BOOK-MOVIE-COMIC

HANG and BLANK

posted on 19 Aug 2009 15:43 by ccchhhuuunnn  in BOOK-MOVIE-COMIC

อ่านหนังสือ+ดูหนังเยอะแยะอีกแล้ว

ทนไม่ได้กับหนังสือเรียน
จริงจังนะเนี่ย

แค่เดือนเดียว อ่านไปตั้ง 10 กว่าเล่ม

รู้สึกว่า อันที่อยากเรียน เค้าสอนน้อยเกินไป อันที่ไม่อยากเรียน จำเป็นต้องเรียน อันที่รู้สึกเฉยๆ ก็เฉยจริงๆเฉยที่สุดในจักรวาล อย่าให้บอกเลยว่าวิชาอะไรบ้าง

รู้สึกแย่อ่ะ อยากโดดเรียนไปทำอย่างอื่น แต่ก็ไม่มีใครโดดเป็นเพื่อน โดดไปก็ไม่มีอะไรทำ
ชีวิตไร้ค่าอย่างร้ายแรง

อยากคุยเรื่องหนังสือที่อ่านอ่ะ แหะๆ ใครเคยอ่าน/ดูเีรื่องไหนบ้าง คุยกันหน่อยเดะ

 

Suicide Shop (ฌอง เติลเล่)
นึกว่าจะสนุกซะอีก เสียดายอ่ะ ไอเดียดี แต่น่าเบื่อ+เว่อร์มาก หรือเป็นเพราะแปล? ชอบแึค่หน้าสุดท้าย ตอนที่...(ไม่สปอยดีกว่า)

เวลาในขวดแก้ว (ประำัภัสสร เสวิุกุล)
อ่านก่อนจะสอบภาษาอังกฤษ อ่านแล้วเลยไม่มีอารมณ์อ่านหนังสือเลย 555 แซ้ดอ่ะ

Slumdog Millionaire (Danny Boyle)
เจ๋ง แต่ ฮอลลีวู้ด มากๆ

คำให้การของทายาทซูเปอร์แมน (พิสิฐ ภูศรี)
บางเรื่องก็ดี บางเรื่องก็แป้กๆ

ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้ตรอมตรม (ภาณุ ตรัยเวช)
อ่านของคนนี้ตั้งแต่ เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์ กะ วรรณกรรมตกสระ ละ บางทีเขียนยืดไปหน่อย แต่ชอบอ่ะ เนื้อเรื่องเจ็บปวดดี

Always: Sunset on Third Street (Takashi Yamazaki)
น่าร้ากกก 555

Harry Potter 7( J.K. Rowling)
โอ้ว ในที่สุดก็จบ เราว่าคนเขียนต้องอัจฉริยะแน่เลยว่ะ วาง plot ละเอียดมาก ชื่นชมที่กล้าเขียนด้านมืดของดัมเบิลดอร์-และเขียนได้เทพจริงๆ แต่สเนปน้ำเน่าไปป่ะ 5555

ความสะอาดของผู้ตาย (ปราบดา หยุ่น)
ปราบดามาก

SCI-TREK (รวมเรื่องสั้นวิทยาศาสตร์ของนานมีบุคส์อะวอร์ด)
ไม่ชอบเลย ผิดหวัง เรางงมากว่า เนี่ยนะได้รางวัล? เกือบครึ่ง plot ซ้ำกับของวินทร์ เลียววาริณ(แต่เราไม่รู้ว่าวินทร์ได้ไอเดียมาจากคนอื่นอีกรึเปล่า) แต่ก็มีบางเรื่องที่โอเค

พญาอินทรี (จรัญ ยั่งยืน)
เขียนดี...ทั้งวิทยาศาสตร์และการเมือง

Detective Conan (อาโอยาม่า โกโช)
อยู่ดีๆก็อยากอ่าน ชอบเรื่องนี้อ่ะ เป็นอะไรที่ฮามาก ถ้าบอกว่าชอบพ่อของรัน จะโดนรุมมั้ย 555 แต่ถ้าคิดดูดีๆ ...ญี่ปุ่นนี่มีอาชญากรรมเยอะ+ใกล้ตัวขนาดนั้นเลยเหรอวะ แถมยังมีแต่ฆาตกรโรคจิตที่วางแผนซับซ้อน ใครจะไปญี่ปุ่นระวังด้วยนะเว้ย 555

พระเจ้าในห้องสมุด (เซโอะ ไมโกะ)
เพิ่งอ่านจบเมื่อกี้ ที่หน้าปกบอกว่าคล้าย Dead Poet Society แต่เราไม่เคยอ่าน เรื่องนี้ดีอ่ะ ง่ายๆ แต่มันมีอะไรบางอย่าง

Spy X : The Code (Peter Lerangis)
หนังสือเด็กอ่ะ สนุกดี ยังอ่านไม่จบ

 

ปกติเราจะไม่เคยอ่านหนังสือเล่มนึงจบในวันเดียว เพราะเราเห็นใจคนเขียนอ่ะ เค้าคิดตั้งนาน เขียนตั้งนานกว่าจะได้ซักเล่มนึง แต่ช่วงนี้มีหลายเล่มที่เราอ่านวันเดียว แสดงว่าต้่องมีอะไรผิดปกติแล้ว

เราอยากหนีจากวิชาเรียนมากขนาดนี้เลยเหรอ...

 

Death Note และ L Change the World #2

posted on 28 Jan 2009 21:48 by ccchhhuuunnn  in BOOK-MOVIE-COMIC

ตอนที่แล้ว >> http://ccchhhuuunnn.exteen.com/20090127/death-note-l-change-the-world-1

อันนี้เราอ่านหนังสือก่อน

รู้สึกว่าแปลสะดุดมากๆ

แต่พอดูหนังแล้ว บอกได้เลยว่าหนัง...
อย่างห่วย

ขอหงุดหงิดนิดนึง
ในหนังฉากแรกเป็นประเทศไทย(ว่ะ)
ดูไร้ซึ่งความเจริญมากๆ
และเป็นที่ทดลองอาวุธชีวภาพของที่ไหนซักแห่ง

ชาวบ้านอยู่ในบ้านแบบป่าๆ
เลือดไหลท่วมเพราะไวรัส
แล้วก้อคลานกับพื้นร้องครวญคราง
ว่า...
ช่วยด้วย ๆๆ
ชัดมาก
ผู้กำกับทำการบ้านมาดีนิ
เหอๆ

แต่อย่างน้อย เค้าก็ให้ เนียร์ หรือ N เป็นเด็กอัจฉริยะชาวไทย
ถึงจะหน้าจีนมากก็เหอะ
แล้วตอนที่ N จะใช้โทรศัพท์สาธารณะ ก็มีคุณป้าที่ขายของในตลาดมาช่วยสอนวิธีใช้
น้องเรามันบอกว่า อย่างน้อยเค้าก็แสดงให้เห็นว่า...คนไทยมีน้ำใจนะ
55555

ส่วนมากิ เด็กผู้หญิงที่เป็นตัวเอก
ไม่รู้ดิ
แต่รู้สึกว่าเหมือนกะทิเลยอ่ะ
ชื่อคล้ายกัน ผมทรงเดียวกัน
555

ส่วนตอนที่ชอบคือ ตอนที่ L เอาขนมหลายๆชิ้นมาเสียบไม้ให้เนียร์กับมากิ เพราะไม่รู้จะปลอบใจยังไง
น่ารักอ่า ^^

ก็อย่างที่บอก
เราว่าหนังสือดีกว่าเยอะ
สนุกกว่า
ลึกซึ้งกว่า
มีเหตุผลกว่า
มีแง่มุมต่างๆมากกว่า

เรื่องมันก็คล้ายๆเดิม แต่ไม่แฟนตาซีแล้ว
ไม่มียมทูต
แต่มีอาวุธชีวภาพแทน
แล้วก็มีผู้หญิงคนนึงที่เป็นผู้ช่วยของพ่อมากิ
ชื่อคุโจ

คุโจพยามใช้อาวุธชีวภาพทำลายล้างอเมริกา
ซึ่งเป็นประเทศที่ทำลายล้างธรรมชาติมากที่สุด
เพื่อให้โลกมีประชากรน้อยลง
เพื่อให้คนที่เหลือมีชีวิตที่ดี

เหมือนไลท์เลย ที่มองภาพกว้างเกิน อุดมการณ์เกินไป
ความคิด หรือความเชื่อมั่นของ L อยู่บนความจริงมากกว่า

L พยามขัดขวางคุโจ และช่วยเหลือมากิ

คนแบบ L หายากมากนะเราว่า
เป็นอัจฉริยะที่หลุดๆ แต่ศรัทธาจริงจังในความดีงามและคุณค่าของคน
ไม่ใช่ศรัทธาโง่ๆด้วย
เชื่อ...และทำ

และทำได้

แม้จะต้องสละชีวิตตัวเองก็ตาม

เออ เห็นด้วยกะเพื่อนพั้นชู่ (http://miinimum.exteen.com/)
แววตา L แม่งจริง จริงๆ
555

เรื่องนี้เขียนดีหลายท่อนอ่ะ ชอบ

(ตอนที่มากิคุยกับ L)
"นี่ริวซากิจับคิระได้แล้วเหรอ"
"ไม่ครับ ผมหยุดการเข่นฆ่าผู้คนของเขาได้ แต่จับเขาไม่ได้...คิระตายซะแล้วล่ะครับ"
"งั้นริวซากิก็แพ้สินะ"
"ทำไมถึงคิดยังงั้นล่ะครับ"...
"ก็เขาตายไปทั้งๆที่ยังเป็นคนเลวอยู่ใช่ไหมล่ะ? หน้าที่ของริวซากิก็คือทำให้คิระรู้ตัวว่าตัวเองทำสิ่งชั่วร้าย แล้วค่อยจับเขาไม่ใช่เหรอ ในเมื่อทำไม่ได้ซักอย่างก็ต้องแพ้น่ะสิ"

(ตอนที่ L วิ่งตามรถที่ลักพาตัวมากิไป)
เขารู้แต่แรกแล้วว่าไม่มีทางไล่ทัน...
ทว่า  L ก็ยังเลือกที่จะวิ่ง
ให้เหมือนกับผู้ที่พยามต่อสู้กับความอยุติธรรมทั้งปวง
ให้เหมือนกับผู้คนที่เผชิญหน้ากับความชั่วร้ายอันยิ่งใหญ่ ซึ่งแฝงมาในคราบของความยุติธรรม

(หลังจากมีเรื่องบนเครื่องบินแล้วคุโจสำนึกได้)
"คุณคุโจ ...ไม่สิ K แห่งไวมีส์ จริงอยู่ มนุษย์อาจจะโง่เขลา แต่มนุษย์ก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเด็กที่รักในคุณงามความดีอย่างคุณมากิเติบโตเป็นผู้ใหญ่โดยคงหัวใจที่บริสุทธิ์เอาไว้ คุณไม่คิดเหรอครับ ว่าโลกนี้อาจจะเปลี่ยนไปก็ได้?
...ไม่มีอัจฉริยะคนไหนเปลี่ยนแปลงโลกได้โดยลำพังคนเดียวหรอกครับ  ...พวกเราเป็นได้เพียงผู้ช่วยเท่านั้น หลังจากรับโทษแล้ว โปรดใช้ความสามารถของคุณเพื่อเด็กๆ อย่างคุณมากิด้วยนะครับ"

แต่ที่เราชอบที่สุดคือตอนที่ L ขู่ท่านประธานาธิบดึของสหรัฐว่าจะเขียนชื่อลงในเดธโน้ต ถ้า...
"ท่านสัญญาได้ไหมครับ ว่าจะสร้างอนาคตโดยไม่พรากเอารอยยิ้มของพวกเด็กๆไป?"

แล้วนายบารัค ฮุสเซน โอบาม่า จะทำตามสัญญานี้ได้รึเปล่าเนี่ย

555

คงต้องรอดูกันต่อไป

 

Death Note และ L Change the World #1

posted on 27 Jan 2009 22:25 by ccchhhuuunnn  in BOOK-MOVIE-COMIC

ตั้งแต่เกิดมา เราดูการ์ตูนญี่ปุ่นแค่ไม่กี่เรื่อง
อ่านเป็นเล่มๆ ยิ่งน้อยเข้าไปใหญ่

เท่าที่จำได้มีแค่ โดเรม่อน (ฉบับสอนเลขบวกลบคูณหาร) และก็ วันพีซ (เล่ม 1-4)

555

แต่วันนี้ขออนุญาต (ใครไม่รู้) เขียนถึงการ์ตูนญี่ปุ่นเรื่องนึงที่เราชอบ

<<< Death note >>>
และ L Change the World

จำได้ว่าเพื่อนเคยบอกว่า การ์ตูนเรื่องนี้อ่านยาก
แต่หนังมันดัง ก็เลยไปอ่านเรื่องย่อของการ์ตูนในเน็ต แล้วก็ยืมหนังเพื่อนมาดู

เป็นเรื่องที่เฉือนคมกันสุดๆ
และหลอนนิดนึงเวลาคนที่ถูกเขียนชื่อในสมุดโน้ตกำลังจะหัวใจวายตาย
มันจะภาพเขย่า แล้วมีเสียง

ตึก ตึก !

แบบในเพลงบี้ เดอะสตาร์ 555

เตะตากับตัวละคร Light และ L แฮะ

เราว่าหลายคนเคยคิดแบบเดียวกับไลท์ ประมาณว่า โลกนี้มันไม่ยุติธรรม ทำไมคนดีโดนทำร้าย ทำไมคนที่ทำผิดไม่ได้ชดใช้ซักที(วะ)
เขาต้องการทำอะไรซักอย่างเพื่อเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ 
แล้วก็โชคดี(?) ที่ยมทูตตัวหนึ่งเอาสมุดโน้ตแห่งความตายโยนลงมาบนโลก เพื่อหาไรหนุกๆทำ
ไลท์เก็บได้
และเริ่มเปลี่ยนแปลงโลก

เขาเขียนชื่อฆาตกรต่างๆลงไปมากมาย
คนที่ถูกเขียนชื่อลงไป จะตายภายใน...กี่วินาทีไม่รู้จำไม่ได้แล้ว

ส่วน L ก็เป็นนักสืบ จากตำรวจโลกหรืออะไรประมาณนั้น
มาไล่จับไลท์

L คิดว่าไลท์ผิด เพราะไม่มีใครที่มีสิทธิ์ตัดสินความตายของคนอื่นได้
แต่ไลท์ก็คิดว่าตัวเองไม่ผิด เพราะเขาฆ่าคนบาป เพื่อปกป้องคนดี และเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้น(ในเรื่องตอนนั้นก็มีอาชญากรน้อยลงจริงๆ)

แต่สุดท้าย ก็เหมือนโลกทุกวันนี้อ่ะแหละ...
พอไลท์มี "อำนาจ" ที่จะฆ่าใครก็ได้อยู่ในมือ เขาก็อำมหิตขึ้น
เหมือนลืมเป้าหมายเดิมของตัวเอง
อยากจะเอาชนะคนที่ตามจับเขา
เขาฆ่าคนบริสุทธิ์ที่มาขัดขวางแผนการของเขาด้วย
แม้กระทั่งพ่อตัวเอง ที่เป็นตำรวจใหญ่ เขาก็เขียนชื่อลงไป
แต่ไม่ตายเพราะเป็นเล่มปลอม

พอไลท์รู้ชื่อจริงของ L แล้ว ไลท์ก็เขียนชื่อ L ให้ตายทันที
แต่เราทึ่งมากที่คนเขียนบทเขียนให้ L ไม่ตาย
เพราะ L เขียนชื่อตัวเองไว้ก่อนแล้ว ว่าให้ตายใน 23 วันถัดมา ซึ่งเป็นลิมิตของไอ้สมุดนี่
โห...สูงส่งสุดอ่ะ แลกชีวิตเพื่อจะรักษาความยุติธรรม 

ในที่สุด ไลท์ก็โดนยมทูตกวนๆ น่ารักๆ ตัวนั้นเขียนชื่อลงไป...

เราว่าไลท์ไม่ได้เลวแบบสันดานอ่ะ แต่มันอุดมการณ์เกินไป จนมองข้ามความจริงมากมาย
มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะฆ่าคนเลวให้หมดโลก
ยังไงโลกก็มีสองด้านเสมอ
ไม่มีคนชั่ว จะมีคนดีได้ไง

แล้วเราก็ไม่มีสิทธิ์ตัดสินว่าใครสมควรตาย
ยังไงๆ การฆ่า ก็เป็นความผิด
แม้จะฆ่า "คนที่ฆ่าคนอื่น"ก็ตาม
เพราะแสดงว่าเราก็ไม่ได้ต่างไปจากเขา
เราก็เป็น "คนที่ฆ่าคนอื่น" เหมือนกัน

เราชอบคำพูดของพ่อไลท์อ่ะ ที่พูดกับลูกตอนนาทีสุดท้ายที่กำลังชักแหง็กๆ

ไลท์บอกว่า กฏหมายมันไม่ยุติธรรมพอ เขากำลังทำสิ่งที่ยุติธรรมกว่า

แต่พ่อแย้งว่า มันไม่ใช่
มนุษย์เราไม่ได้สมบูรณ์แบบ กฎหมายที่มนุษย์สร้างขึ้นจึงไม่มีทางสมบูรณ์แบบได้
แต่มันก็แสดงว่า พวกเราพยามอย่างทึ่สุดแล้วที่จะรักษาความยุติธรรมเอาไว้

หลังจบดคี

L ก็มีชีวิตเหลืออีก 23 วัน

ทำให้เกิดภาคต่อ คือ L Change the World

ทำไม change ไม่เติม S

หรือเป็นประโยคคำสั่ง??
555

ไว้ตอนต่อไปนะ

มาแล้ว >> http://ccchhhuuunnn.exteen.com/20090128/death-note-l-change-the-world-2

 

เพียงความเคลื่อนไหว

posted on 07 Jan 2009 18:13 by ccchhhuuunnn  in BOOK-MOVIE-COMIC

ถึง แก อีกครั้ง

พูดถึงที่รักของแก
เรารู้จักเค้าครั้งแรกตอนได้อ่านกลอนของเค้าในเน็ต ในเล่มคำหยาดอ่ะ ชื่อ...นกขมิ้น มั้ง จำไม่ค่อยได้
ชอบมากเลย มันดูเหงาๆ
แต่พอไปอ่านบทที่ได้ซีไรท์ "เพียงความเคลื่อนไหว"
เราก็รู้สึกว่า
ไม่เพราะ
เราไม่ชอบกลอนที่ท้ายวรรคเป็นคำตาย
อ่านก็ไม่รู้เรื่อง

วันไหนซักวัน จำไม่ได้ละ เราไปยืมเล่มนั้นมาจากห้องสมุด
อ่าน "เพียงความเคลื่อนไหว" อีกครั้ง

อาจจะเป็นเพราะเราโตขึ้น ได้เห็นอะไรหลายอย่างที่คล้ายกับยุคนั้น
เช่น
การเมือง
ฮ่ะๆ
คราวนี้เลยเข้าใจแฮะ

อยากบอกว่า
โคตรเจ๋งเลยว่ะ

ป.ล.
อย่าบอกนะว่าแกไม่เคยอ่าน

ชั่วเหยียวกระหยับปีกกลางเปลวแดด
ร้อนที่แผดก็ผ่อนเพลาพระเวหา
พอใบไม้ไหวพลิกริกริกมา
ก็รู้ว่าวันนี้มีลมวก

เพียงกระเพื่อมเลื่อมรับวับวับไหว
ก็รู้ว่าน้ำใสใช่กระจก
เพียงแววตาคู่นั้นหวั่นสะทก
ก็รู้ว่าในหัวอกมีหัวใจ

โซ่ประตูตรึงผูกถูกกระชาก
เสียงแห่งความทุกข์ยากก็ยิ่งใหญ่
สว่างแวบแปลบพร่ามาไรไร
ก็รู้ได้ว่าทางยังพอมี

มือที่กำหมัดชื้นจนชุ่มเหงื่อ
ก็ร้อนเลือดเดือดเนื้อถนัดถนี่
กระหืดกระหอบฮวบล้มแต่ละที
ก็ยังดีที่ได้สู้ได้รู้รส

นิ้วกระดิกกระเดี้ยได้พอให้เห็น
เรี่ยวแรงที่แฝงเร้นก็ปรากฏ
ยอดหญ้าแยงหินแยกหยัดระชด
เกียรติยศแห่งหญ้าก็ระยับ

สี่สิบปีเปล่าโล่งตลอดย่าน
สี่สิบล้านไม่เคยเขยื้อนขยับ
ดินเป็นทรายไม้เป็นหินจนหักพับ
ดับและหลับตลอดถ้วนทั้งตาใจ

นกอยู่ฟ้านกหากไม่เห็นฟ้า
ปลาอยู่น้ำย่อมปลาเห็นน้ำไม่
ไส้เดือนไม่เห็นดินว่าฉันใด
หนอนย่อมไร้ดวงตารู้อาจม

ฉันนั้นความเปื่อยเน่าเป็นของแน่
ย่อมเกิดแก่ความนิ่งทุกสิ่งสม
แต่วันหนึ่งความเน่าในเปือกตม
ก็ผุดพรายให้ชมซึ่งดอกบัว

และแล้วความเคลื่อนไหวก็ปรากฏ
เป็นความงดความงามใช่ความชั่ว
มันอาจขุ่นอาจข้นอาจหม่นมัว
แต่ก็เริ่มจะเป็นตัวจะเป็นตน

พอเสียงร่ำรัวกลองประกาศกล้า
ก็รู้ว่าวันพระมาอีกหน
พอปืนเปรี้ยงแปลบไปในมณฑล
ก็รู้ว่าประชาชนจะชิงชัย.

<<< ความสุขของกะทิ ของ งามพรรณ เวชชาชีวะ >>>

 

ถึง แก

(แต่คนที่ไม่ใช่แกก็อ่านได้นะ  ^^ ) 

เอนทรี่นี้มาตามรีเควส 555

 

เราอ่านความสุขของกะทิจบแล้ว ตามที่แกแนะนำ

 

ตอนแรกไม่อยากอ่านเล่มนี้แฮะ ไม่รู้ทำไม กลัวจะน่าเบื่อมั้ง แต่อ่านแล้วก็ไม่เบื่ออะ สั้นดี แต่มีเรื่องราวมากมาย

 

เราชอบหน้าปกเวอร์ชั่นที่พิมพ์กับแพรวอ่า กะทิตัวโปร่งใส อิอิ 

เราเห็นด้วยกับคำวิจารณ์ เอ่อ...คำชื่นชมที่คำนำกะปกหลัง แต่มีอีกอย่างนึงที่เราว่าไม่มีใครพูดถึง เราอาจจะคิดไปเองก็ได้ แต่ความรู้สึกแรกคือทำไมเรื่องนี้มัน contrast จังวะ 

กะทิอยู่ที่บ้านริมคลอง มีชีวิตอยู่กับตายายอย่างเรียบง่ายแบบชนบท แต่ก็มีอะไรๆที่สมัยใหม่มากๆ ตาจบเมืองนอก แม่ก็เรียนเมืองนอก แล้วยังมีอีคอมเมิร์ซด้วย แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีศาลาริมน้ำ มีปิ่นโตไปโรงเรียน มีเก็บผักจากคลองมาจิ้มน้ำพริก มีพระพายเรือบิณฑบาตในตอนเช้า แต่หลวงลุงก็ได้ไปเทศน์ที่อเมริกา!

 

เราว่าเค้าเขียนเก่งอ่ะ มันไม่ได้ขัดแย้งกันมั่วๆ แต่มันมีจังหวะของมัน เมืองก็เมือง ชนบทก็ชนบท แบบชนบทสวยงามจริงๆไม่ใช่แบบชนบทที่กำลังถูกทำลาย

 

อืมม...เราว่าเค้ามีสอดแทรกเล็กๆเกี่ยวกับเรื่องที่...เป็นที่รู้กันในหมู่คนที่โตกว่ากะทิหน่อยนึง เช่น เรื่องความรักของน้าสองคนนั้น เรื่องกะเทย (...ป้ะ ลุงตองเป็นกะเทยป่าววะแก) และเรื่องอะไรซักอย่างจะไม่ได้แล้ว ประมาณว่าเล่นคำกับผลิตภัณฑ์บางยี่ห้อที่เป็นของไทย ทำให้เราสงสัยว่าเวลาแปลเป็นภาษาอื่น คนอ่านจะเข้าใจมั้ย 5555 

เรื่องนี้มีอีโมติคอนด้วยนะ :)

นอกนั้นก็มีเรื่องตากะยายที่กัดกันเล็กๆตลอด โดยเฉพาะตอนต้นๆ น่ารักดีอ่ะ ตาชอบนินทายายให้กะทิฟัง แต่ละมุกนี่เราก็นั่งฮาอยู่คนเดียว

 

แต่ก็ฮาสลับเศร้าเนอะ

 

เค้าวางเรื่องราวเกี่ยวกับแม่ได้เศร้าๆ สั้นๆ แต่ซึ้งโคตร เราชอบที่เค้าไม่ฟูมฟาย แต่อธิบายเป็นพฤติกรรมออกมาแทน มีท่อนนึงเราชอบมากเลย

 

...กะทิวิ่งเร็วขี้นเรื่อยๆ วิ่งไปให้ถึงขอบฟ้า เท้าสัมผัสทรายเนี้อละเอียดอย่างที่แม่ทำไม่ได้...อย่างที่แม่เคยทำได้ สองมือกำเข้าหากัน ขยับขึ้นลงตามจังหวะการวิ่งอย่างที่แม่ทำไม่ได้...อย่างที่แม่เคยทำได้ กะทิยกมือขึ้นปาดน้ำตา กิริยาง่ายๆแบบนี้แม่ก็ทำไม่ได้ ทั้งๆที่เคยทำได้

 

แกชอบท่อนนี้ป่าววะ? สุดยอดเนอะ

 

แต่มีนิดนึงที่เราไม่ค่อยชอบ หรือพูดให้ถูกคืองง คือตอนที่กะทิทำเป็นส่งจดหมายของแม่ไปถึงพ่อ แต่ความจริงส่งให้พี่ทอง เราเข้าใจความรู้สึกนี้นะ...ถ้าพ่อตัวเองทิ้งแม่ไปตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เกิด บางทีเราก็อาจจะไม่อยากรู้เลยว่าเขาเป็นใคร... เป็นวิธีที่ดีที่จะไม่ทำให้พวกน้าๆตั้งคำถาม

 

แต่การที่รอการตอบรับอยู่ที่บ้านในเมืองตั้ง 7 วัน ถ้าพี่ทองส่งโปสการ์ดกลับมาตอนนั้นก็ความแตกอะดิ

 

หรือเราอ่านอะไรไม่เข้าใจ 5555

 

เราไม่เคยสูญเสียแบบเดียวกับกะทิ เลยไม่รู้ว่าเรื่องนี้จะมีอิทธิพลเรื่องความสุข ความเศร้าและกำลังใจต่อพวกเขาเยอะรึเปล่า

 

แกคิดไงอ่ะ?

 

อ่อ แล้วที่แกบอกว่า มีบางส่วนคล้ายที่เราเขียน หมายความว่าไงเหรอ?

 

ลืมน้องแมวน้ำไปรึยังเหนี่ย เรายกให้ไอ้น้องคนเล็กเอาไปเล่นเรียบร้อยแล้ว 5555

 

ตอบยาวๆนะเว้ย

กลับไทยเมื่อไหร่บอกด้วย

 

*คิดถึงสมุดเซ็น*

 

55

คิดถึงแกเหมือนกัน  

 

<<< สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามเกม ของ จักรพันธุ์ ขวัญมงคล >>>

เขียนแบบนี้แล้วดูเหมือน “เกม ของ จักรพันธุ์” เลยแฮะ ฮ่ะๆ

เป็นคอลัมน์ประวัติบุคคลสำคัญที่เคยลงใน a day เอามารวมเล่ม

ความประทับใจแรกพบ : หน้าปกสวย (อีกแล้ว) 555 ชื่อเรื่องน่าสนใจ เป็นหนังสือไม่กี่เล่มที่เราอ่านปกหน้า-ปกหลังแล้วก็ซื้อเลย

ข้อเสีย : หายาก (อีกแล้วเหมือนกัน) แต่เพื่อรักษาธรรมเนียมก็ต้องเขียนแฮะ เอาเป็นว่า ท่ามกลางประวัติบุคคลต่างๆ เรางงว่าทำไมเขาต้องเขียนประวัติวงดนตรีที่เค้าสมมุติขึ้นมาเองด้วย 555 (ถึงแม้เค้าจะอธิบายไว้แล้วก็เหอะ)

ข้อดี : คนเขียนเล่าเรื่องโดยผ่านตัวมาริโอ้ เขียนให้ดูเหมือนมาริโอ้เชิญบุคคลต่างๆเข้ามาเล่นเกม แล้วก็พูดคุย(+กัด)ให้เรารู้จักคนเหล่านั้น เป็นวิธีเขียนที่ครีเอทสุดๆ เราไม่เคยเห็นใครเขียนประวัติบุคคลสำคัญแบบนี้มาก่อน แถมตอนจบยังมีสรุปเกมด้วยว่าผ่านด่านรึเปล่า และผ่านยังไงบ้าง

น่ารักดี

คนส่วนใหญ่ที่ได้รับเชิญมาเล่นเกมกับมาริโอ้ คนเขียนบอกว่า ไม่ได้เป็นคนสำคัญอันดับหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้จัก และไม่ได้เพียบพร้อมสมบูรณ์แบบ แต่เราว่าหนังสือ (คอลัมน์) ของเค้ามีเสน่ห์พอสมควร อาจเป็นเพราะรูปประกอบสวย และคนที่เค้าเลือกมาเขียน เกือบครึ่งเป็นคนในวงการศิลปะ เช่น หนังสือ ภาพยนตร์ เพลง และเอ่อ...คนวาดรูปอ่ะ เรียกว่าอะไรนะและอีกส่วนนึงเป็นคนที่คิดค้นของใกล้ๆตัวเรานี่แหละ แต่เราไม่รู้จักพวกเขา

ขอนับก่อน... 21 ตอน เรารู้จักประมาณ 8 คน เคยได้ยินแต่ชื่ออีก 3-4 คน เกือบไม่ผ่านครึ่งแน่ะ 55          

ความประทับใจหลังพบ : ทำให้เรารู้จักคนสองคนที่อยากรู้จักมานานแล้ว คนแรกคือนายคนที่คิดเลโก้ (รู้จักเลโก้ป่ะ 55) ตอนเทอม 1 เราต้องทำรายงานเรื่องอะไรก็ได้ ตอนแรกคิดจะทำเรื่องเกี่ยวกับเลโก้และประวัติของเค้า แต่ในเน็ตมีน้อย และในห้องสมุด(อักษรศาสตร์!)ไม่น่าจะมี ก็เลยเปลี่ยนเรื่องไป

คนที่สองคือบ็อบ ดิแลน เราเห็นชื่อเค้าครั้งแรกในหนังสือของ Murakami สงสัยมากว่าทำไมตัวละคร ผมถึงปลื้มนักร้องคนนี้เหลือเกิน เหอๆ อ่านแล้วเราก็ไปโหลดเพลง Blowin’ in the wind มาฟัง

โดนแฮะ

ก็เลยเอาไปแปะไว้ใน hi5

นอกจากนั้น ระหว่างที่อ่าน เราสงสัยว่าทำไมเค้าเขียนถึงคนอื่นตั้งนาน ไม่เขียนถึงคนที่คิดเกมมาริโอ้บ้าง (อุตส่าห์ยืมตัวละครมา) แต่พออ่านถึงบทสุดท้ายก็มานั่งขำ

มาริโอ้เชิญคนที่คิดเกมของตัวเองให้มาเล่นเกม

555

สุดท้าย ทำให้เราได้คิดนะ ว่าการสร้างเอกลักษณ์ให้งานตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ

 

<<< หอมหัวใหญ่ เล่ม 1 รวมผลงานนักเขียนการ์ตูน >>>

 

ความประทับใจแรกพบ : เราชอบการ์ตูนนะ ทั้งๆที่ไม่ค่อยอ่าน และแทบไม่เคยวาด 555  แล้วก็บังเอิญไปเห็นโฆษณาหนังสือการ์ตูนไทยราย 4 เดือนเล่มนี้ ในบล็อกของคุณบรรณาธิการอ่ะ ( http://auwddee.exteen.com/ )

 

ตอนไปเดินที่งานสัปดาห์หนังสือก็เห็นเด็กผู้ชายตัวเล็กๆคนนึงยืนสีไวโอลินอยู่ตรงที่ขาย เราก็คิดว่า หือ...ใครหว่า? แต่พอซื้อมาแล้วเปิดๆ ดูถึงรู้ 

 

อ่อ ...หลานของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์  

เชื่อมั้ยเนี่ยว่าหนึ่งในการ์ตูนไม่กี่เล่มที่เราเคยอ่าน คือการ์ตูนประวัติของปรีดี พนมยงค์

ฮะๆๆ 

ข้อเสีย : ไม่น่าจะมี 555 แต่ถ้าจำเป็นต้องตำหนิ ก็ขอแสดงความงง ว่าทำไมถึงมีหน้าคั่นระหว่างการ์ตูนแต่ละเรื่องไม่สม่ำเสมอ (งงมั้ยเนี่ย) คือบางทีก็มีหน้าคั่นที่เป็นภาพการ์ตูนเดี่ยวๆ แต่บางทีก็ไม่มี

  

ข้อดี : ในเล่ม(ค่อนข้าง)เล็กนี้ มีการ์ตูนอยู่ 9 เรื่อง ที่มีคุณภาพ และไม่ซ้ำแนวกันเลย มีทั้งแบบเด็กๆวาด แบบโบราณๆที่เราเกิดไม่ทัน แบบน่ารักๆ แบบลายเส้นสวยๆ แบบงงจนต้องอ่านสองรอบ แบบอินดี้ แบบซึ้ง แบบฮาแตก ฯลฯ เรียกได้ว่าอ่านคุ้มเลย และเนื้อหาก็เป็นเนื้อหาที่มีมุมมองที่ดีกับสังคม

 

ชอบอ่ะ

 

เราชอบความเป็นการ์ตูนไทยในเล่มนี้มากๆ เพราะ(โดยส่วนตัวนะ แหะๆ) เราไม่ค่อยชอบให้เด็กรุ่นใหม่วาดการ์ตูนออกมาเลียนแบบของญี่ปุ่น  เพราะนอกจากจะไม่สวยเหมือนของเค้าแล้ว ยังทำให้รู้สึกว่าไม่เจ๋งอ่ะ เหมือนไปก็อบเค้ามา

 

แต่ถ้าจะซ้อมๆวาดตามเค้าไปก่อน แล้วพยามค้นหาแนวทางของตัวเอง ก็น่าจะโอเค 

ความประทับใจหลังพบ : ทำให้เราลองวาดการ์ตูนช่องออกมาเรื่องนึง ตอนนี้ได้ครึ่งเรื่องละ 55 จบเมื่อไหร่จะเอามาลงบล็อกนะ

ยินดีต้อนรับสู่ category ใหม่ ^^

ก่อนทำบล็อก เราเขียนบันทึกทุกวัน(เฉลี่ยวันละ 3 บรรทัด) แต่ถ้าวันไหนได้ดูหนัง อ่านหนังสือ หรือฟังเพลงอะไรโดนๆ เราก็จะเขียนความประทับใจสั้นๆไว้ด้วย

ประทับใจนี่มีทั้งทางบวกและลบนะ

ฮ่ะๆ

แต่ตอนนี้ไม่ได้เขียนไดแล้ว ขอเสนอหนังสือผู้โชคดีเล่มแรกที่เรายังไม่เคย review

<<< โตเกียวไม่มีขา ของ นิ้วกลม >>>

ความประทับใจแรกพบ :
ตอนที่กวาดตาไปตามชั้นหนังสือ เล่มนี้สะดุดตา เพราะ...ปกหนังสือเขียนว่าอะไรเนี่ย อ่านไม่ออก
55 ก็เลยหยิบมาดู อ่อ โต-เกียว-ไม่-มี-ขา เฮ้ ขนาดกำลังดีแฮะ น่าอ่าน ก็เลยพลิกไปดูข้างใน

(ไหงมีคนบอกว่าปกหนังสือไม่สำคัญ)เอ่อ...เหตุผลที่ดูมีเหตุผลกว่านั้นก็คือ เราไม่ชอบเที่ยวและไม่ชอบอ่านหนังสือท่องเที่ยว เพราะมีประสบการณ์ที่ไม่ค่อยประทับใจหลายอย่าง แต่พอลองเปิดๆดูแล้วก็รู้สึกว่ามันดูไม่เหมือนหนังสือแนวเที่ยวๆที่เคยเห็น และไม่ได้เที่ยวในวิธีที่เราเคยเที่ยวมา

ข้อเสีย :
ขอติเรื่องที่มีรูปแนว
AV ชัดไปหน่อย ตอนแรกเราไม่รู้ ให้น้องอายุ 6 ขวบเอาไปเปิดเล่น โชคดีที่มันไม่เห็น (และแม่ไม่เห็น) 55 นอกนั้นไม่มีอะไรน่าตำหนินะ

ข้อดี :
เป็นหนังสือที่อ่านแล้วมีความสุขอะ ใช้คำพูดเข้าใจง่าย ลึกซึ้ง มองโลกกับผู้คนได้สวยงาม เต็มไปด้วยแง่มุมความคิดและคำคม ...บางทีก็มีอะไรขำๆด้วย

เราแอบสงสัยว่า ระหว่างการเดินทางแบบ backpack สองคนกับเพื่อน คนเขียนเค้าคิดอะไรได้มากขนาดนี้เลยเหรอ (ไม่กลัวเดินสะดุด? ฮะๆ) แต่มาคิดๆดูแล้ว สิ่งที่เค้าเขียนดูเป็นความรู้สึกมากกว่า และบางทีความคิดก็อาจตกผลึกเพิ่มเติมในขณะที่ลงมือเขียนด้วยแหละ

หนังสือแบ่งเป็นบทสั้นๆอ่านง่าย ไม่มีเนื้อหาที่หนังสมอง และที่สำคัญ เราชอบรูปประกอบขาวดำ 555

ชื่นชมฝีมือการเขียนจากใจจริง ดูเป็นคนที่มีสมองกับอารมณ์สมดุลกันอ่ะ ฮ่ะๆ

และชื่นชมการไปเที่ยวแบบพอเพียงของเค้ามากๆ 55 ถึงขั้นนอนกันริมถนน

ไม่น่าเชื่อว่าการไปเที่ยวแค่ 9 วัน กับเงินแค่หมื่นกว่า ในมหานครที่ขึ้นชื่อว่าค่าเที่ยวแพงมากกก... เค้าจะสามารถไปเที่ยวได้ ครบรวมทั้งรวบรวมความทรงจำและความรู้สึกดีๆไว้ได้ครบถ้วนทุกแง่มุม

ความประทับใจหลังพบ :
อย่างแรกคือ ทำให้รู้ซึ้งถึงคำว่า มิตรภาพไร้พรมแดน
55

สองคืออิจฉาหน่อยๆ อย่างที่บอกตอนแรก เราไม่ค่อยชอบเวลาไปเที่ยวกับครอบครัว ส่วนใหญ่เน้นนั่งรถเป็นหลัก ไปถึงก็แค่ถ่ายรูปๆ หรือถ้าแดดจัดๆหรือฝนตกก็จะไม่ได้ลงรถ คนในครอบครัวก็มีหลายวัย แน่นอนว่าคุณตาคุณยายและไอ้ตัวเล็กไม่พร้อมจะลงไป ลุย และ สัมผัส กับสถานที่นั้นจริงๆ

อืมม... ความจริงเราก็ไม่ได้ไม่พอใจอะไรหรอก เที่ยวกับครอบครัวก็อบอุ่นดี เพียงแต่อยากเที่ยวกับเพื่อนบ้างเท่านั้นเอง

แค่บ้างเท่านั้นแหละ 555

สามคือขำ ตอนที่นึกภาพตัวเองไปเที่ยวกับเพื่อนแบบนั้นบ้าง มันคงเป็นไปได้ยากเพราะผู้หญิงมีข้อจำกัดอะไรๆที่ไม่เหมือนผู้ชาย คงวุ่นวายแหงๆ 555

สุดท้าย เป็น แรงบันดาลใจสมทบ ในการเขียนบล็อก นอกเหนือจาก แรงบันดาลใจรับเชิญรายวัน การเขียนเรื่องและไดอารีจนเบื่อ ความจำเป็นที่จะต้องฝึกฝนการเขียนเพื่อตอบข้อสอบอัตนัยของคณะอักษรฯ และความอยากแก้แค้นเพื่อนสถาปัตย์ที่ส่งบล็อกมาให้เม้นแทบทุกครั้งที่ออนเอ็ม

ใช้สิทธิพาดพิง

ฮ่ะๆๆ

คุณเป็นตัวละครตัวไหน? 

เวลาอ่านหนังสือ ดูหนัง หรือดูการ์ตูน ส่วนใหญ่เราจะชอบตัวละครตัวนู้นตัวนี้ แต่ไม่ค่อยรู้สึกว่า...อืมม ตัวละครตัวนั้นเหมือนชั้นเลยแฮะ

 

หน้าตาเหมือนกัน

ชอบอะไรเหมือนกัน

มีความสามารถเหมือนกัน

หรือตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน 

 

อะไรประมาณนั้น

เมื่ออาทิตย์ก่อน ไอ้น้องคนกลางของเราไปค่ายสหเวชจุฬา ตั้ง 5 วันแหนะ ทำให้เราต้องติดแหง็กอยู่กับไอ้น้องคนเล็ก ไปไหนไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้ ถ้าหยุดเล่นกับมัน มันจะงอแงมาก 

ทำให้เรานึกถึงตัวละครตัวนึง

 

เธอคือ...

แต่น แตน แต๊น 

เลดี้เอโอวีนแห่งโรฮัน  

(Lady Éowyn of Rohan) จากเรื่องลอร์ดออฟเดอะริงส์

 

ชื่อไฮโซเนอะ ไม่รู้เขียนถูกรึเปล่า 

 

ความจริงเราไม่ชอบตัวละครนี้เลยแฮะ ในหนังก็ไม่เห็นสวย 555  ไม่เชื่อดู  

 

 

 

 

 

 

 

 

 

(ขอบคุณภาพจาก th.wikipedia.org 

 

แต่มันมีบางอย่างที่ทำให้เราสะดุดใจตั้งแต่ตอนแรกที่อ่าน 

 

เอโอวีนเป็นหนึ่งในประชากรหญิงที่หายากมากในลอร์ดออฟเดอะริงส์ (เกี่ยวมั้ย 55) เป็นหลานของพระราชาเมืองโรฮัน ตอนกลางๆเรื่อง พ่อมดแกนดัลฟ์ อารากอร์น ฯลฯ ไปที่เมืองนี้เพื่อขอให้ส่งกองทัพมาช่วยรบ แต่กลับพบว่าพระราชาชราถูกเป่าหูโดยไส้ศึกจนหลงเลอะเทอะ เอโอวีนต้องคอยดูแลอยู่ตลอด ขณะที่พี่ชายทั้งหลายของเธอออกไปทำสงครามกับพวกออร์ค

 

แกนดัลฟ์ทำให้พระราชามีสติขึ้นมาได้ และกำจัดไส้ศึกคนนั้นไป

 

คืนหนึ่ง อารากอร์น ฯลฯ ตัดสินใจจะไปทางช่องเขาปีศาจอะไรซักอย่าง เลยแอบขี่มาออกไปไม่ให้ใครรู้ แต่กลับเจอเอโอวีนมาดักรออยู่แล้วขอไปด้วย

อารากอร์นไม่ให้ไป บอกว่ามันน่ากลัว เพราะเขาจะไปเรียกกองทัพผีมา 

แต่เอโอวีนบอกว่าตัวเองรบเป็น และไม่กลัวความตาย

 

อารากอร์นเลยถามว่า แล้วเธอกลัวอะไรล่ะ

 

เอโอวีนตอบว่ากรงขัง

...กลัวจะถูกขังไว้ในวังจนแก่ โดยที่ไม่ได้ทำตัวให้เป็นประโยชน์อย่างที่ควรจะเป็น ขณะที่พวกผู้ชายออกไปสู้รบและตายเพื่อบ้านเมือง 

โห

 

โดนมาก

 

ช่วงหลายปีมานี้เรารู้สึกเหมือนโดนขัง ทั้งจากคนอื่นๆ และบางทีก็จากตัวเองด้วย

 

เราไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เวลามีคนบอกว่า อยากทำอะไรก็ทำ ไม่ใช่มัวแต่อยากอย่างเดียว เพราะเราทำไม่ได้จริงๆ 555

 

มันมีบางสิ่งที่เรียกว่า หน้าที่ผูกเอาไว้

 

คนส่วนใหญ่ก็เป็นแบบนี้เองแหละ ใช่มะ

 

บางทีเรื่องที่เราเขียนก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับการถูกขัง...ตั้งใจสะท้อนและมีส่วนนึงสะท้อนโดยไม่ตั้งใจ แต่มันทำให้เราไม่เครียดแฮะ เหมือนกับว่าได้ระบายความคิดที่ไม่ค่อยดีนัก ออกไปเป็นอะไรที่สร้างสรรค์

 

ฮ่าๆๆ

 

เราไม่รู้ตอนจบของเราจะเป็นเหมือนเอโอวีนรึเปล่า ถ้าเหมือนก็โชคดี (หลายๆ) 

ในที่สุดเอโอวีนก็ไม่ได้ไป อารากอร์นให้เหตุผลว่าเธอมี หน้าที่ ต้องดูแลประชากร (ประมาณว่าพาชาวบ้านอพยพ อะไรอย่างงี้ มั้ง อ่านนานแล้วจำไม่ได้ แหะๆ) เอโอวีนก็ทำตาม แต่ก็แอบปลอมตัวเป็นผู้ชายไปช่วยรบในตอนหลังและกำจัดภูติแหวนได้ตัวนึงแหนะ จากนั้นก็ไปพบรักกับเจ้าชายฟาราเมียร์ ที่อารากอร์นแต่งตั้งให้ครองนครซักอย่างที่อยู่ตะวันออก

 

เลยแฮปปี้ และไม่คิดจะเป็นนักรบอีกแล้ว เพราะในที่สุดเธอก็รู้ว่า มันไม่ใช่ที่ของเธอ

 (แต่อย่างน้อยเธอก็ได้ออกรบแล้วหละ) 

จบ

 

แล้วคิดว่าตัวเองเหมือนตัวละครตัวไหนกันบ้างอ่ะ เช่น...อย่างที่บอกไว้ข้างบน 

แชร์กันๆ ไม่จำกัดแนว 555 

เขียนใว้ในบล็อกตัวเองก็ได้นะ แล้วจะไปตามอ่าน ^ ^