MY-DAYS

language story 2 : I'm afraid of writing.

posted on 06 Nov 2009 23:49 by ccchhhuuunnn  in MY-DAYS
มันแปลกมั้ย ที่เราเขียนบล็อก แต่กลัวการเขียน


นานมาแล้ว สมัยที่เด็กทุกคนต้องควานหา identity ของตนเอง
เราคิดว่า เอาละวะ เราจะเป็นคนเขียนหนังสือละ!


แล้วเราก็เขียน


หลายสิ่งหลายอย่างเกิดขึ้น
มันสนุกแฮะ


แต่เคยได้ยินมั้ย ในวิทยุคลื่นไหนไม่รู้ โฆษณาอะไรซักอย่าง
บอกว่า
วัยรุ่น ถึงจะแหวกแนวยังไง ก็ยังต้องเหมือนเพื่อน


นั่นแหละ


บางทีการเขียนทำให้เรารู้สึกว่า
เราแตกต่าง แต่เราไม่เหมือนเพื่อน
เราเป็นตัวประหลาด


บางทีเราก็เจอเพื่อนที่เป็นตัวประหลาดเหมือนกัน
แต่สุดท้ายเรากลับพบว่า พวกเขาแค่แต่งคอสเพลย์เป็นตัวประหลาดเท่านั้น ข้างในเขาเป็นคน


เรากลัวมาก และสิ่งที่เราเขียนก็เริ่มก้าวร้าว


จนกระทั่งถึงจุดที่เราทนไม่ได้


เราค่อยๆ กลายร่างกลับมาเป็นคน


ในที่สุดเราก็กลับมาเป็นคน


เหมือนเพื่อนแล้ว

แต่เราไม่แตกต่างอีกแล้ว


คิดดูสิว่ามันน่าตกใจขนาดไหน เมื่อมาเข้ามหา'ลัยแล้ว เพิ่งรู้ว่ามีตัวประหลาดเต็มคณะไปหมด
ดีใจมากๆเลย

แต่ในขณะเดียวกัน
มันก็โคดเสียใจ


เราไม่สามารถไปร่วมก๊วนกับพวกเค้าได้
เพราะเรากลายเป็นคนไปแล้ว


สิ่งที่เราเจอ หรือไม่ก็คิดไปเองว่าเจอ
ทำให้เราฝังใจกับความกลัวหลายๆอย่าง


และมันเป็นปัญหามากในการเรียนมหา'ลัยวิชานี้


เรากลัวการใช้ศัพท์ยากๆ หรือศัพท์แปลกๆ โดยเฉพาะพวกคำที่ใช้อธิบายอารมณ์ ความงาม หรือความเคลื่อนไหว
เพราะเราเคยเห็นพวกที่ใช้เว่อร์ๆ แล้วรู้สึกว่ามันเฟค
แต่พอเราใช้บ้าง โดย(ตอนนั้นคิดว่า)เลือกเฉพาะคำที่ดูมีรสนิยม มันก็กลายเป็นว่า
เรากำลังเขียนโดยใช้ภาษาของผู้ใหญ่
ใช้แล้วไม่เหมือนเพื่อน

บางทีเรารู้สึกว่า ช่วงที่เพื่อนๆเป็นวัยรุ่น เราโตกว่าพวกเค้า แต่พอพวกเค้าโต เรากลับเด็กลง
พอกลัว ก็เลยไม่ใช้
พอไม่ใช้ ก็เลยใช้ไม่เป็นแล้ว
แล้วพอถึงเวลาที่จำเป็นต้องใช้...

อีกเรื่องนึง เรากลัวคำจำกัดความของสิ่งที่เรากำลังทำอยู่
งงมั้ย
555


เรากลัวที่จะบอกคนอื่นว่า แต่งเรื่อง แต่งกลอน เขียนนิยาย
เราจะขนลุกซู่ไปทั้งตัวด้วยความหยะแหยง เมื่อมีใครแนะนำเราให้ใครอีกคนรู้จัก โดยใช้คำพวกนี้


พูดจริงๆนะเนี่ย
มันเป็นความกลัวฝังใจ
ลองพูดคำพวกนี้ด้วยน้ำเสียงดูหมิ่นสิ
เรารู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยามว่าชอบเพ้อฝัน


ได้ยินกี่ครั้งก็รับไม่ได้ ไม่ชินซักที


มีนักเขียนหลายคนที่ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบาน ว่าพวกเขาชอบเพ้อฝัน
แต่เราไม่ใช่


แม้ว่าคำว่า เขียนหนังสือ และวรรณกรรม จะดูเป็นคำที่ไร้ความรู้สึกมากกว่า
แต่มันก็ใช้แทนไม่ได้


ลองคิดดูสิถ้ามีคนบอกว่า "อ๋อ เค้าเขียนหนังสือ" (ได้ตีพิมพ์ตั้งแต่เมื่อไหร่วะ)
หรือบอกว่า "ก็เขียนพวกวรรณกรรมอ่ะ" (ใครยกย่องแกให้เป็นวรรณกรรมเนี่ย)
อีเดียดจะตายชัก 5555


ความกลัวเรื่องที่สาม คือเราหมดความเชื่อในเรื่องพวกนี้ไปแล้ว
ว่าการได้อ่านหนังสือซักเล่ม ดูละคร ดูหนังซักเรื่อง หรือดูงานศิลปะสักชิ้นหนึ่ง มันอาจเปลี่ยนชีวิตคนได้
มันเป็นแรงบันดาลใจในชีวิต
มันมีพลังบางอย่างที่ขับเคลื่อนสังคม
 

เอางี้ดีกว่า เราเชื่อว่ามันจริง แต่เราไม่เชื่อแล้วว่าเราจะเป็นคนที่ทำมันได้


เราจะมีคำถามตลอดเวลาว่า ถูกแล้วเหรอวะที่จะใช้เวลาไปกับเรื่องพวกนี้?
มันเป็นเรื่องหลอกลวงรึเปล่าวะ? เรามีอย่างอื่นที่ต้องรับผิดชอบรึเปล่า?


แล้วลองนึกสภาพคนที่เรียนวิชาเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ ชอบเรื่องพวกนี้ แต่กลัวเรื่องพวกนี้ดูสิ


สนุกมากกกก

:)






คนไทย...

 

บางคนเก่งภาษาไทยแต่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ
บางคนเก่งภาษาอังกฤษแต่ไม่เก่งภาษาไทย

 

จริงเหรอ

 

เราไม่เคยเชื่อเลย

 

มันน่าหมั่นไส้มาก เวลาเพื่อนเราบอกว่า เก่งภาษาอังกฤษมากกว่า เพราะเรียนภาษาไทยมันยาก เรียนไม่รู้เรื่อง

แล้วคนที่เก่งภาษาไทยมากกว่าภาษาอังกฤษ แสดงว่า ไม่มีความถนัดด้านภาษาอังกฤษ รึเปล่า

 

ตอนเราอยู่ม.ต้น เราคิดเรื่องนี้เยอะมาก

 

เราคิดว่า เป็นไปไม่ได้หรอก ที่เราจะเก่งไทยมากกว่าอังกฤษ หรือเก่งอังกฤษมากกว่าไทย
ถ้าเก่งภาษาไหน ก็ต้องเก่งภาษาอื่นด้วย
มันเป็น “ความสามารถด้านภาษา”

 

แต่ที่เราเก่งไม่เท่ากันสองภาษา เพราะเราคุ้นเคยกับภาษาไทยมากกว่า
ความเก่งด้านภาษาอังกฤษ ของเรากับเพื่อนๆ น่าจะขึ้นอยู่กับ “โอกาส” และ “ประสบการณ์”

 

คนไหนที่เก่งกว่า ก็คือคนที่มีโอกาสรู้จักกับภาษาอังกฤษนอกห้องเรียน เช่น ไปเรียนกับสถาบันข้างนอก ดูหนังฟังเพลงฝรั่ง และอื่นๆ หรือคือคนที่สนใจและตั้งใจเรียนมากกว่าเพื่อน หรือคือคนที่ไม่มีความทรงจำอันเลวร้ายกับภาษาอังกฤษตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้รู้จักมัน เพราะเราว่านะ...ถ้าตอนเด็กมากๆ ซักอนุบาลหรือป.1 เราถูกบังคับให้ท่องศัพท์ยากๆ เยอะๆ ที่เราไม่เข้าใจ เราก็จะเกลียดมัน และฝังใจว่ายังไงก็เรียนไม่รู้เรื่อง แล้วก็เลยไม่รู้เรื่องจริงๆ

 

ดังนั้น ความสามารถด้านภาษาที่แท้จริง ควรวัดจากความเก่งภาษาไทยไม่ใช่เหรอ เพราะภาษาอังกฤษแต่ละคนโอกาสไม่เท่ากัน แล้วอีกอย่าง ภาษาอังกฤษที่เราเรียนตอนมัธยม ก็เป็นความรู้ระดับเบื้องต้น สำหรับประเทศที่ใช้เป็นภาษาแม่ เท่านั้นเอง 
 

เราไม่แน่ใจหรอกนะว่าที่เราคิดมันถูกต้องรึเปล่า อาจจะเป็นเพราะตอนเด็กๆ เราเรียนภาษาไทยได้ดีกว่าอังกฤษนิดหน่อย แล้วรู้สึกว่าถูกล้อเลียนประมาณว่า "เชย" 
 

เราก็เลยหาข้อแก้ตัวให้ตัวเอง

 

แต่พอเราเรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น (ตอนนี้เอกอังกฤษ) เราก็รู้สึกว่าไอ้ที่เราคิดตอนเด็กๆมันจริงมากขึ้นมาหน่อย ตอนนี้ บทเรียนภาษาอังกฤษเริ่มใกล้เคียงภาษาไทยตอนมัธยมเข้าไปทุกที มีวรรณกรรม(นิยาย เรื่องสั้น กลอน บทละคร) ให้อ่านเหมือน ทักษะสัมพันธ์ หรือวรรณคดีวิจักษ์ มีอุปมา อุปลักษณ์ และบุคคลวัต เรียนโครงสร้างคำและประโยคภาษาอังกฤษเหมือนภาษาไทยเลย ทั้งพวก อาการนาม กริยานุเคราะห์ นิยมวิเศษณ์ และพวกประโยคความเดียว ความรวม ความซ้อน แล้วยังมี เรียงความ สอบพูดหน้าห้อง สอบฟัง สอบจับใจความ และอื่นๆ

 

มันกำลังวัดความสามารถทาง ภาษา ที่แท้จริงของเราอยู่ใช่มั้ย
เช่นเดียวกับตอนที่เรียนภาษาไทย
ใครเข้าใจวรรณกรรมได้ลึกซึ้งกว่า ใครมองเห็นโครงสร้างอันซับซ้อนของภาษาได้ทะลุกว่า คนนั้นสามารถกว่า

 

แล้วเราก็เอียนเต็มทีแล้ว

 

เบื่อที่สุดในโลก!!!

 

อ้าว นอกเรื่อง ฮ่าๆ

 

เราเคยดูทีวีรายการนึง พ่อกับแม่เรียนเมืองนอกมา พอมีลูก พ่อก็จะพูดภาษาอังกฤษกับลูกตลอด ไม่พูดภาษาไทย ส่วนแม่จะเป็นคนพูดภาษาไทยเอง ปรากฎว่าเด็กคนนั้นพูดไทยกับแม่ แล้วก็พูดอังกฤษกับพ่อได้เท่าๆกัน

 

ถ้ามีเด็กแบบนี้ซักสองคน เราก็จะรู้ว่าเด็กคนไหนถนัดด้านภาษามากกว่ากันใช่มั้ย

เออ

 

แต่จะรู้ไปทำไมล่ะ

 

ความจริงแล้วความเก่ง หรือความเก่งกว่ากัน มันไม่ได้สำคัญมากมาย
ขึ้นอยู่กับความรักกับความพยายามต่างหาก

 

แต่ปัญหาก็คือ ตอนนี้เรายังพยายามกับภาษาอังกฤษไม่พอ แต่ก็ขี้เกียจเหลือแสนนน...
ส่วนภาษาไทย หยุดพยามมานานละ

 

แล้วเราก็เลิกรักพวกมันแล้วด้วย ทั้งสองตัวนั่นแหละ

 

โปรดติดตามตอนต่อไป...
เราจะกลับมาเมื่อไม่สามารถทำการบ้านต่อไปได้แล้ว

 

ฮ่า...

 

OctoPhobia

posted on 26 Sep 2009 12:50 by ccchhhuuunnn  in MY-DAYS

สอบเสร็จแล้ว

เอาอีกละ...

 

ปิดเทอมแล้ว

เอาอีกละ

 

ครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่ไม่อยากลุกจากห้องสอบ

ไม่อยากปิดเทอม

 

กลัวเดือนตุุลา กลัวเดือนมีนา เมษา พฤษภา

 

บ้าแน่เลยว่ะ

มีแต่คนอยากปิดเทอม

 

ปิดเทอมเป็นกรงขัิง รู้ป่ะ

อยู่เฉยๆไม่ได้ทำอะไรเลย

ไม่ได้ไม่มีอะไรทำ 

มีเยอะแยะที่อยากจะทำ มากมายก่ายกอง

 

แต่ทำไม่ได้ว่ะ

ทำไม่ได้

ทำไม่ได้

ทำไม่ได้

 

ขอทำเหอะ 

นะ

นะ

นะ

 

อย่าว่าเลยนะ

 

 

 

JUNE ไร้

posted on 01 Jul 2009 17:37 by ccchhhuuunnn  in MY-DAYS

เราไม่ได้อัพบล็อกเลยตลอดเดือนมิถุนา

ดูเหมือนคนขวางโลก

5555

 

ความจริงเดือนที่แล้วงานไม่ยุ่ง แต่มีเรื่องกลุ้มหลายอย่าง

 

ยังไม่ได้เขียนเรื่องรับน้อง เรื่องเปิดเทอม เรื่องวิชาเอกอังกฤษที่นรกมาก วิชาโทละครที่รู้สึกเหมือนอยู่สินกัม และวิชาที่เสล่อไปเรียนคนเดียว-หมายถึงเรียนตัวต่อตัว - -* (กราบลาท่านอาจารย์ไปลงทะเบียนถอนเรียบร้อยแล้ว ยังเสียวสันหลังอยู่เลย 55) เรื่องน้องรหัส (ดีอ่ะ) เรื่องทัศนศึกษา (ห่วย) และหนังสือที่อ่านไปเยอะมาก (Ragnarok#1 /อย่าอ่านเลยก็แล้วกัน /ปลาฉลามฟันหลอ /เครซี่ /ต้นไม้ใ้ต้โลก /ไผ่แดง และ ชุดประดาน้ำและผีเสื้อ)

 

เืดือนนี้ก็ยังไม่ค่อยยุ่ง แต่ยังหงุดหงิดๆอยู่

ไว้วันหลังค่อยมาอัพต่อดีกว่า

UNTITLED

posted on 08 May 2009 00:37 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA, MY-DAYS

ในที่สุด

มันก็เสร็จจนได้
หลังจากเหนื่อยกับมันมาหลายปี

ส่งเกือบเส้นตายพอดีอะ ต้องส่งเป็น ems. เปลืองตังอีก ถึงเราจะรู้สึกแย่นิดหน่อยที่เหมือนทำลวกๆ ไม่ค่อยได้ตรวจทาน แต่เรารู้ว่าเราทำดีที่สุด...เท่าที่จะทำได้แล้ว

อยากจะกรี๊ดดดดด!

ในที่สุดก็ทำสิ่งที่มีคนไม่อยากให้ทำได้แล้วโว้ยยย!!!

พูดไปก็รู้สึกผิด ไม่รู้จะทำไงดีกับไอ้ "ความรู้สึกผิด" อันเนี้ย เหมือนเรากำลังทำอะไรหลอกลวงเค้า

แต่ถ้าเราเลิกทำ เราตายแน่
แต่ถ้าเรายังคงทำให้เค้าเห็น เราก็ตายแน่เหมือนกัน

เสียใจมากๆอ่ะ อยากจะร้องไห้ดังๆ

แงๆๆๆๆๆ

เราไม่สงสัยเลยว่าเค้ารักเรารึเปล่า เค้าดีกับเราที่สุด ทุกๆอย่างจริงๆ
บางทีเรายังรู้สึกเลยว่าเค้ารักเรามากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ

แต่เราจะทำยังไงดี กับสิ่งที่เรารู้สึกว่า ยังไงก็ตาม...เค้าไม่ยอมรับเรา

มันไม่ใช่ ความฝันของเรา ว่ะ ดูโง่ น้ำเน่ามาก
รับไม่ได้จริงๆแฮะคำนี้ ฮ่าๆ
มันคือ สิ่งที่เราน่าจะทำได้ มากกว่า

เราเสียดายที่เผลอไปทำให้เค้ารู้
เสียดายที่ไม่ได้เก็บเอาไว้ตลอดไป

อะไรๆมันอาจจะดีกว่านี้

รู้มั้ย

มีเรื่องกับคนที่แย่ๆ มันโคตรจะง่าย เราจะยืดอกได้เต็มที่เลยว่าเราถูก เราดี เราเจ๋ง เราหาพวกได้
ต่อให้แพ้เค้าหรือโดนรังแกยังไง บางทีความภูมิใจอันนี้ก็ทำให้รู้สึกดีๆ

แต่ถ้ามีเรื่องกับคนดีๆหละ แล้วถ้าเป็นเรื่องที่ไม่มีใครถูกใครผิดล่ะ
เราจะแน่ใจได้ไงว่ามันไม่มีใครถูกใครผิด
หรือเราเป็นคนผิดเอง

เรายอมมีเรื่องกับคนแย่ๆซักสิบคน ยังดีกว่าต้องมีอะไรที่ "ตรงกันข้าม" กับคนที่แสนดีแบบนี้จริงๆ

ขอโวยอีกที

เสียใจมากกกกกก!

ขอโทษนะคะ

ขอโทษ...

***

 

 

 

จบ

เปลี่ยนเรื่อง

อ่อ ขอบอกก่อน ถ้าจะเม้นให้เราช่วยอย่าพูดถึงเรื่องข้างบน สนใจแต่เรื่องข้างล่างก็พอ

***

 

 

 

เลือกเอกแล้ว 

ลาก่อนเอกสเปน

ข้อดีของเอก
1.อุตส่าห์ได้ A นะเนี่ย 555
2.เป็นเอกเดี่ยว ไม่มีวิชาโท เวลาอ่านหนังสือก็ทุ่มแค่วิชาเดียว ชิวๆ สอบย่อยบ่อยๆ สอบปลายภาคน้อยๆ

ข้อเสีย
1.เราทนเรียนเอกเดี่ยวไม่ไหว ต้องเบื่อตายแน่ ยิ่งคณะนี้...
2.เราเกลียด conversation ของสเปนมากกก ฟังออก แต่พูดไม่ทัน เวลาสอบพูดเป็นคู่ ก็จะไปยืน blank อยู่ตรงหน้าเค้า ขายหน้าสุดๆ เหมือนพอเข้าไปในห้องแล้วสมองเราจะอันตรธานไปทันที ครั้งแรกสอบพูดคู่กับเพื่อนที่กำลังเป็นไข้เลือดออก แต่มันพูดมากกว่าเรา 5 เท่า ครั้งที่สอง โดนด่าว่า พูดช้ามาก แต่ก็ยังผัน verbo ไม่ถูก
3.แล้วอาจารย์ก็บอกว่า เวลาไปสมัครงาน ถ้าจะใช้สเปนสมัคร ต้องพูดอังกฤษได้ด้วย

กำ

ขอไปเรียนเอกอังกฤษก่อนนะ ยังใช้อังกฤษได้ไม่ถึงครึ่งของภาษาไทยเลย 555

ข้อดีของเอก (เท่าที่รู้)
1.ให้เลือกวิชาโท
2.ใช้ได้ตลอดกาล

ข้อเสีย
1.ยากมากกกก เจอแต่พวกขั้นเทพ
2.โหล ไม่ชอบ
3.หนีวิชาการพูดไม่พ้น เราโคดเกลียดวิชาแบบนี้อ่ะ แล้วสำเนียงอังกฤษเราก็ขายหน้าโรงเรียนมาก

คณะเราเอกอังกฤษตั้ง 80 กว่าคน เซ็งเลย 555 แต่เราจำใจเลือกเอกนี้เพราะจะโทการละคร ทำเบื้องหลัง เปนแพ็คเกจที่อาจารย์ที่ปรึกษาบอกว่าน่าเป็นห่วงที่สุด เพราะงานโหดทั้งคู่

5555

เอาเหอะ

ถ้าไม่ได้โทละครเราคงเบื่อตายจริงๆว่ะ ยอมเสี่ยงเลย

แต่เลือกแบบนี้ก็ต้องมาเจอเรื่องที่บ้านอีก

ไม่พูดดีกว่า

***

 

 

รองจากภาคละคร ขอบคุณฝ่ายสาราฯ (หนังสือ) ของคณะมากๆ ที่ทำให้เราได้ทำอะไร

เพิ่งรู้ตัวว่าอยู่ได้เพราะสองอย่างนี้แหละ

ตอนเพิ่งเข้ามาใหม่ๆ เราไม่ได้คิดอะไร หวังแค่ได้ทำกิจกรรมเยอะๆก็พอ

อาจจะโมโหมาจากที่โรงเรียน ที่ไม่ค่อยมีอะไรให้ทำ ไอ้ที่ทำก็...นะ
ตัวอย่างเช่น ให้เราไปช่วยเขียนบทบางอย่าง กลายเป็นว่าเราต้องไปนั่งแก้สำนวนของบทที่บางคนกำหนดมาแล้ว แล้วมันก็ออกมากลวงๆ นึกว่าเรารู้สึกคนเดียว แต่ปรากฏว่า รุ่นน้องเค้าก็บ่นเหมือนกัน

อายอ่ะ

พอเข้ามา เราก็ทำทุกอย่างนะ เกือบทุกกิจกรรม แต่มันก็เหมือนเดิม เพื่อนเรามันไม่ทำกันแล้ว คงรู้ตั้งนานละ แต่เราพยามมองโลกในแง่ดีเกินไปว่ะ จนโดนเรื่องนกกระดาษงานจุฬาวิ.เข้าไป น็อกเลย

คิดว่าจะเลิกทำแล้ว

มีค่ายอาสาอีกอัน เราต้องแลกหลายอย่างเพื่อให้เข้าประชุมค่ายได้ทุกวันศุกร์ แต่พอเราหิ้วกระเป๋าไปตอนเช้า เรียนเสร็จยังไม่ทันทำค่าย ตอนเย็นก็ต้องหิ้วกลับ

เพราะตำรวจปราบพันธมิตร ที่บ้านไม่ให้ไปค่าย สั่งให้กลับเดี๋ยวนี้ จะเอารถมารับ
เค้าโทรไปหาพี่ประธานค่าย อาจารย์ที่ปรึกษาค่าย บอกให้เลื่อน แต่เค้าไม่เลื่อน
เรานั่งรอรถนานมาก เพื่อนๆไปไหนกันหมดแล้วไม่รู้
แต่พอขึ้นรถแล้ว พ่อดันถามว่า ตกลงจะกลับมั้ย
รู้สึกแบบ...

ปรอทแตก

สั่งให้กลับ แล้วทำไมต้องถาม
รู้อยู่ว่าเราจะเสียใจแค่ไหนถ้าไม่ได้ทำค่ายนี้ แล้วทำไมต้องถาม

แต่ตอนนั้นกลัวแม่มาก (แม่รออยู่ที่บ้าน) ไม่อยากมีเรื่องอะไรอีกแล้ว แล้วก็ประชดชีวิตด้วย

เค้าพูดเหมือนเรากำลังทำสิ่งที่ผิดอยู่ มีเหตุผลมากจนเราเชื่อ 

เราเลย...กลับบ้าน

อยากตายมากอ่ะตอนนั้น

ทุกอย่างที่ทำมากับมือล่มสลาย
ทำไมกุโง่งี้วะ

แม่ไม่ยอมให้ไปค่ายครั้งอื่นๆอีกแล้วด้วย เพราะไม่ใช่ค่าย "หญิงล้วนสองวัน" เหมือนค่ายอักษรค่ายนั้น
ขณะที่น้องเราได้ไปค่ายแนะแนวคณะต่างๆไม่ต่ำกว่า 5 ค่ายแล้ว

โลกยุติธรรมมาก

เราจะจำการตัดสินใจครั้งนั้นไปชั่วชีวิต

***

 

 

เราชอบบอกคนอื่นว่าตัวเองว่าง

เราเพิ่งรู้เมื่อไม่นานนี้เอง ว่า ว่าง ของเรา ไม่ได้หมายถึง ไม่มีอะไรทำ
แต่หมายถึง ไม่ได้ทำที่อยากจะทำ

อย่าถามว่าอยากทำอะไร

เพราะเราก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน

ช่วงที่ปวดหัวกับไอ้นั่น เรานั่ง ว่างๆ ทั้งวัน รอเวลาดึกๆจะได้ทำมันให้เสร็จซักที
ทำไมสำหรับเรา กว่าจะได้ทำบางอย่าง มันถึงยากเย็นนักวะ
ทำอย่างอื่นก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทำ กังวลว่ะ มันค้างคาว่ามันยังไม่เสร็จ
แต่พอได้เวลาจะทำให้เสร็จ ก็รู้สึกผิดบางอย่าง มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำรึเปล่า...

แต่มันก็จบไปแล้ว

จบไปแล้ว

โล่งแล้วหละ

เนอะ...

***

 

 

เราทำบ้านรับน้องด้วย

บ้านเราไซส์เล็กสุด (มี XL L M S) คนน้อยมาก อบอุ่น แต่อาจจะล่มได้

แล้วเราก็ได้เป็นแม่บ้าน เพราะเรา ว่าง ที่สุด (มีพ่อบ้านแม่บ้าน)

ยากเหมือนกันแฮะ 55

ช่วงนี้มีเรียนซัมเมอร์ แต่เราไม่ได้เรียน บางทีรู้สึกว่า ถูกโดดเดี่ยว ทุกคนไม่ว่างกันหมด

แต่เต็มใจทำ

เพราะอยู่บ้านเฉยๆไม่เวิร์คแน่ ไม่ได้ทำงานพิเศษเพราะอยากให้เวลากับไอ้นั่นที่เพิ่งทำเสร็จไป แล้วถ้าอยู่เฉยๆก็ต้องเจอเรื่องเครียดกว่ารับน้องเยอะแยะด้วย

อย่ารู้เลย พูดไปก็รู้สึกผิดเปล่าๆ

***

 

 

บล็อกนี้กี่เอนทรี่แล้ววะ
รู้สึกว่า เราเขียนแต่เรื่องตัวเอง
ดูเหมือนคน เห็นแก่ตัว ป่ะ

555

แค่เราคนเดียวจะมีเรื่องอะไรมากมายวะ
ชีวิตก็มีทุกอย่างพร้อมแล้ว

เราคิดไปเองแหงเลยเรื่องพวกนี้

นั่นแหละ ที่มาของชื่อบล็อก
เราเป็น...คนโชคดีที่ว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย

***

 

 

ใครก็ไม่รู้ บอกว่า หยุดแสวงหาแล้วจะพบ
 

จริงป่าววะ

เรากำลังแสวงหาอะไรอยู่รึเปล่าเนี่ย
แล้วถ้าเราหยุด เราจะพบรึเปล่า
 

แต่ช่างเหอะ

เราจะไม่คิดเรื่องพวกนี้แล้ว จบแล้ว

จบแล้ว

จ บ แ ล้ ว

ไม่มีอะไรต้องหงุดหงิดอีก

ที่เหลือเราก็แค่เตรียมตัวให้พร้อมกับงานมหาโหดที่กำลังจะเจอ

บ้านอินเดียน่า!!!

และการเรียนที่อาจารย์ส.ขู่ว่าอาจจะไม่รอด

เอกอังกฤษ โทละคร

ก้อน่าพิสูจน์นะว่าเราจะรอดมั้ย (หมอดูบอกเกรดจะร่วง เราเชื่อตั้งแต่ก่อนเค้าจะบอก 555) ก้ออยากจะตั้งใจว่า...
ต่อไปนี้หนูจะจดงานให้เรียบร้อยค่ะ!

เราดูหนังสือเรียนพิเศษของน้องแล้วสำนึกผิดมาก ทำไมมันจดเรียบร้อยงี้วะ ถึงเราจะจดทันทุกอย่าง แต่มันก็เน่ามากจนเพื่อนไม่กล้าขอยืม (หรือเป็นแผนกำจัดคู่แข่ง 5555) พอเวลาสอบก็จะบ้า เพราะอ่านไม่ออกว่าเราจดอะไรมาบ้าง แถมยังไฮไลท์มั่ว สีเหลืองแสบตา สีส้มแปร๊ดกับสีม่วงเข้ม เปิดหนังสือแล้วอยากจะอ้วก 

อันไหนที่ต้องท่องก้อเสียเวลาลอกใหม่

โง่จริงๆ

ต่อไปนี้จะไม่ทำอย่างงั้นแล้วคร้าบบบ...

(ก็ตั้งใจอย่างงี้ทุกปี แต่ก็ยังเน่าทุกปีอยู่ดี เหอๆ)

 

 

ใช่แระ
พอไอ้นั่นเสร็จแล้ว
ก็เหลือแต่ความว่างเปล่า

 


แต่ก็หนีไม่พ้นจริงๆว่ะ เรามีสมุดสองเล่มเหลืออยู่ในลิ้นชัก เล่มนึงเป็นสมุดกระดาษสีดำที่เพื่อนให้วันเกิด อีกเล่มเปนสมุดสีครีมกระดาษกรีนรี้ด ได้มาตอนเล่นบัดดี้

สมุดปกขาว สมุดปกดำ

เปิดรอไว้ เผื่อมันจะกลับมา

แค่หลับตา...

posted on 28 Mar 2009 15:10 by ccchhhuuunnn  in MY-DAYS


แค่หลับตา - Kae Lub Tar - BodySlam

 

เราว่าเราแปลกแฮะ


ทำไมเราไม่คิดถึงพวกแกเลยวะ
ไม่คิดถึงโรงเรียนด้วย

เสียใจอ่า

อยากมีฟีวแบบ...อ๋าาาา คิดถึงโรงเรียนจังเรยยย...
อะไรอย่างงี้มั่ง

ฮ่าๆ

แต่...คิดๆดูมันก็ไม่แปลกหรอก (มั้ง)
ก็จบมาตั้งปีนึงแล้ว แต่น้องเรายังเม้า+บ่นเรื่องที่โรงเรียนให้ฟังทุกวัน


แล้วบางวันเราก็ต้องไปรับไปส่งไอ้น้องอีกคนที่อยู่ป.1

แล้วบ้านเราก็อยู่ใกล้โรงเรียนมาก

แล้วเราก็ยังคงเจอเพื่อนเก่าบ่อยๆ

แล้วคณะใหม่ที่เราไปอยู่ก็เหมือนโรงเรียนเก่า อ ย่ า ง ยิ่ ง

ไม่มีเหตุผลให้เราต้องคิดถึงเลยใช่มั้ย

แต่เราอยากคิดถึงหนิ

 

ดูนี่ดีกว่า

 

 

 

 

 

ใครฟระ?

5555

 

แล้วนี่ล่ะ

 

 

แล้วพวกนี้??

 

 

แล้วยัยนี่?

 

ฮ่าๆ

 

เออ

บอกไว้ก่อน อย่างอนนะเว่ย นี่ไม่ใช่ top friends ใน hi5

เราเรียงรูปตามลำดับอักษรชื่อเล่น 

55555

 

ยังจำกันได้ป้ะเนี่ยว่าไหนเปียใคร

 

จำได้ปะ ตอนจะทำหนังสือรุ่น เราคิดชื่อกลุ่มกันแทบตาย แล้วก็หารูปรวมกันแทบตายเหมือนกัน

ตลกอ่ะ

บอกไม่ถูกว่า...

 

เหมือนนานแสนนานมาแล้ว

...หรือ... 

เหมือนเพิ่งเมื่อวานนี้เอง

 

 

แต่ถ้าหลับตาละก็

 

ในหัวใจยังไม่ลืมเลือน

ฟ้าครามสดใสหัวใจที่งดงาม!

 

 

 

เลือก(เพลง)(ให้)คณะ

posted on 01 Mar 2009 12:27 by ccchhhuuunnn  in ARTS-CHULA, MY-DAYS

วันนี้สอบ A-NET กันวันสุดท้ายใช่มะ

นึกถึงช่วงนี้ของปีที่แล้วจังเลยยย...

ตอนนั้นเราเลือกคณะแบบจับฉ่ายมาก ครอบจักรวาล 555
คงเป็นเพราะเราชอบหลายอย่าง ไม่ก็ไม่ถนัดซักอย่างแน่ๆ

แล้วเราก็ว่างขนาดเลือกเพลงให้คณะที่ตัวเองเลือกด้วย

ฮ่ะๆๆ

อยากฟังกันป่าววว

อันดับ 4 วารสาร ธรรมศาสตร์ :
อยากเรียน film เพราะเคยโกรธที่เพื่อนๆได้ไปดูหนังกัน แล้วที่บ้านไม่ให้เราไป
ไม่ให้ดูใช่มะ
เออ เดี๋ยวทำหนังเองก็ได้
แต่สุดท้ายมันก็แค่ฮาๆ

อยากบอกคณะนี้ว่า...อย่างน้อยฉันเคยได้รักเธอ รักด้วยการ (ไม่) หวังอะไร


อย่างน้อย - Big Ass  

 

อันดับ 3 วิทยาคอม จุฬา :
อันนี้เลือกเพื่อประโยชน์ทางโลก
555
คิดว่าคอมมันดูไฮเทคดี แล้วก็น่าจะหางานได้
ประมาณว่า
ถ้าไม่ได้ทำอะไรที่อยากจะทำ อย่างน้อยก็มีกินละวะ! 
ถ้าเราติด com sci มันคงงอนมาก บอกว่า เออ...ก่อนคนนั้นของแกจะมา ให้ฉันนั่งเป็นเพื่อนไป
อย่างน้อยไม่เหงาใจ...
(แต่) เมื่อไหร่เขามา ฉันจะไป!!!


เมื่อเขามา ฉันจะไป - Endorphine   

 

อันดับ 2 สถาปัตย์ไอดี จุฬา :
อย่างที่เคยบอกไว้
เพิ่งรู้ว่าสถาปัตย์เค้าเรียนอะไรก็ ม.6 เทอม 2 แล้ว
เตรียมตัวไม่ทัน
ขอมอบเพลงนี้ให้เลย ...ผิด-ที่-เรา-เจอ-กัน-ช้า-ไป

ไม่มีทางจะมารักกัน...

ToT


ความลับ - Be My Guest  

 

อันดับ 1 อักษร จุฬา :
อันนี้แนวแค้นฝังหุ่น
เราถูกสถานการณ์บังคับให้เข้าสายวิทย์
แต่สุดท้ายก็รู้ตัวว่าไปไม่รอด ถึงจะรอด ก็ยาก
แล้วยังโดนท้าทายอีก...(จากใครบางคนที่จ้องคณะนี้ไว้เหมือนกัน)
มันวัดใจว่ะ
ว่าจะ...

กล้ากลับไปหาเขารึเปล่า?!?


กล้าพอไหมKar-Po-Mai - Potato  

 

สุดท้ายเราก็ติดคณะโปเตโต้

หนึ่งปีผ่านไป

อยากรู้มั้ยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

...หึ หึ หึ

แจกเลข!!!

posted on 09 Feb 2009 17:01 by ccchhhuuunnn  in MY-DAYS

วันดีคืนดีก็เข้าไปดูที่ Stats ของบลอกตัวเอง 

 แล้วก็เจอเลขสวย แบบไม่ต้องขูด

 555

อะไรมันจะเป๊ะขนาดนั้น

หน้าหนาววว...

เราหนาว

แต่อย่าลืมว่า...มีคนหนาวกว่าเรา   

ทำภาพเนกาทีฟแล้วดูเสี่ยวมากมาย

ฮ่ะๆๆ

 

ความแค้น...เป็นพลัง

posted on 07 Jan 2009 19:41 by ccchhhuuunnn  in MY-DAYS

เคยแค้นใครมั้ย

เราแค้นผู้ชายอายุเกิน 40 คนนึงมากๆ
แต่แค้นตัวเองมากกว่า

เรื่องมีอยู่ว่า

เรากำลังจะส่งเรื่องที่เราเขียนไปประกวด

ระหว่างที่เรานั่งเล่นคอมอยู่
เราก็บังเอิญเปิดเจอเรื่องย่อของหนังสือที่ได้รางวัลปีที่แล้ว

เราช็อกว่ะ

เรื่องคล้ายกันมาก ทั้ง theme และองค์ประกอบ แม้กระทั่งตัวละคร
ถึงจะเขียนคนละอารมณ์กัน แต่ก็คล้ายมากๆ

เราเคยเห็นหนังสือเล่มนี้แล้ว ตอนนั้นเห็นแค่หน้าปก เราก็คิดแค่ว่า อืม คล้ายกันเลยว่ะ ทำไงดีเนี่ย
แต่ยังไม่ซีเรียส

เพราะไม่รู้ว่าจะคล้ายกัน "ขนาดนี้"

กรี๊ด

เราออกจากห้องคอม ไปห้องสมุด ไปยืมหนังสือเล่มนั้น
ตอนนี้ยังไม่อยากอ่านเลย
แต่เปิดๆดูแล้ว
มันคนละแนวอย่างที่บอก แต่ก็นะ คล้ายมาก

แค้นมาก
แค้นตัวเองที่ไม่รีบเขียนให้เสร็จตั้งแต่ตอนนั้น
ความจริงเขียนจบคร่าวๆตั้งแต่ก่อนเอนท์ แต่ก็ยังทำอะไรไม่ได้ เพราะเรื่องไม่ปะติดปะต่อกันอย่างแรง และเขียนตามใจตัวเองมากเกินไป
แต่พอจะแก้ให้มันดีขึ้น
ก็ดันเจอว่าซ้ำกับคนที่ได้รางวัลปีที่แล้ว

เรารู้ว่าเพื่อนๆที่เซนต์....เป็นพยานให้เราได้
เพราะเรื่องของเรามาจากชีวิตจริง ที่ใครๆก็รู้ถ้ารู้จักเรา
เพราะคนที่(ได้รับคำสั่งให้)อ่าน พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า "โคตรแกเลยว่ะ"

แต่ถ้าเราส่งไป กรรมการต้องคิดว่าเราเลียนแบบเค้าแน่ๆ
หรือถ้าแย่ไปกว่านั้น เค้าอาจจะคิดว่า เราได้แรงบันดาลใจมาจากหนังสือของเค้า
ซึ่งหยามกันสุดๆ

ตอนนั้นไม่ได้คิดอย่างอื่นเลย
คิดแต่ว่า ต้องทำต่อไป ต้องส่งไปให้ได้ ให้เค้าเห็นว่าของเราดีกว่าและเราไม่ได้เลียนแบบเค้า

เพิ่งรู้ว่า ความแค้น...เป็นพลังได้ขนาดนี้

แต่คงยาก เพราะเนื้อหาของเค้า (เท่าที่เปิดดู) ทำการบ้านมาดี และเค้าโตกว่าเรา มุมมองคงเป็นผู้ใหญ่กว่าเรา

โทรไปบ่นกับเพื่อนหมู (นามสมมุติ) ขอบคุณมากที่ปลอบใจด้วยคำถามว่า
"ฮะ? ในโลกนี้มีคนคิดเหมือนแกด้วยเหรอเนี่ย" ด้วยน้ำเสียงประหลาดใจสุดๆ
5555
ขอบคุณจริงๆนะ ^^

ขอเตือนไว้ก่อน ช่วงนี้อย่ามาพูดคำประมาณว่า "สายไปแล้ว" ให้เราฟังนะ
ถึงจะไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็เถอะ
ไม่งั้นมีเจ็บแน่
555555

ไปละ

งานเข้า!!!