555

กลับมาที่ซิสเลอร์

กินเสร็จแล้วเราก็มาเฉลยบัดดี้กัน

เราเพ้นท์กระเป๋าแต๊งบัดดี้ด้วยหละ กระเป๋า...ของฉัน

 

รีวิวนิดนึง : ชอบหุ่นเงากะแสงสีแดงๆ เท่ชะมัด แล้วก็ชอบที่เค้าให้ตัวละครวาดฉากขึ้นมาเองอ่า พูดไปวาดไป ชอล์กสีขาวบนพื้นดำ
เพื่อนบอนด์ (นามสมมติ) เวลาหันหลังพูด ฟังไม่รู้เรื่องเลย แต่ฮาท่าต่อสู้กับสัตว์ประหลาดในเกมว่ะ "เฮฮฮฮ่ยยยยย!ๆๆๆ ย่าาาาาาห์! ยึ่ยๆๆๆ"
พี่กอไก่สองเล่นเก่งอ่ะ พูดคนเดียวได้นานมากก...ก ดูเหมาะกับบทอย่างแรง
พี่ซอโซ่เราว่าเค้าเล่นไม่คงที่แฮะแต่ละรอบที่ดู แต่โดยรวมแล้ว เราชอบที่เค้าเล่นจนดูแล้วสงสารอ่ะ เก่งจัง

เราว่าเค้าให้น้ำหนักตัวละครสามตัวไม่เท่ากัน
ไม่รู้ว่าควรจะเท่ากันรึเปล่า
หรือไม่ควร
555

สุดท้าย ขอบคุณทุกคนนะ

บันทึกคำสารภาพของ...เด็กวิทย์ในคณะอักษร

ภาค 1 มองย้อน 

 

คุณตำรวจ - - คุณถูกจับในข้อหาขบถ

ชุน - - คือไรอ่ะ

คุณตำรวจ - - คุณเป็นวิทย์ขบถไง ไม่เคยได้ยินเหรอ พวกที่เรียนสายวิทย์แล้วแอดฯเข้าคณะสายศิลป์น่ะ

ชุน - - อ่อ

 

คุณตำรวจ - - อะแฮ่ม ถามหน่อย ทำไมคุณถึงเข้าอักษร

ชุน - - คุณน่าจะถามว่า ทำไมถึงเข้าสายวิทย์

คุณตำรวจ - - งั้นก็ได้ ทำไมคุณถึงเข้าสายวิทย์

ชุน - - อยากเท่

คุณตำรวจ - - เหตุผลเดียวเหรอ ดูไม่มีน้ำหนัก อาจต้องสอบพยานเพิ่มเติม

ชุน - - เห้ เดี๋ยวดิ มีเหตุผลอื่นอีก

คุณตำรวจ - - ว่ามา

ชุน - - ก็ เป็นความปรารถนาของผู้ปกครอง(ข้อนี้สำคัญสุด) และก็...เกรดถึง และก็...ตามเพื่อน และก็...คิดว่าตัวเองไม่เหมาะกับสายศิลป์-ฝรั่งเศสของโรงเรียน และก็...

คุณตำรวจ - - เดี๋ยวๆ ไอ้ที่ว่าไม่เหมาะน่ะ คืออะไร

ชุน - - ประมาณว่าเรามีบุคลิกแบบเด็กวิทย์ไง อธิบายไม่ถูกแฮะ ไปสืบพยานเพิ่มเอาละกัน

คุณตำรวจ - - งะ...เชิญต่อ

ชุน - - และก็ ชอบหนังสือ I, Robot ของไอแซค อาซิมอฟมากๆ เลยอยากทำหุ่นยนต์

คุณตำรวจ - - หลังสอบสวนจบแล้ว ผมอาจส่งคุณต่อให้จิตแพทย์
ชุน - - ดีเสะ จะได้ลดหย่อนโทษ ฮ่ะๆ 

 

คุณตำรวจ - - พอเข้าสายวิทย์แล้ว เกิดอะไรขึ้น

ชุน - - ก็ได้รับการเลื่อนชั้นไปอยู่ ม.4 ไงล่ะ

คุณตำรวจ - - รู้แล้ว แล้วไงต่อ

ชุน - - ก็สอบผ่าน เลื่อนไปอยู่ ม.5

คุณตำรวจ - - อย่านอกเรื่อง ผู้ต้องหา ผมหมายความว่า คุณรู้สึกยังไงตอนอยู่สายวิทย์

ชุน - - เพื่อนเยอะ สนุก เรียนก็งั้นๆ ไม่ได้ดิ้นรนอะไรมาก...แค่พอสมควร ฮ่ะๆ ไม่เคยตั้งความหวังจริงจังกับการเอนทรานซ์ เวลาครูแนะแนวให้เขียนคณะที่อยากเข้า ก็ลอกเพื่อนรอบทิศมาเรียงตามคะแนน ตอนครูเรียกไปสัมภาษณ์ก็ตอบมั่วๆไปว่าวิศวะ เพราะใครๆก็ตอบกัน อ่อ...เพื่อแสดงความกตัญญูต่อซูซาน แคลวินแห่งไอ โรบอทด้วย ที่เป็นแรงผลักดันให้มาเรียนสายนี้

คุณตำรวจ - - ถ้านอกเรื่องอีกครั้งผมอาจจะคิดค่าปรับ

ชุน - - ก็ได้... ระยะหลังๆเริ่มเบื่อ ตอนเพื่อนเริ่มอ่านหนังสือกัน เรานั่งเอ๋อๆอยู่ในห้อง ไม่อยากเรียน แต่ก็ไม่อยากอ่านหนังสือ

คุณตำรวจ - - เรียนพิเศษรึเปล่า
ชุน - - ตอนม.4-5 ไม่ได้เรียนพิเศษด้วยความหยิ่ง ประมาณว่า ชั้นไม่ได้เรียนพิเศษแต่ได้คะแนนดีกว่าอ่ะ มีปัญหาป่ะ มาเรียนพวกคอร์สเอ็นท์ตอนม.6 เพราะรู้ตัวว่าไม่ได้ได้คะแนนดีเพราะวิชา สายวิทย์ เรียนเลข ฟิสิกส์ เคมี และก็ความถนัดวิศวะ เสียดายเงินมากๆ  

 

คุณตำรวจ - - แล้วอะไรเป็นเหตุให้เกิดความสำนึกได้ล่ะ

ชุน - - ปอดอักเสบ

คุณตำรวจ - - หา?

ชุน - - ก็ตอนม.6 ป่วย ไปสอบตอนไข้ 39 ไม่ได้อ่านหนังสือ เสร็จแล้วก็นอนโรงพยาบาล 5 วัน ออกมาแล้วก็โดดเรียนพิเศษระนาวด้วยความปลง แต่พ่อแม่เราไม่ซีเรียสเรื่องเรียนอ่ะ (ดีใจๆ) แต่ตอนนั้นไม่ได้สำนึกว่าควรจะเข้าอักษรนะ

คุณตำรวจ - - อ้าว

ชุน - - ตอนนั้นอยากเข้าสถาปัตย์

คุณตำรวจ - - อ้าว

ชุน - - เรื่องมันยาว ฮะๆ เราไม่เคยมองคณะนี้มาก่อนหรอก เราคิดว่าสถาปัตย์คือสร้างบ้าน ต้องน่าเบื่อเหมือนวิศวะแน่ๆ อยู่มาวันนึง มีเพื่อนคนนึงชอบวาดรูป เราหมั่นไส้ที่มันวาดรูปช้า ก็เลยวาดแข่งกับมัน (แข่งความเร็วน่ะ ไม่ใช่ความสวย 55) จากนั้นก็มีหลายคนแนะนำให้เราลองสอบความถนัดดู เราก็ไม่ได้สนใจอะไรเท่าไหร่ เพิ่งมาเปิดๆหนังสือความถนัดสถาปัตย์ดูในร้านหนังสือ เมื่อประมาณเดือนกันยาเองมั้ง (สอบเดือนตุลา) ก็ทำให้ได้รู้ความจริงว่า...เฮ้ย น่าเรียนมากๆ

คุณตำรวจ - - แล้วคุณไปสอบรึเปล่า

ชุน - - สอบ ได้คะแนนไม่เลวร้ายมาก แต่ก็ปลงๆอะ อย่าเข้าเลย เพราะเราไม่เคยเรียนวาดรูป กลัวเข้าไปแล้วเรียนไม่ทันคนอื่น

 

 

คุณตำรวจ - - ก็เลยมองอักษรสินะ

ชุน - - ก็เลย...หันกลับมามองอักษร ที่เคยเล็งไว้ตอนม.1

คุณตำรวจ - - คิดไกลนะนั่น

ชุน - - ก็เพราะชอบหนังสืออีกเล่มไง ลอร์ดออฟเดอะริงส์อ่ะ นิยายอะไรเจ๋งเป็นบ้า คิดภาษากะตัวเขียนให้ชนเผ่าต่างๆในเรื่องของตัวเองด้วย คนเขียนเป็นนักภาษาศาสตร์ ก็เลยคิดว่าจะไม่ไปสอบโรงเรียนอื่น จะเข้าสายฝรั่งเศส แล้วเรียนอักษรจุฬา แต่ก็งี้แหละ พอบอกใครๆแล้วก็โดนกดดันรอบทิศ จนต้องเปลี่ยนตัวเอง

คุณตำรวจ - - อ๋อ เหมือนพวกนักการเมืองใช่มะ อันนี้ผมเข้าใจดี

ชุน - - ม่ายยยยยยย!!! นี่มันหมิ่นประมาทซึ่งหน้านี่นา

คุณตำรวจ - - ฮะๆ ขอโทษ

ชุน - - เปลี่ยนตัวเอง...แรงไปป่าวเนี่ย เอาเป็นว่า ไม่ได้เปลี่ยนแบบหมดทั้งไส้ทั้งพุงอ่ะ อยากรู้มะว่าทำไมเราถึงมีชีวิตรอดในสายวิทย์ได้

คุณตำรวจ - - อยากรู้สิ เพื่อความเป็นประโยชน์ต่อรูปคดี

ชุน - - เราเขียนนิยายเรื่องนึง เป็นการบริหารความแค้นที่ได้ผลมาก แต่เรื่องนี้ไม่ค่อยสมบูรณ์เท่าไหร่ เพราะมีพล็อตตั้งแต่ปลายม.3 มาเขียนจบตอนก่อนสอบกลางภาคปี 1 เวลามันนานไปน่ะ เรื่องราวก็เลยไม่ปะติดปะต่อกัน

คุณตำรวจ - - เล่าเรื่องย่อๆได้ไหมครับ

ชุน - - ไม่อ่ะ ไม่อยากสปอย เผื่อได้ตีพิมพ์ ฮ่าๆๆๆ

คุณตำรวจ - - บันทึกคำสารภาพนี้เป็นเอกสารลับของราชการ ห้ามเผยแพร่

ชุน - - อ่า...เอ่อ...ก้อด้าย... ประมาณว่า บริษัทเทคโนโลยีแห่งนึงกับโรงเรียนศิลปะแห่งนึงมีเรื่องกัน เพราะก.ไก่หายไป แล้ววันต่อๆมา ตัวอักษรก็หายไปทีละตัว แล้วก็อย่างงู้นอย่างงี้ จนตอนจบตัวอักษรก็หายไปตลอดกาล

คุณตำรวจ - - จริงเหรอ

ชุน - - จริงมั้ง เอาเหอะ ถ้ามีเวลาอาจจะรีไรท์แล้วเปลี่ยนพล็อตก็ได้

คุณตำรวจ - - สรุปคือ คุณไม่ได้เปลี่ยน?
ชุน - - อือใช่ ไม่ได้เปลี่ยนนี่นา แค่เก็บ - กลับด้านไปเก็บไว้ข้างใน 

 

คุณตำรวจ - - ขอบคุณครับ วันนี้แค่นี้ก่อน พรุ่งนี้เวลาเดิมนะครับ

               

กะลาไฟ

posted on 16 Nov 2008 21:24 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA

<12 พ.ย.>

งานลอยกระทงของจุฬา

อืม

พูดยากแฮะ

อักษรฯ ดูทุ่มเทกับงานลอยกระทงมาก ตอนแรกเราคิดจะทำเบื้องหลัง พวกอุปกรณ์ต่างๆในขบวน  แต่พอเค้าบอกว่า ปีหนึ่งทุกคนต้องอยู่ในขบวนด้วย เราก็เซ็งดิ

เราไม่ชอบแสดงอ่ะ แล้วก็ไม่อยากใส่ชุดไทย

เค้าให้ไปลงชื่อตามองก์ต่างๆ เช่น พวกรำนู่นนี่ เชิดพยานาค เทวดา ยักษ์ เทพี ถือน้ำ ถือปลา ถือดอกบัว ถือกระทงสาย ตอนเราไปลงชื่อตรงที่เป็นถือดอกบัวยักษ์ เพราะเค้าวงเล็บว่า ถือเฉยๆ

555

เสร็จแล้วเค้าก็เปลี่ยน จากดอกบัวยักษ์ เป็น กระทงเล็ก

ซะงั้นอ่า

55

อืม แต่ไม่ต้องใส่ชุดไทยแหละ ใส่เสื้อดำกางเกงเล

เราช่วยทำคัทเอาท์ด้วย ทำกับเพื่อน+พี่ 6-7 คน พี่เค้าบอกว่า ปีที่แล้วเพิ่งมีประกวดคัทเอาท์เป็นปีแรก อักษรทำสวยมาก แต่วิศวะมีเกียร์หมุนได้ ก็เลยได้ที่หนึ่ง

เค้าดูแค้นมากเลย ฮ่ะๆๆ

เราคิดกันไม่ออกว่าจะทำให้อะไรหมุนได้ และหมุนได้ยังไง ก็เลยทำแค่กระทงยื่นออกมา

(ตอนนั้นรู้สึกเสียหน้านิดนึง ด้วยความเป็นเด็กวิทย์ แหะๆ)

เพื่อนเราสองสามคนวาดรูปสวยมาก ขนาดดึกแล้วยังค่อยๆเขียนอย่างอดทน เราวาดไม่ค่อยเก่งเลยต้องทำไอ้ส่วนที่ยื่นออกมานั่นแหละ 55 ใช้วิชาที่เรียนตอน ม.2 ทำกลีบดอกไม้จากถุงน่อง

ขำโว้ย

5555555555555

ถ้าครูมาเห็นคงหัวเราะตกเก้าอี้แน่ๆ

ตอนตรวจคัทเอาท์ให้คะแนน ต้องมีคนพรีเซนท์คนนึง เราไม่อยู่ตอนเค้ามาตรวจ แต่มีคนบอกว่าพูดดีมาก

งานคัทเอาท์เสร็จเราก็ไปช่วยทำอุปกรณ์ พวกปลา ต้นไม้เงินต้นไม้ทอง เนาผ้าสไบ เย็บพญานาค และแปะไฟใส่กะลาให้กระทงสาย

เราสนุกน้อยลงนิดนึงแฮะ เพราะเราไม่เข้าใจว่าทำไมอักษรต้องทำแต่อะไรที่ สวยๆ’ ‘งามๆและอักษรๆด้วย พอจะนึกภาพออกใช่มะ

เออเนอะ จะถามทำไมเนี่ย ก็นี่มันอักษรนี่นา

55

พอใกล้วันงาน เรากับเพื่อนๆเริ่มงง ว่าทำไมเค้าไม่เรียกกระทงเล็กไปซ้อมซักที วันจันทร์เรากลับบ้านไปได้ครึ่งทาง เพื่อนก็โทรมาบอกว่า ยุบกระทงเล็กไปรวมกับกระทงสาย เพราะคนไม่พอ

เราอุตส่าห์กลับมา

มาเจอกับการซ้อมอันหฤโหด

และไม่ได้สมัครใจ

มันมีการวอร์มอัพ เดินช้าเร็ว 5 ระดับ เดินย่อตัว 4 ระดับ ทำตัวเป็นสายน้ำ เป็นดอกไม้ ต้อง balance เวที สลับกับ  freeze!

อ๊าก

อยากจะบ้าตาย

เราเกลียดการแสดงที่ต้องใช้ทักษะทางร่างกายอ่ะ เราไม่มีความสามารถอย่างแรง เวลารำไทยหรือเต้นอะไรที่โรงเรียน เราจะขยับมือกับเท้าพร้อมกันไม่ได้ ต้องฝึกนานมากๆ และเคยโดนประจานหน้าห้องมาแล้ว

เซ็งๆๆๆๆๆ

มันไม่ใช่ความผิดใคร แต่เราไปอยู่ผิดที่

แล้วพอซ้อมจริงมันก็เละไปหมด เลยต้องตัดการแสดงออกทีละนิดๆ จนเหลือแค่เดินให้เวทีสมดุล แล้วก็แปรไฟเป็นคำว่า  “สามัคคี” เท่านั้น

เป็นการแสดงปิดขบวน

อ้าว

แล้วจะซ้อมพวกนั้นไปทำไมเนี่ย 555

พี่ที่คุมซ้อมเค้าเรียกชุดกระทงสายว่า “กะลาไฟ” แหละ 5555 น่ารักดี

การแสดงเราซ้อมยากอ่ะ กว่าจะเรียงไฟเป็นคำว่าสามัคคีได้ก็แทบตาย โดยเฉพาะม.ม้า กับไม้หันอากาศ มันอยู่ตรงกลางจะโดนเบียด แต่เราเป็นส.เสือ

สบายมาก เพราะไปเบียดคนอื่น

555

ส่วนชุดอื่นๆเราว่าสุดยอด! ชอบตอนที่นางนพเอากระทงลอย แล้วมีคนใส่ชุดเป็นน้ำมารับไปอ่ะ คิดได้ไง ส่วนยักษ์กับเทวดาก็รำโปรมากๆ พญานาคตัวยาวๆ เอาเขาพระสุเมรุมากวนเกษียรสมุทรก็เจ๋งอ่ะ เชิดฉุดไปฉุดมาเหมือนกำลังกวนจริงๆเลย

พอถึงวันจริง เราต้องใส่ชุดดำ เกล้าผม

นี่ก็เป็นอีกอย่างนึงที่เราไม่ชอบ พี่เค้ามัดมวยให้เรา แต่แทนที่จะเอากิ๊บเสียบๆไม่ให้ผมหลุดลงมา เค้ากลับฉีดสเปรย์ซะงั้น (ไหงว่าอักษรฯ รักโลกไง?...หรือสเปรย์อันนั้นไม่มีสาร CFC 55+) เราไปล้างๆ ผมข้างหน้าออกในห้องน้ำ ให้มันดูเป็นหัวคนหน่อย

จากนั้นก็ต้องไป...แต่งหน้า

แม่เราไม่แต่งหน้า ยายเราก็ไม่แต่งหน้า และเราก็รู้ว่าแต่งหน้าออกมาต้องอุบาทว์แหงๆ

พวกพี่ๆเค้าดูสนุกสนานมากที่ต้องแต่งหน้าให้พวกเรา นั่งเรียงกันรอบโต๊ะประชุมวงรีเลยทีเดียว อื้ม ถ้ามองในแง่ร้ายแบบฮาๆ ก็ต้องบอกว่า การแต่งหน้าให้น้องๆ เป็นสิ่งที่พวกเค้าอยากทำมานานแล้ว 555

แต่ทำไมคนชุดดำที่ต้องพยามไม่ให้ไฟส่องหน้า ต้องรองพื้น เขียนตาแล้วทาเปลือกตาสีฟ้าด้วย และทำไม คนเชิดพญานาค ที่พญานาคปิดหัวอยู่ จะต้องแต่งหน้าและทาตาสีเขียวด้วย

เกินไปหน่อยป้ะเนี่ย

หมายเหตุ* ความจริงมันก็ขำๆอ่ะ มันไม่ได้เลวร้ายอะไรขนาดนั้น แต่เราอยากทำงานอื่นมากกว่าอ่า...บอกแล้ว มันไม่ใช่ความผิดใคร แต่เราไปอยู่ผิดที่เอง

พอตกเย็น ทุกคนก็ต้องถอดรองเท้า ขบวนลอยกระทงของอักษรต้องเดินเท้าเปล่า ชอบตอนเดินบนสนามหญ้าแฮะ เปียกๆ เย็นๆ จั๊กจี้ดี

เป็นประสบการณ์ติดดินที่น่าประทับใจ แต่เรากลัวเหยียบตะปูชะมัด

แล้วก็มาซ้อมกันหน้าเทวาลัยจนถึงสามสี่ทุ่ม ประมาณ 5 รอบได้

สุดท้าย พี่เค้าบอกให้งัดไฟออกมาจากกะลา ไม่ใช้กะลาแล้ว เพราะมันทำให้เกะกะ เปิดปิดไฟยาก และหล่นอยู่เรื่อย เราเห็นใจเพื่อนๆที่มาช่วยกันขัดกะลาอ่ะ (เราไม่ได้มา) มันบอกว่ากะลาใบนึงขัดประมาณ ครึ่งชั่วโมง แล้วต้องขัดทั้งหมดราวๆ 170 ใบ

ไม่ได้ขัดกันง่ายๆ เลยนะเว้ย

แต่พี่เค้าบอกว่า การยอมเสียสละกะลาแล้วทำให้การแสดงดีขึ้น มันก็โอเค

เห็นด้วยนะ 55

เอาเหอะ แล้วก็ได้แสดงจริง เจ็บเท้ามหาศาล แต่สนุกดี

การแสดงเสร็จประมาณ 5 ทุ่ม แล้วก็มีถ่ายรูปๆๆๆ

แฟลชแรงมากเลยเพ่ !!!

หลายคนอาลัยอาวรณ์ที่ไม่ได้เดินเที่ยวงาน แต่เราก็สัญญากันแล้ว ปีหน้าต้องมาให้ได้

ทายสิ คณะไหนได้ที่ 1

 

คณะเราไง

ชนะเลิศการประกวดกระทง+การพรีเซนท์ของนางนพมาส (ประเภทสวยงาม)

ชนะเลิศการประกวดขบวนลอยกระทง

และ

ชนะเลิศการประกวดป้ายประชาสัมพันธ์!!!

สองอันแรกมัน “แหงอยู่แล้ว” ไม่ได้ลุ้นเลยซักนิด (ไม่ใช่ไม่ดีใจนะ 55)

และอดคิดไม่ได้ว่า ถ้าคณะอื่นทุ่มเทให้กับงานลอยกระทงเท่าคณะเรา มันก็ไม่แน่หรอก...

แต่อันสุดท้ายนี่ดิ

ดีใจจริงๆอ่ะ!

   

Special Thanks :

จุฬาฯ และ คณะอักษรฯ ที่เห็นคุณค่าของประเพณีไทยมาตลอด - - - ขอบคุณที่ส่งต่อมาให้นะ เราจะรักษามันไว้  สัญญาๆ

รุ่นพี่ สำหรับความเอาใจใส่ดูแลพวกเรา - - - อย่าร้องไห้ๆ ข้าวกล่องมื้อสุดท้ายอร่อยดีนะ ^^ (ส.เสือเป๊ะมาก!)

เพื่อนๆ สำหรับความเป็นเพื่อนที่มอบให้ - - -  ขอโทษที่ไปช่วยทำ prop ไม่ครบทุกครั้ง แต่ดีใจที่ได้รู้จักพวกแกนะเว่ย เราจะจำคืนนี้ตลอดไป

และ พ่อ ที่มารับ

555+

  

แสงที่มองไม่เห็น

posted on 16 Nov 2008 14:05 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA, MY-DAYS

<13 พ.ย.>

ส่ง artwork หนังสือแนะนำจุฬาวิชาการของคณะ

เขินอ่ะ 555 ไม่เคยทำมาก่อนแต่เสนอตัวไปช่วยเค้า ความจริงเราต้องทำส่วน schedule ประมาณ 6 หน้า แต่เราให้รุ่นพี่ช่วยไปครึ่งนึง

ไม่ใช่ทำไม่ไหวนะ เราว่างจะตาย

แต่เราไม่เชี่ยวชาญ กลัวทำแล้วมันจะออกมาไม่ดีอ่ะ

แล้วเค้าก็โทรมาบอกว่า จะเปลี่ยนวิธีเรียง  schedule ให้แบ่งตามภาควิชา เค้าก็เลยต้องทำใหม่ แล้วเอาพื้นหลังของเราไปไว้หน้าอื่น

แป่วววว...

พื้นหลังอะทำไม่ยากหรอก แต่เรียงตารางแทบตายแหนะ

5555

 

<14 พ.ย.>

ตัดผม!

ป้าร้านทำผมถามว่า เอาสั้นแค่ไหน เราบอกว่า เอาไม่สั้นมาก แบบมัดได้

ผมที่เส้นที่ยาวที่สุด เคยยาวประมาณฟุตนึง ตัดเสร็จแล้ว เหลือจุกขนๆ อันน้อยนิด

กรี๊ดดดดดดดดด!!

มัดไม่ได้

แล้วยังเป็ดอีก

แง 

<15 พ.ย.>

งานถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระพี่นาง

นอนดูถ่ายทอดที่บ้านยาย

อาจารย์บอกว่าอาจจะออกสอบ ส่วนที่เกี่ยวกับไตรภูมิ

ขบวนเจ๋งสุด พร้อมเพรียง ยิ่งใหญ่อลังการ  ชุดทหารสีแดงกับพระโกศ พระยานมาศ(เรียกงี้ป้ะ?) และพระเมรุที่สนามหลวงสีทองสวยงามอ่ะ

กลางวันแดดส่องสวยแบบนึง กลางคืนเปิดไฟก็สวยอีกแบบ เขียนลายและแกะสลักละเอียดมากเลย

เหมือนเค้า ตั้งใจ ทำให้เป็นสวรรค์จริงๆ

โขนและหุ่นละครเล็กก็สุดยอด พิเภกน่ารักอ่ะ ^^ ทศกัณฐ์ด่าทีก็สะดุ้งที ทำเป็นตัวสั่นด้วย 555

เราเพิ่งเข้าใจว่าศิลปะไทยทั้งมวลก็มีไว้เพื่อการนี้นี่เอง

และเราก็รู้ว่า แสงที่มองไม่เห็นนี้ จะไม่มีวันดับไป 

ตามรีเควสคณะ แหะๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม http://ccchhhuuunnn.exteen.com/20081021/entry

ไปถวายบังคมพระบรมรูปทรงม้า (หรือเค้าเรียกว่าไปวางพวงมาลา?)

เมื่อคืนนอนเกือบตี 2 ตื่นตี 5 (ปกตินอนดึกตื่นเที่ยง) ก็เลยไปถึงคณะตอน 6 โมง แบบสั่นๆเบลอๆ

แล้วก็มีอะไรๆ งงๆ

นั่งรถเมล์ที่จุฬาเช่ามาไปที่ลานพระบรมรูปทรงม้า ถึงพอดีเพลงชาติขึ้น แต่กว่าจะเข้าไปก็ประมาณ 10 โมง กว่าจะกลับถึงคณะก็ 11 โมงกว่า

เหอๆ

แต่มีเรื่องประทับใจอยู่อย่างนึง

ตอนที่เดินเป็นกองทัพเข้าไปในลานพระบรมรูปทรงม้า พอลอดซุ้มเข้ามาแล้ว เราก็รู้สึกเหมือนมีลมเย็นๆพัดผ่าน

ฟิ้ววว...

แล้วเราก็เห็น

ท้องฟ้า

(ตึง! )

ท้องฟ้ากว้างมาก ไม่รู้สิ เราไม่เคยเห็นท้องฟ้ากว้างขนาดนี้มาก่อนเลย เหมือนยืนอยู่บน...หน้าผากของโลก...

555

อย่าขำดิ เรารู้สึกอย่างงั้นจริงๆนะ

มองขึ้นไปเห็นแต่ฟ้าโล่งๆกว้างๆ ยังกะตะโกนแล้วอวกาศจะได้ยิน มีต้นไม้เขียวล้อมรอบลานเหมือนเส้นผมล้อมรอบหน้าผาก แทบไม่เห็นตึกอะไรเลย นอกจากพระที่นั่งอนันตสมาคมที่นอนเป็นเส้นตรงอยู่หลังพระบรมรูป เรามองไม่เห็นพระรูป เพราะอยู่แถวกลางพอดี คนข้างหน้าบังหมด

โมงงงง....

ทุกคนนั่งลง พนมมือ

โมงงงง...โมงงงง...โมงงงง....

ถวายบังคมตามจังหวะฆ้อง เราเพิ่งรู้เมื่อไม่กี่ปีนี้เอง ว่าที่เค้าเรียกเวลาว่า โมง ก็เพราะเสียงฆ้องที่ตีบอกเวลานี่แหละ

แดดร้อนมาก ต้องตากแดดเป็นชั่วโมง ถึงบ้านแม่อาจจะกรี๊ด เพราะเห็นแต่เสื้อลอยมา ฮ่ะๆ รองเท้าก็ไม่ขาวแล้วเพราะต้องลุยสนามหญ้าเฉอะแฉะ แต่เราก็รู้สึกดีนะ

ขอบคุณรัชกาลที่ 5 สำหรับมหาวิทยาลัยดีๆ ที่เรามีโอกาสเข้ามาเรียน สำหรับถนนและรถไฟ ที่ทำให้เราไม่ต้องเดินเท้าเป็นวันๆเวลาจะไปเที่ยวหรือไปเยี่ยมคนอื่น สำหรับไฟฟ้าประปา สำหรับธนาคาร สำหรับโทรเลขที่ทุกวันนี้กลายเป็นตำนาน สำหรับอิสรภาพและเสรีภาพของเราและเพื่อนๆทุกคน สำหรับจังหวัดตราด จันทบุรีและแผ่นดินทั้งหมด ที่ทรงรักษาไว้เพื่อคนไทย

ไม่งั้นทวดเราที่จันท์อาจจะกลายเป็นคนเขมร หรือไม่ก็ถูกฝรั่งเศสกวาดต้อนและสูบทรัพยากร

และสำหรับสิ่งที่ยิ่งใหญ่อีกมากมายที่เราเขียนไม่ถูก

อ่อ

และเราก็ได้ความรู้ใหม่อีกอย่างนึง ว่าม้าทรงไม่ได้หันหน้าตรงๆแฮะ แต่เอียงหัวไปทางขวานิดนึง

มองอะไรอยู่นะ?

  

หมายเหตุ หลังจากเบียดกันเป็นปลากระป๋องในรถเมล์ และหูชาจากเสียงร้องเพลงย้อนยุคของพี่ประธานเชียร์ (ฮ่าๆ) พวกเราก็กลับมาถึงคณะในที่สุด พี่เค้าบอกว่ามีกิจกรรมต่อ ให้เปลี่ยนจากชุดนิสิตเป็นเสื้อ กางเกงขาสั้นและรองเท้าแตะเพื่อทำกิจกรรมอะไรบางอย่างที่เป็นความลับสุดยอด

เราไม่ได้ทำ เพราะไปช่วยออกแบบคัทเอาท์งานลอยกระทง แต่พอจะกลับบ้านก็เห็นเพื่อนๆพี่ๆเอาเชือกฟางไปขึงไว้เต็มหน้าตึกบรมราชกุมารี และมีผ้าสีสันสดใสแขวนอยู่เต็มไปหมด

“เฮ้ย ทำไรอ้ะ”

“ซักผ้า” เพื่อนตอบ ทำหน้าอย่างฮา เรามองไปรอบๆจึงเห็นนิสิตคณะอักษรศาสตร์กำลังช่วยกันเปิดน้ำใส่กะละมังและซักผ้าสีๆสำหรับงานวันลอยกระทงอย่างทุลักทุเล ฟองขาวๆล้นกะละมังอีกใบ และมีผ้าสีที่ยังไม่ได้ซักกองอยู่เพียบ

เราช่วยตากผ้าสามผืน

แล้วกลับบ้าน